ปู ยุวดี เรืองฉาย

ปู – ยุวดี เรืองฉาย ไม่เพี้ยน ไม่บ้า แค่กล้าพูดความจริง (1)

ปู ยุวดี เรืองฉาย
ปู ยุวดี เรืองฉาย

ปู ยุวดี เรืองฉาย ไม่เพี้ยน ไม่บ้า แค่กล้าพูดความจริง (1)

ในอีกมุมหนึ่ง ปู ยุวดี เรืองฉาย คือลูกสาวที่ต้องดูแลแม่ที่แก่ชรา ดูแลน้องชายที่ติดยา ดังนั้นชีวิตจริงของปูจึงต่างกับภาพที่คุณเห็นในทีวีราวฟ้ากับเหว เพราะนอกจากจะไม่มีเสียงหัวเราะแล้ว บางช่วงบางตอนก็มีแต่คราบน้ำตา

นับตั้งแต่รายการ “แบบว่าโลกเบี้ยว” ดังสุดขีดในปี 2529 ชื่อเสียงของ ปู – ยุวดี เรืองฉาย ก็พลอยดังเป็นพลุแตกตามไปด้วย และทำให้ชื่อมีสร้อยตามหลังว่า “ปู โลกเบี้ยว” อย่างที่เรียกกันมาจนถึงทุกวันนี้

หากจะว่าไปแล้วโลกนี้ก็บูดๆ เบี้ยวๆ ไม่สมบูรณ์แบบจริงๆ เพราะหากลองมองเข้าไปในครอบครัวไหนสักครอบครัวหนึ่ง เราอาจพบว่ามีรอยขีดข่วน แตกร้าว แหว่งวิ่นแฝงอยู่แทบทั้งนั้น บางครอบครัวพ่อไปทาง แม่ไปทาง หรือบางครอบครัวมีลูกพิการ ติดยา ติดคุก ติดเที่ยว และสารพัดเรื่องราวที่นอกจากจะจัดเป็นปัญหาครอบครัวแล้วบางครั้งยังลุกลามกลายเป็นปัญหาสังคมอีกด้วย

เช่นเดียวกันกับครอบครัวของปู ที่เรียกได้ว่ารวมเอาปัญหาที่ไม่น่าเล่าให้ใครฟังมาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่แยกทางกันหรือน้องชายติดยา โดยเฉพาะเรื่องหลังเป็นใครก็คงอยากเก็บไว้ในซอกหลืบที่ลึกที่สุดของบ้าน แต่สำหรับปู เรื่องนี้ยิ่งต้องหยิบยกขึ้นมาพูด เพื่อให้คนอื่นรู้ว่า ยาเสพติดทำร้ายชีวิตและทำร้ายครอบครัวได้ยับเยินขนาดไหน

เชื่อว่าหลายครอบครัวอาจประสบปัญหาเดียวกับปู คือมีเรื่องราวที่ไม่ดีเกิดขึ้น แต่วิธีการจัดการปัญหาของแต่ละครอบครัวคงแตกต่างกันไป เท่าที่ปูเห็นมีอยู่หลายแบบ เช่น บางครอบครัวก็พยายามทำเป็นลืมๆ หรือกลบๆ ปัญหานั้นไว้ บางครอบครัวก็ตีอกชกหัว ฟูมฟายกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ นานทีเดียวกว่าจะทำใจยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นนั้นได้ หรือนานทีเดียวกว่าจะกล้าเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้คนอื่นฟัง

ไม่ว่าคุณจะมองว่าปูเป็นคนแบบไหน…เป็นคนแรงๆ เสียงดังไม่มีสัมมาคารวะ อย่างที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ตอนเป็นพิธีกรรายการ “แบบว่าโลกเบี้ยว” หรือมองว่าปูเป็นดาราเพี้ยนๆ บ้าๆ เพราะหันมาสนใจโหราศาสตร์ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ปูคือลูกสาวที่ต้องดูแลแม่ที่แก่ชรา ดูแลน้องชายที่ติดยา ดังนั้นชีวิตจริงของปูจึงต่างกับภาพที่คุณเห็นในทีวีราวฟ้ากับเหว เพราะนอกจากจะไม่มีเสียงหัวเราะแล้ว บางช่วงบางตอนก็มีแต่คราบน้ำตากับความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยทดท้ออีกด้วย

ตั้งแต่เด็กๆ ชีวิตปูที่เคยสมบูรณ์พร้อมก็แปรเปลี่ยนเป็นขาดๆแหว่งๆ ขึ้นมาทันที เมื่อวันหนึ่งคุณพ่อซึ่งเป็นทหารเรือเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับผู้หญิงคนใหม่ในชีวิต ทิ้งคุณแม่และลูกๆ ไว้กับคุณตาคุณยาย ครั้งนั้นด้วยความเสียใจ คุณแม่ถึงกับเจ็บป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล แม้จะยังเล่นซนตามประสาเด็ก ไม่รับรู้เรื่องราวอะไรมากนัก แต่สิ่งที่ปูรู้ตอนนั้นคือ ชีวิตเริ่มพบกับความลำบาก เพราะเมื่อแม่ไม่สบายต้องเข้าโรงพยาบาล ปูก็ต้องย้ายไปอาศัยอยู่ที่โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ตื่นเช้าขึ้นมาต้องนำปิ่นโตไปโรงครัวของโรงเรียนเพื่อขอข้าวกิน ปูเริ่มมีคำถามว่า “ทำไมชีวิตเราต้องเป็นแบบนี้”

อย่างไรก็ตาม แม้พ่อกับแม่จะแยกทางกัน แต่ปูก็ไม่คิดว่าตัวเองขาดอะไร เพราะได้รับความรักจากคุณตาคุณยายเป็นอย่างดี เมื่อเรียนจบระดับมัธยมศึกษาตอนต้นปูเรียนได้เกรดสองกว่าๆ แต่เมื่อไปเรียนสายอาชีพกลับได้เกรด 4 ทุกวิชา ส่วนหนึ่งมาจากความขยันมุ่งมั่นในการเรียนนั่นเอง

แต่แล้วเมื่อตั้งใจจะเรียนต่อในระดับ ปวส. คุณพ่อที่เคยส่งเสียเงินทองให้เรียนก็บอกว่าไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เพราะต้องส่งเสียน้องชายต่างแม่ให้เรียนด้วยเช่นกัน

นับตั้งแต่วันนั้นมา ชีวิตปูก็ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนด้วยตัวเองเพื่อให้ตัวเองเรียนให้จบปริญญาตรีตามความตั้งใจของแม่ให้ได้ ช่วงนั้นปูเริ่มรับงานถ่ายโฆษณาของนิตยสารต่างๆ และหลังจากนั้นไม่นานก็มีคนแนะนำให้ไปเป็นนักเรียนการแสดงของช่องสาม ซึ่งกว่าจะเข้าไปเรียนได้ก็ทุลักทุเลพอสมควร เพราะที่บ้านปูไม่มีโทรศัพท์ ต้องอาศัยโทรศัพท์ของคนข้างบ้านคอยส่งข่าว ที่สำคัญ ตอนแรกเขาคัดเลือกปูไว้แล้ว แต่กลับไปใส่ชื่อไว้ในกล่องคัดออก ทำให้กว่าจะแจ้งปูว่าได้รับคัดเลือก คนอื่นเขาก็เรียนกันจนจะจบคอร์สแล้ว

ใครเห็นปูตอนนี้คงคิดว่าเป็นนักเรียนการแสดงที่กล้าหาญชาญชัยเล่นได้ทุกบทบาท โดยเฉพาะบทบ้าๆ บอๆ นี่คงถนัด แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะตอนนั้นปูขี้อายมาก แสดงอะไรก็ไม่เป็นและกลัวไปหมดทุกอย่าง แม้แต่เต้นก็ยังเต้นผิดจังหวะ แต่ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักเรียนการแสดงก็เพราะเขาเห็นว่า “เราตลกดี”

แม้แต่ตอนเรียนก็ยังไม่เอาอ่าวเหมือนเดิม จนครูที่สอนบอกว่า“เธอไม่ยอมเปิดตัวเอง แต่ครูเห็นว่าเธอมีความสามารถ” จนแล้วจนรอดยุวดีก็ไม่เคยได้รับการคัดเลือกให้ไปแสดงที่ไหนเหมือนเพื่อนนักแสดงคนอื่นๆ จนกระทั่งวันหนึ่งความเปลี่ยนแปลงในด้านการแสดงก็เกิดขึ้น เมื่อมีนักเรียนการแสดงรุ่นน้องเข้ามาเรียนร่วมกับปู (ตอนนั้นพวกที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้ไปแสดงที่ไหนเหลือกันอยู่ 6 คน เขาจึงต้องรับนักเรียนมาเพิ่ม)

ด้วยความที่กลัวเสียหน้า ปูเกิดความคิดว่า เรื่องอะไรจะไปนั่งเรียนกับรุ่นน้อง หางานทำดีกว่า ก็ไปเป็นตัวประกอบได้เงินวันละ 150 บาท เพื่อนชักค่านายหน้าไปอีก 50 บาท เหลือให้เรา 100 บาท โห…ตอนนั้นดีใจมาก เพราะเมื่อก่อนแม่ให้เงินไปโรงเรียนวันละยี่สิบ นี่ก็มากแล้ว เมื่อทำงานได้เงินก็ชักติดใจ รับหมดไม่ว่าจะเป็นรับจ้างตบมือ รับเดินแบบ ฯลฯ

เมื่อขาดเรียนมากๆ เข้า หลังๆ โรงเรียนการแสดงก็มาตามให้ไปเรียน คราวนี้เริ่มมั่นใจในตัวเอง เพราะมองว่าคนที่เรียนด้วยกันส่วนใหญ่เป็นรุ่นน้อง ส่วนเรามาก่อน เราก็ต้องทำได้ดีกว่า มีอะไรแค่ไหนยุวดีใส่เต็มที่ และเริ่มเข้าใจ เริ่มรู้เรื่องแล้วว่าที่ครูสอนคืออะไรเริ่มพูดเสียงดัง กล้าทำอะไรตลกๆ บ้าๆ ในแบบที่ผู้หญิงยุคนั้นเขาไม่ทำกัน จนครูที่สอนบอกว่า “ทำไมเธอถึงเพิ่งมาเปิดตัวเองเอาตอนนี้เธอน่ะหน้าตาดี แต่กล้าบ้า” เพราะสมัยก่อนคนที่เล่นตลกหน้าตาจะไม่สวย แต่ตอนนั้นปูมีความรู้สึกว่า ไม่มีอะไรจะเสียแล้วเลยกล้า ประกอบกับความอยากเอาชนะเด็กใหม่ นับตั้งแต่นั้นมาก็สลัดคราบเด็กเรียบร้อย ขี้อาย กลายมาเป็น ปู โลกเบี้ยว อย่างที่เห็นทุกวันนี้และเข้าวงการด้วยการเป็นนักแสดงประกอบในภาพยนตร์ “หวานมันส์…ฉันคือเธอ” เป็นเรื่องแรก

แต่ในขณะที่หน้าที่การงานของปูกำลังรุ่ง ชีวิตของน้องชายกลับดิ่งลงเหว เพราะนอกจากหนีเรียนแล้วยังสูบทั้งบุหรี่ กัญชา และสารเสพติดอื่นๆ ซึ่งเวลามีเรื่องทุกครั้ง ปูจะไปเป็นผู้ปกครองให้น้อง โดยที่คุณตาคุณยายและแม่ไม่เคยรู้ แต่ก็ยังดีที่น้องชายสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ได้

ตอนแรกเราทุกคนที่บ้านดีใจ แต่ดีใจได้ไม่นานก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อน้องติดสิ่งเสพติดมากขึ้นกว่าเดิม จนทำให้ชีวิตช่วงนั้นของปูเลวร้ายที่สุดก็ว่าได้

จำได้ว่าตอนนั้นน้องชายขอรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ๆ ราคาห้าหมื่นกว่าบาทไปขับที่โน่น ด้วยความรักน้อง ปูก็ให้ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะเมื่ออาการติดยาของน้องชายเริ่มออกฤทธิ์ เขากลับมาที่บ้านใช้ขวานทุบหัวเตียงคุณยาย ขโมยข้าวของที่คุณยายเก็บไว้ไปขายเพื่อนำเงินไปซื้อเฮโรอีน

เท่านั้นยังไม่พอ น้องชายยังทำลายข้าวของในบ้านจนไม่เหลือชิ้นดีเพราะทะเลาะกับแม่และคุณยาย วันนั้นปูเพิ่งกลับมาจากทำงาน เลยถามน้องว่า “ทำไมถึงทำแบบนี้” แต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาคือเขากระโดดขึ้นไปทุบรถปูเสียพังยับเยิน ด้วยความเสียใจ ปูเดินออกจากบ้านไปเลย และบอกว่าจะไม่รับผิดชอบอะไรในตัวเขาอีกต่อไป

แต่อย่างไรน้องก็ยังเป็นน้องอยู่วันยังค่ำ ต่อให้โกรธแค่ไหน ปูก็ยังอดสงสารเขาไม่ได้ จึงไปขอร้องให้ตำรวจช่วยจับเขาไปอดยาที่อำเภอสังขละบุรี

ในขณะที่น้องชายถูกจับตัวไปอดยา คุณยายก็ล้มป่วยและจากไปอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อหวนนึกถึงชีวิตช่วงนั้น ปูบอกได้เลยว่า เป็นชีวิตที่ทุกข์ที่สุดของตัวเอง รู้สึกเหมือนโลกนี้ดำมืด ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า สักวันน้องชายจะต้องหาย เขาต้องกลับมาเป็นน้องชายคนเดิมของปูได้

แล้ววันหนึ่งเหมือนความหวังของปูจะเป็นจริง เมื่อน้องชายเลิกยาได้สำเร็จและสามารถกลับไปเรียนต่อได้ แต่น่าเสียดาย หลังจากนั้นไม่นานเขากลับไปติดสารเสพติดตัวใหม่ที่มีความรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว จนปูเริ่มจะหมดหวังแล้วจริงๆ…

(โปรดติดตามตอนต่อไป)
Secret Box
แง่คิดการใช้ชีวิตจากปู – ยุวดี เรืองฉาย

• ต้องกล้าพูดเรื่องจริง (แม้จะเป็นเรื่องไม่ดีในครอบครัว) เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนอื่นๆ ในสังคม

• ต่อให้ชีวิตครอบครัวมีปัญหา เราก็ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนมีปัญหาตาม

• คิดเสียว่าไม่มีอะไรจะเสีย แล้วเราจะกล้าเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ (ในแบบที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน)

• ความรักความเข้าใจของคนในครอบครัวคือกำลังใจที่ดีที่สุดที่ช่วยให้ผ่านปัญหาต่างๆ มาได้

• เมื่อประสบปัญหาในชีวิต อย่าพยายามกลบปัญหานั้นไว้แต่ให้ยอมรับความจริงและตั้งสติเพื่อแก้ไข


บทความน่าสนใจ

“ขายดีเพราะไม่ได้ดีแต่ขาย” แนวคิดสู่ความสำเร็จ พ่วงความสุข ของ วสันต์ เบนซ์ทองหล่อ

ชีวิตนี้แสนยาก…เพราะตัวเราเองหรือเปล่า บทความธรรมะจาก ปิยสีโลภิกขุ

น้อง พูลสุขวัฒนา ผู้พลิกชีวิตเลวร้าย สู่เจ้าของร้านข้าวมันไก่ไทยในอเมริกา

 

keyboard_arrow_up