หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (จบ)

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (จบ)

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (จบ)
หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (จบ)

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (จบ)

ลูกก็เหมือนหนังสือที่พ่ออย่างผมต้องเปิดอ่านทีละหน้าๆ เขาคือบทเรียนอย่างดีในชีวิตของเราโดยเฉพาะสอนให้เรารู้จักให้อภัย

หลังจากภรรยาเสียชีวิต ผม ทนงศักดิ์ ศุภการ ต้องรับหน้าที่หลักในการดูแลลูกชายสองหญิงหนึ่งของผม หลายคนถามว่าเหนื่อยไหม คำตอบคือเหนื่อยอยู่แล้ว เพราะผมต้องคอยรับ - ส่งดูแลเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่ตอนที่แม่เขาป่วย แต่ในความเป็นพ่อผมก็มีความสุขที่ได้ดูแลพวกเขา

ตอนนี้นอกจากผมแล้ว พวกเขาก็มีคุณน้าและพี่เลี้ยงที่เป็นแม่บ้านคอยดูแลรวมถึงคุณตาของพวกเขาที่ทำสวนอยู่ต่างจังหวัด ก็จะมาเยี่ยมหลานพร้อมกับผลไม้ทุกสองอาทิตย์ บางครั้งผลไม้ที่สวนอย่างมะม่วงให้ผลเยอะมาก พวกเราทั้งหมดก็ช่วยกันนำไปขาย เด็ก ๆ ไม่ได้รู้สึกอายที่จะยืนขายผลไม้ด้วยกัน

เมื่อปีที่แล้วลูกชายคนโตเพิ่งเรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(ABAC)  ส่วนลูกชายคนกลาง หลังกลับมาจากนิวซีแลนด์โดยที่ยังเรียนไม่จบ เขาก็ยังไม่ได้เรียนอะไรต่อ ปีนี้กำลังจะเกณฑ์ทหาร ผมอยากให้เขาไปใช้ชีวิตแบบนั้นดูบ้าง เผื่อว่าจะทำให้มีระเบียบวินัย รู้จักรับผิดชอบและดูแลตัวเองได้ดีขึ้น ส่วนลูกสาวคนเล็กหลังจบ ม.6 แล้ว เขาก็อยากเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ลูกของผมแต่ละคนนิสัยต่างกันแม้ว่าจะเลี้ยงดูมาแบบเดียวกันก็ตาม ลูกชายคนโตเป็นคนมีความมุ่งมั่นสูง ถ้าเขาอยากทำอะไร ก็จะพยายามจนถึงที่สุด แต่ถ้าไม่อยากทำ เขาก็จะไม่ทำเลย ลูกชายคนกลางนี่สบาย ๆ มีความสุขกับชีวิตไปเรื่อย ๆ ส่วนลูกสาวคนเล็กจะมีระเบียบวินัย รักการเรียน และรู้จักรับผิดชอบดูแลตัวเองเป็นอย่างดี

ลูกก็เหมือนหนังสือที่พ่ออย่างผมต้องเปิดอ่านทีละหน้า ๆ เขาคือบทเรียนอย่างดีในชีวิตของเรา โดยเฉพาะสอนให้เรารู้จักให้อภัย ในเมื่อเราให้อภัยลูกได้ตั้งหลายครั้ง แล้วทำไมเราจะให้อภัยคนอื่นไม่ได้ แม้เขาจะไม่ใช่ลูกของเรา แต่เขาอยู่ร่วมโลกเดียวกับเรา ต้องพึ่งพาดิน น้ำอากาศเหมือนเรา ดังนั้น สำหรับผม เราต้องรู้จักให้อภัยและรู้จักแบ่งปันกับคนอื่นด้วย มีน้อยก็แบ่งน้อย โดยผมจะพยายามแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับการทำบุญเสมอเช่น ช่วงปิดเทอมผมก็จะชวนลูก ๆ ไปบริจาคหนังสือและเสื้อผ้าที่บ้านโฮมฮักของครูติ๋ว ระหว่างทางก็โทรศัพท์ชวนเพื่อนให้ทำบุญด้วยกัน ก็ได้เงินมาซื้อข้าวสารและอาหารต่าง ๆ หลังจากนั้นก็ช่วยระดมทุนสร้างห้องสมุดให้บ้านโฮมฮักที่จังหวัดยโสธร

ครอบครัวของผมอาจไม่ได้สมบูรณ์พร้อม ไม่ได้ร่ำรวย ลูก ๆ ทุกคนยังต้องอาศัยเงินดูแลจากพ่อ แต่ผมก็ยังเชื่อเรื่องการให้เพราะที่ผ่านมาชีวิตของผมได้ดีมีสุขอย่างทุกวันนี้ได้ก็เพราะการให้โอกาส ให้ความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ ดังนั้นผมจึงอยากส่งต่อสิ่งนี้ให้กับสังคม โดยเฉพาะการให้กับคนที่ไม่มีโอกาสจะตอบแทนเรา หรือคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน สำหรับผมแล้วถือเป็นการให้ที่บริสุทธิ์ เพราะไม่มีอะไรเคลือบแฝง ไม่มีการรอคอยผลประโยชน์หรือคำขอบคุณใด ๆ

แต่ก่อนที่ผมจะเรียนรู้การให้กับใครได้นั้น คนแรก ๆ ที่ผมให้อย่างมากที่สุดและด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริงก็คือลูกของตัวเอง ไม่ว่าเขาจะทำผิดพลาดกี่ครั้งต่อกี่ครั้งเขาก็ยังเป็นลูกที่ผมรักมากที่สุดอยู่ดี

 

บทเรียนที่มีค่าจากลูก

ผมเลี้ยงลูกเหมือนเป็นเพื่อนมาตั้งแต่เด็ก หลายครั้งที่ผมอ่านข่าวตามสื่อต่าง ๆแล้วเห็นบางครอบครัวต้องสูญเสียลูกไปผมมักจะถามตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับเราบ้าง เราจะทำอย่างไรณ วันนี้เราอาจไปบอกครอบครัวคนอื่นได้ว่า“ไม่เป็นไร  เสียแล้วก็เสียไป”  ผมจะพยายามเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า  ถ้ามันเกิดขึ้นกับคนอื่นได้ ก็เกิดกับเราได้เหมือนกัน  เพราะจริง ๆ แล้ว สุดท้ายชีวิตที่เรามาผูกพันกันนี้ก็แค่ช่วงเวลาหนึ่ง  จะช้าหรือเร็วก็ต้องจากกัน  ถ้าไม่อยากจากก็อย่าเจอ ถ้าไม่อยากตายก็อย่าเกิด แต่นี่เกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องใช้กรรมของตัวเองไป

ผมเชื่อว่า  เราเกิดมาเพื่อปิดกรรมให้ตัวเอง ตอนนี้เราอาจมีหนี้กรรมอยู่ประมาณพันหนึ่ง  เราต้องค่อย ๆ ปิดหนี้กรรมของตัวเอง ตอนนี้อาจจะปิดได้สักแปดสิบก็ค่อย ๆ ทำไป ชดใช้ในสิ่งที่กู้มา ซึ่งตอนที่กู้  เราอาจไม่ทันรู้ตัว แต่วันนี้เมื่อรู้ตัวแล้วเราก็ต้องชดใช้ และพยายามไม่สร้างหนี้เพิ่มแต่หนี้อย่างหนึ่งที่ผมผูกพันมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องลูก

ลูกชายคนกลางเป็นคนที่ภรรยาของผมห่วงมากที่สุด เพราะเป็นคนที่มีความสุขกับการไปโรงเรียน แต่ไม่เรียนแต่ละปีที่ขึ้นชั้นเรียนใหม่ ผมต้องไปฝากกับผู้อำนวยการโรงเรียนว่า ขอให้ลูกได้เรียนกับอาจารย์ที่ใจเย็น เพราะลูกไม่ชอบอาจารย์ที่อารมณ์เสียใส่เขา ส่วนช่วงปิดเทอม ผมก็ต้องมานั่งช่วยเขาทำรายงานส่งอาจารย์เพราะว่าสอบตกวิชานั้นวิชานี้

ตอนเช้า ๆ เวลาไปส่งลูกไปโรงเรียนผมต้องว้ากกับลูกคนนี้ทุกวัน คนโตกับคนเล็กลงจากรถไปแล้ว แต่คนกลางยังต้องนั่งอยู่ในรถกับผมต่อ ต้องอ่านหนังสือในรถก่อนครึ่งชั่วโมง เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้อยู่ที่โรงเรียนเขาจะไม่อ่านเลย แต่แม้จะพยายามกวดขันเขามากเท่าไร ก็ไม่สามารถห้ามปรามความดื้อรั้นตามวัยของเขาได้นอกจากจะไม่ตั้งใจเรียนแล้ว ยังสูบบุหรี่ เกเร ไม่อยู่ในระเบียบ ฯลฯ มีเรื่องจนถูกตัดคะแนนความประพฤติบ่อย ๆผมถูกเรียกไปห้องปกครองแทบจะทุกเดือนจนในที่สุดลูกก็ต้องลาออก

ชีวิตการเป็นพ่อสำหรับผมแล้ว ถือว่าต้องทำทุกอย่างให้ถึงที่สุด ลูกถูกไล่ออกจากโรงเรียน ผมก็ไปนั่งหน้าห้องผู้อำนวยการเพื่อขอพบ ขอโอกาสให้ลูกได้เรียนต่อแม้กระทั่งไปช่วยงานโรงเรียน ผมก็ยอมแต่สุดท้ายลูกเรียนได้อีกปีเดียวก็ต้องลาออกอีกครั้ง เพราะสร้างวีรกรรมไว้เยอะ คราวนี้เป็นช่วงที่แม่เขาเสียพอดี ผมเลยให้ไปอยู่โรงเรียนประจำ ต้องอยู่หอพัก แต่อยู่ไปอยู่มาลูกหนีเที่ยว กลับถึงหอตีสามตีสี่เป็นประจำ เลยต้องลาออกอีกครั้ง

ยาเสพติดอย่าคิดว่าแค่นิดเดียว

ช่วงที่ลูกมีปัญหา ผมเลยไม่รับละครเพราะอยากดูแลเขาให้เต็มที่ ผมเชื่อว่าถ้าวันนี้เราดูแลเขาให้ดีที่สุด เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจกับการกระทำใด ๆ ของตัวเองผมทำให้เขาเห็นว่า พ่อยอมเสียสละเพื่อเขาได้มากแค่ไหน

ผมมักจะบอกลูกเสมอว่า “ถ้าลูกทำอย่างนี้ ก็แสดงว่ามีความสุขกับสิ่งที่ทำถ้าไม่มีความสุข ลูกต้องเดินออกจากตรงนี้เพราะถ้ายังนั่งอยู่ ก็แปลว่ามันเย็นพอที่ลูกจะนั่ง แต่ถ้ารู้สึกร้อนเมื่อไร ก็ต้องย้ายไปหาที่เย็น”

หลังจากพยายามให้ลูกชายคนกลางเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่เมืองไทยไม่สำเร็จ ผมก็ลองส่งเขาไปเรียนซัมเมอร์กับน้องสาวของเขาที่นิวซีแลนด์ ปรากฏว่าเขาเรียนใช้ได้ ผมเลยให้เรียนต่อที่นั่น เมื่อมีเวลาว่างผมก็ไปเยี่ยมเขา จึงได้เห็นว่าเขาสูบกัญชาเสพสารเสพติด เราเลยคุยเปิดอกกัน เขาบอกผมว่า “แค่นิดเดียว”

แต่ แค่นิดเดียว ที่ว่านี้กลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตเขา สองสัปดาห์ก่อนเรียนจบ ลูกโทร.มาร้องไห้กับผม บอกว่าเรียนต่อไม่ไหวแล้ว ขอกลับบ้าน เพราะถ้าอยู่ต่อคงหนักกว่านี้

ผมต้องตั้งสติและบอกกับลูกว่า“คิดให้ดี ๆ แล้วค่อยโทร.มาใหม่ เพราะคนที่รับสภาพไม่ใช่พ่อนะ ลูกจะกล้ามาบอกทุกคนไหมว่าล้มเหลว หรือจะกล้าบอกทุกคนไหมว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าลูกรับได้ก็ได้เพราะมันตัวของลูก ไม่ใช่ตัวพ่อ” สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจลาออกด้วยตัวเอง และผมก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของเขา

ผมได้เรียนรู้ว่าปัญหาบางอย่างของลูก ถ้าเขาไม่แก้ไขด้วยตัวเอง เราก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงต้องมาปรับที่ใจของตัวเอง ต้องกลับมาคิดว่า อย่างน้อยมันก็ไม่เลวไปกว่านี้ เขาไม่ได้ไปขโมยของใครไม่ได้ขับรถไปพุ่งชนใคร วิธีคิดที่เป็นมุมดี ๆ ทำให้เราสบายใจขึ้น เราต้องยอมรับว่าแต่ละคนมีกรรมมาแตกต่างกัน เมื่อทำกรรมแบบนี้ เขาก็ต้องยอมรับผลของมันซึ่งต่อไปเขาจะเดินไปในทิศทางไหน ผมก็ได้แค่ประคับประคองและให้โอกาสเขาเท่านั้น แต่ทุกวันนี้เขาก็ทำให้ผมสบายใจมากขึ้น

เมื่อปีที่แล้วผมทำโครงการ “รัก ท.”ขึ้น โครงการนี้เปรียบเสมือนการรวม “3 ท.”เป็นหนึ่งเดียว ได้แก่ “ท” - เทิดไท้องค์ราชัน 85 พรรษา “ท” - ประเทศไทย  และ“ท” – ทหารผู้เสียสละ รวมไปถึงชาวไทยที่ได้รับผลกระทบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยผมจัดกิจกรรมประมูลของรักของหวงของนักแสดง นักร้อง ตลอดจนคณะผู้จัดละคร เพื่อหารายได้ไปซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและซื้อเสื้อเกราะให้กับทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามชายแดน

ผมเชื่อว่าการจะบอกว่ารักชาติ รักแผ่นดิน รักพระมหากษัติย์ เราพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงมือทำด้วย เช่นเดียวกับที่ผมสอนลูกเสมอว่า “ไม่ต้องบอกรักพ่อแค่ลูกทำความดี พ่อก็รู้แล้วว่าลูกรัก”

เพราะเมื่อเราทำความดี คนที่ชื่นใจมากที่สุดก็คือพ่อแม่นั่นเอง

Secret Box
ความดีของลูกคือความสุขของพ่อแม่

ความเลวของลูกคือความทุกข์ของพ่อแม่

นิรนาม


บทความน่าสนใจ

แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 1

3 ดารา ที่มีหัวใจรักสิ่งแวดล้อม

ปรับความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน เรื่องราว “การปรับความคิด” ของดาราหนุ่มทั้ง 3 คน

 

keyboard_arrow_up