สูตรแห่งความสำเร็จ ของ ครูซุปเค (Sup’k)

สูตรแห่งความสำเร็จ ของ ครูซุปเค (Sup’k)

สูตรแห่งความสำเร็จ ของ ครูซุปเค (Sup’k)
สูตรแห่งความสำเร็จ ของ ครูซุปเค (Sup’k)

สูตรแห่งความสำเร็จ ของ ครูซุปเค (Sup’k)

สูตรความสำเร็จนี้ จะเท็จหรือจริง เรื่องราวของ คุณศุภฤกษ์ สกุลชัยพรเลิศ เจ้าของสถาบันกวดวิชาชื่อดัง Sup’k Center หรือที่เด็กนักเรียนเรียกกันติดปากว่า ครูซุปเค (Sup’k) ที่ทุกคนกำลังจะได้อ่านนี้ คงให้คำตอบคุณได้…

การทำงานหนัก H (8) + A (1) + R (18) + D (4) + W (23) + O (15) + R (18) + K (11) จะมีค่าเท่ากับ 98 เปอร์เซ็นต์ ความรู้ K (11) + N (14) + O (15) + W (23) + L (12) + E (5) + D (4) + G (7) + E (5) จะมีค่าเท่ากับ 96 เปอร์เซ็นต์ ความรักในงาน L (12) + O (15) + V (22) + E (5) จะมีค่าเท่ากับ 54 เปอร์เซ็นต์ และโชค L (12) + U (21) + C (3) + K (11) จะมีค่าเท่ากับ 47 เปอร์เซ็นต์

แต่สิ่งที่จะนำทางให้ชีวิตของเราสำเร็จได้อย่างแท้จริงนั้นคือทัศนคติ A (1) + T (20) + T (20) + I (9) + T (20) + U (21) + D (4) + E (5) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์

ระหว่างนั่งรอซุปเคในบ้านหรู เรามีโอกาสได้สนทนากับคุณแม่ชื่นฤดี สกุลชัยพรเลิศ มารดาสุดที่รักของซุปเค ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวของซุปเคเมื่อครั้งยังเยาว์

“สมัยก่อนบ้านเราไม่มีเงิน จนมาก โชคดีที่ลูกสอบเข้าโรงเรียนเอกชนที่ดีและใกล้บ้านได้ แต่แม่ก็ไม่ได้มีเงินมากพอที่จะส่งลูกไปเรียนพิเศษหรือซื้อของเล่นแพงๆ เหมือนเด็กคนอื่นๆ เขา”

ชีวิตช่วงนั้นของคุณแม่มีตัวแปรที่เรียกว่า “อุปสรรค” ถาโถมเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า…ทำให้เธอต้องเปลี่ยนจากอาชีพหนึ่งไปอีกอาชีพหนึ่งอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นคนใช้ ครูสอนตัดเสื้อ คนขายขนมปัง เซลส์ขายของ เปิดเนิร์สเซอรี่ ขายข้าวสาร ขายที่นอน

“เวลาทำงานอะไร เราทำแล้วรุ่งก็จริง แต่ก็มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนงานตลอด อย่างตอนขายขนมปัง พอเราเริ่มขายดีเอเย่นต์ที่เราไปรับขนมปังมาขาย ก็เอาขนมปังเก่าๆ ที่เจ้าอื่นขายไม่ออกมาให้เรา ลูกค้าเลยหนีหายไปหมด ต้องเลิกทำไป หรืออย่างตอนขายข้าวสาร ตอนแรกขายดีนะ แต่พอมีห้างใหญ่มาเปิด เราก็ขายแทบไม่ได้…ทุกครั้งที่ชีวิตกำลังจะมั่นคงก็จะถูกล้มกระดาน เลยต้องเริ่มต้นใหม่ตลอด

“แต่อันที่จริงก็ต้องขอบคุณที่เกิดมาจน เลยทำให้ลูกของเราได้เรียนรู้อะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น” ลูกชายสองคนนี้ได้เห็นแม่ลำบากมาตั้งแต่ยังเล็ก จึงไม่รีรอที่จะช่วยเหลือมารดาทุกครั้งที่มีเวลาและแรงกำลัง

“ไม่ว่าแม่จะทำอะไรลูกๆ จะช่วยเหลือแม่ตลอด อย่างซุปเคกับพี่ชาย ถ้าช่วงไหนไม่ได้เรียนหนังสือ เขาจะมาช่วยงานแม่…เฝ้าร้าน แบกข้าวสารขัดห้องน้ำ ขนของ ส่งของ”

หลังจากซุปเคก้าวเข้ามาร่วมสนทนาได้สักพัก ก็กล่าวเสริมขึ้นว่า…“ตอนเด็กๆ ผมเคยไปรับจ้างขัดหนังหมู…ต้องตื่นแต่เช้าขัดหนังหมูที่เขาเพิ่งฆ่าเสร็จให้สะอาด แล้วก็ล้างเอาของเสียในลำไส้หมูออกให้หมด

“บางครั้งผมกับพี่ชายก็ต้องไปขอสมุดหน้าเหลืองที่ไม่ใช้แล้วตามบ้านคนอื่นมาพับถุงขาย…100 ใบได้ประมาณ 50 สตางค์ถ้าไปขอบ้านคนที่ใจร้ายหน่อย ก็จะโดนไล่เหมือนหมูเหมือนหมา”

“ใจจริงของแม่แล้ว เงินไม่ได้สำคัญมากไปกว่าการที่เขาเรียนรู้เรื่องการทำงาน…ถ้าเราได้แต่บอก บ่น หรือเล่าให้เขาฟังเขาจะไม่มีวันรู้ว่าพ่อแม่ลำบากแค่ไหน แต่ถ้าได้ทำงาน เขาจะรู้เองว่าเขาต้องขยันเรียน โตขึ้นจะได้ไม่ต้องทำงานหนักแบบนี้”

คุณแม่เสริมในสิ่งที่ลูกชายกล่าว ก่อนที่ซุปเคจะเล่าต่อถึงงานของแม่ที่ทำให้ความฝันของตนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา…

“คุณแม่เป็นครูที่สอนเก่งมาก เคยสอนให้เด็กก่อนวัยเรียนสามารถบวกเลขสองหลักได้ เมื่อคนรู้ข่าวก็เลยพูดกันปากต่อปาก และเอาลูกมาฝากที่เนิร์สเซอรี่ของคุณแม่หลายคนแต่ก็ปรากฏว่ามีคนแจ้งให้กระทรวงศึกษาฯมาตรวจที่นี่ สุดท้ายเนิร์สเซอรี่เลยโดนปิด ด้วยเหตุผลเดียวคือคุณแม่ไม่มีวุฒิการศึกษา”

ลูกชายเห็นแม่หลั่งน้ำตาอยู่หน้าเนิร์สเซอรี่ ก็ได้แต่กอดแม่และบอกอย่างมุ่งมั่นว่า “แม่เป็นครูไม่ได้ เดี๋ยวผมจะเป็นแทนแม่เอง” ตั้งแต่นั้นมา เวลาเกือบทั้งหมดของซุปเคจึงหมดไปกับการช่วยเหลือครอบครัว และศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ใส่ตัวมากกว่าจะเที่ยวเตร่เฮฮากับเพื่อน

ด้วยความที่อยากให้แม่ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าเทอม หลักจากเรียนจบชั้นมัธยม 1 ซุปเคจึงตัดสินใจอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อสอบเทียบเข้าเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผลปรากฏว่าเขาสามารถประหยัดค่าเทอมให้มารดาได้ถึง 2 ปีจริงๆ

“ตอนแรกแม่ก็กังวลว่าเด็ก ม.1 ไปเรียนกับเด็ก ม.4 แล้วลูกจะเครียดหรือเปล่า แต่ผลปรากฏว่า พอสอบออกมาแล้วลูกได้ท็อปคณิตศาสตร์ ที่เหลือก็ได้เกรดสี่ทั้งหมด ยกเว้นอังกฤษ แถมยังได้เป็นตัวแทนไปแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิก 2 ปีซ้อนด้วย”

เวลาว่างจากการเรียน นอกจากเขาจะช่วยสอนหนังสือเพื่อนๆ อย่างสม่ำเสมอแล้ว ซุปเคยังเป็นนักกิจกรรมตัวยงของโรงเรียน โดยที่การเรียนไม่เคยตก และสามารถสอบเข้าเรียนต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ในที่สุด

“ตอนเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย ครอบครัวเราเริ่มเป็นหนี้ผมจึงอยากสอนพิเศษเพื่อหาเงินมาช่วยพ่อแม่ แต่ท่านบอกว่าอย่าเพิ่งสอนเลย ท่านกลัวเราจะเหนื่อย แต่พออยู่ปีสามเศรษฐกิจตกต่ำสุดๆ ข้าวสารเริ่มขายไม่ออก ผมเลยตัดสินใจขอพ่อแม่อีกครั้ง เพื่อเปิดสอนคณิตศาสตร์ให้กับเด็กๆ ตามโต๊ะในมหาวิทยาลัย

“สอนไปสักพักก็เริ่มโดนไล่ที่ จึงเปลี่ยนมาสอนที่บ้าน แต่แล้วก็มีคนโทร.ไปบอกกระทรวงศึกษาฯ ว่าผมเปิดสอนเถื่อน ดีที่ก่อนหน้าที่เขาจะมาตรวจได้สองวัน ผมได้ไปยื่นขออนุญาตไว้แล้ว ตอนมาตรวจเลยไม่มีปัญหาอะไร

“จะว่าเป็นโชคดีก็ได้ที่มีคนแกล้ง เพราะมันช่วยกระตุ้นให้เราเจริญขึ้น และทำให้ผมตัดสินใจที่จะไปตั้งโรงเรียนกวดวิชา Sup’k Center ใกล้ๆ สยามฯ แทน พอเปิดแล้วคนเลยยิ่งเยอะ เพราะเดินทางสะดวกกว่าเดิม ทางด้านคุณแม่เองก็กลายเป็น “ครูแนะแนว” ประจำสถาบันแห่งนี้ แบบไม่ต้องมีวุฒิมารองรับไปโดยปริยาย

“ไม่เหนื่อยบ้างหรือ” หลายคนคงตั้งคำถามเช่นเดียวกับเราซุปเคยิ้มกว้าง ก่อนจะตอบว่า “เหนื่อยสิครับ อย่างตอนปี 3 ต้องมีการฝึกงานที่โรงงานเคมีแถวพระประแดง ทุกวันหลังฝึกเสร็จ ผมต้องนั่งมอเตอร์ไซค์กลับมาสอนเด็กรอบเย็นให้ทัน และต้องทำชีทถึงตีสองตีสามทุกคืน แต่ไม่เป็นไร…เหนื่อยก็นอนเดี๋ยวก็หาย ถ้าเรามัวเอาเวลาไปท้อจนนอนไม่หลับ แล้วเราจะเอาเวลาไหนมามีความสุขล่ะครับ”

หลังจากสอนที่สยามฯไปสักระยะ กราฟชีวิตของครอบครัวเริ่มดิ่งลงอีกครั้ง เมื่อเจ้าของที่แจ้งว่ามีคนต้องการซื้อตึกไปทำโรงแรม และต้องย้ายออกก่อนหมดสัญญา!

“พอรู้ข่าวปุ๊บ แม่แซวลูกทันทีว่า ออกตอนนี้เลยไหมลูกเพราะแม่เชื่อว่าเขาจะไล่ให้เราไปรวยขึ้น เจริญขึ้น…” คุณแม่เล่าแทรกเรื่องเครียดให้กลายเป็นขำ ซุปเคเสริมว่า…

“ถ้าคนเราเอาแต่คิดว่าปัญหามาอีกแล้ว ก็มักจะไปจมอยู่กับปัญหาและความทุกข์…และถ้ามัวแต่โอดครวญว่าเราลงทุนไปตั้งเยอะแล้ว จะให้ย้ายออกไปได้ยังไง ดีไม่ดีก็ต้องทะเลาะกับเจ้าของที่ ฟ้องกันไม่จบ ไม่ต้องทำมาหากิน ดังนั้นต้องรู้จักมองไปข้างหน้าและหัดปล่อยวางให้เป็น เรื่องวุ่นๆมันก็จะจบลงง่ายๆ…จำไว้เลยว่า ยิ่งเกลียดทุกข์ ยิ่งกลัวทุกข์…ก็ยิ่งเป็นทุกข์”

เมื่อไม่มัวเสียเวลาคร่ำครวญและเอาเวลาไปเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา “ปัญหา” จึงกลายเป็นหินลับมีดให้กับ “ปัญญา”

ลบคูณลบจึงกลายเป็นบวก วิกฤติการณ์ที่มีจึงพลิกกลับเป็นโอกาสอีกครั้ง

“ตอนนั้นกลับกลายเป็นว่าได้มาเจอที่ดินแถวสีลมติดรถไฟฟ้า ราคาเกือบสามสิบล้าน ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับราคาประเมิน แต่ก็แพงสำหรับพวกเราอยู่ดี ช่วงนั้นถือเป็นช่วงยากลำบากของชีวิตเหมือนกัน”

สุดท้ายเราตัดสินใจกู้เงินประมาณหกสิบล้าน ขายบ้านขายของทุกอย่างที่มีมาจ่ายเงินแต่ละงวด จำได้ว่าตอนนั้นเวลานอนก็จะนอนรวมๆ กันบนฟูกแคบๆ ในตึกที่กำลังสร้างอยู่ถึงแม้จะอึดอัดกาย แต่ก็อบอุ่นใจมาก

“ผมกู้เงินจากญาติคนหนึ่ง ที่เขาให้ผมกู้เพราะผมเป็นคนไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน และไม่ใช้ของฟุ่มเฟือย มีเงินเท่าไรก็ให้พ่อแม่หมดทำให้เขาอุ่นใจว่าคนอย่างเราคงไม่โกงเขาแน่นอน”

ไม่น่าแปลกใจที่หลังจาก Sup’k Center สาขาสีลมเปิดให้บริการ เด็กที่มาเรียนก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง หนี้สินทั้งหมดของครอบครัวสกุลชัยพรเลิศสามารถใช้ได้หมดภายใน 3 ปี ปัจจุบันมีเด็กเข้าเรียนกับซุปเคปีละหลายหมื่นคน ทำให้ Sup’k Center มีสาขาแตกแขนงออกไปอีก 3 สาขา คือ พญาไท สยามสแควร์ และงามวงศ์วาน

ทุกวันนี้ซุปเคมีความสุขกับการสอนคณิตศาสตร์ควบคู่กับธรรมะให้กับเด็กๆ ในเวลาว่างเขาก็ยังเขียนหนังสือการ์ตูนธรรมะชื่อ “ข้างในนั้น” แจกให้เด็กๆ อ่านด้วย เพื่อให้พวกเขารู้จักใช้ชีวิตโดยมีธรรมะเป็นภูมิคุ้มกัน จะได้มีโอกาสสร้างฝันของตนให้สวยงาม เหมือนดั่งที่ครูของเขาทำสำเร็จมาแล้ว

…อ่านถึงตรงนี้ หลายคนคงได้คำตอบแล้วว่า สูตรความสำเร็จ = ทัศนคติที่ดี หรือมีสัมมาทิฏฐินั้นเป็นเรื่องจริงอย่างที่สุดทีเดียว…


บทความน่าสนใจ

รักวัวให้ผูก รักลูกต้องสอนให้รู้จัก “ให้” บทเรียนสำคัญจาก สุดยอดมหาเศรษฐีใจบุญของโลก

บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนที่ 1)

น้องโอ เด็กดี ผู้มีมานะ ขายข้าวไข่เจียวเลี้ยงตนและน้อง สานฝันเรียนให้จบดั่งใจหวัง

จากอดีตโรงพิมพ์ธนบัตรเก่า สู่พื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ชมคลิป)

เรียนปริยัติ ฝึกปฏิบัติ ณ “มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์”

 

keyboard_arrow_up