สมชาย เหล่าสายเชื้อ ชายผู้เป็น “ที่หนึ่ง…เท่านั้น!”

สมชาย เหล่าสายเชื้อ
สมชาย เหล่าสายเชื้อ

สมชาย เหล่าสายเชื้อ ชายผู้เป็น “ที่หนึ่ง…เท่านั้น!”

“เขา” สมชาย เหล่าสายเชื้อ เจ้าของโชว์รูม “โตโยต้าดีเยี่ยม” โชว์รูมรถที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

“เขา” สอบตกซ้ำชั้นครั้งแล้วครั้งเล่าจบประถม 5 ตอนอายุ 17 ปี มีชีวิตวนเวียนอยู่กับการเป็นลูกจ้างที่ต้องคอยวิ่งรับใช้เจ้านายหลายคนเรียกเขา “ไอ้โง่!”

“เขา” มีใบ “ปริญญาเอก” ประดับอยู่ที่ฝาบ้านเป็นเถ้าแก่เจ้าของโชว์รูมที่มียอดขายรถสูงที่สุดในประเทศหลายปีซ้อนเป็นเจ้าของที่ดินมากกว่า 60 ไร่ และมีธุรกิจที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท

…เชื่อหรือไม่ว่า “เขา” ทั้งสองคนนี้คือ คนคนเดียวกัน

“ผมเป็นลูกชายคนโตของบ้าน คนอื่นเรียนเก่งหมด ยกเว้นผมที่สอบตกซ้ำชั้นได้ที่สุดท้ายตลอด เพราะเข้าใจอะไรช้าเป็นโรคบกพร่องทางด้านความจำ อย่างหัดร้องเพลง คนอื่นเขาหัดร้องสิบนาทีก็ร้องได้ผมหัดร้องสามเดือนยังไม่ได้”

แม้จะนั่งด้านหน้า ไปโรงเรียนทุกวันฟังครูสอนอย่างตั้งใจ แต่ทุกอย่างนี้ไม่ช่วยให้การเรียนดีขึ้นเลย ด้วยเหตุนี้ เมื่อจบประถมห้าตอนอายุ 17 ปี เขาจึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมาหางานทำเอาดาบหน้า

ตัวเลือกของคนจบชั้นประถมห้ามีไม่มากนัก จากนักเรียนจึงผันตัวไปเป็นลูกจ้างตามที่ต่าง ๆ เป็นกรรมกรแบกหามขายเรียงเบอร์ ยาเส้น หนังสือพิมพ์ ลูกจ้างงานก่อสร้าง อาหารสัตว์ และส่งน้ำอัดลม

“ผมไม่เลือกงานหนักงานเบา ทำทุกอย่าง ขอให้ได้ทำ โชคดีที่เป็นคนขยันเพราะถ้าไม่ขยันก็กลัวเขาไม่จ้าง เลยทำงานแบบตื่นเช้า กลับดึก ไม่มีวันหยุด…ไม่มีปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์

“ตอนนั้นทำไปเพราะว่ามันไม่มีทางเลือกทำเพราะต้องทำ ไม่ใช่ทำเพราะอยากทำตอนนั้นเราไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคมเลย เพราะเรียนไม่เก่ง เลยต้องจมปลักอยู่กับ ‘งาน’ ”

‘งาน’ ที่สมชายทำ นอกจากทำงานตามหน้าที่แล้ว สมชายยังทำตั้งแต่งานบ้านยันพาเมียเถ้าแก่ไปตลาด จัดวางอาหารให้ลูกเถ้าแก่กิน พาลูกเถ้าแก่ไปโรงเรียนกลับมาเปิดร้าน ปัดกวาดทำความสะอาดบ้านและร้าน ช่วยขายของ วิ่งไปซื้อของติดต่อลูกค้า

ฝันครั้งแรกของสมชายเกิดขึ้นเมื่อเถ้าแก่เจ้าของร้านก่อสร้างเรียกตัวเขามาก่อนจะบอกข่าวดีกับเขาว่า จะแบ่งหุ้นส่วนและผลกำไรให้ เขาจึงทุ่มเททำงานสุดแรง-กายแรงใจ วาดฝันไว้กลางอากาศว่าจะมีเงินมากพอมาดาวน์รถแทรกเตอร์ รถบดถนนรถรดน้ำ เพื่อมารับงานก่อสร้างเองบ้าง ทว่าความฝันเป็นอันต้องแตกสลาย เมื่อสัญญาปากเปล่าที่เถ้าแก่ให้ไว้ลอยไปกับลม สมชายจึงตัดสินใจลาออก แล้วไปเป็นลูกจ้างในร้านขายอาหารสัตว์แทน

อาหารสัตว์ที่สมชายขายนั้นขายดิบ ขายดี เซลส์ขายอาหารสัตว์จึงเสนอทางรวยให้เขา โดยจะลงของ ลงยา ลงหัวอาหารสัตว์ให้ก่อน โดยที่เขายังไม่ต้องจ่ายสตางค์สิ่งที่สมชายต้องทำมีเพียงแค่เช่าตึกใหม่และซื้อตู้มาเก็บของ ทว่าเถ้าแก่เจ้าของร้านกลับเรียกตัวเขาไปคุย ว่าหากเขารับข้อเสนอของเซลส์ก็เหมือนเปิดร้านแข่งกันเอง ฝันของสมชายจึงดับวูบไปอีกครั้ง

“ตอนที่ผมทำงานให้เถ้าแก่ ผมออกไปเยี่ยมตามฟาร์มต่าง ๆ ตลอด ไปตอนไก่ตอนหมู รักษาโรคสัตว์ หมูคลอดตีหนึ่งตีสอง ผมก็ไปดูแลสัตว์ให้ลูกค้าเป็นอย่างดี ลูกค้าก็ติดผมเพราะผมไม่เคยหยุด เถ้าแก่ไปเที่ยว ผมก็เฝ้าร้านตลอด

“ผมเคยท้อ เคยเสียใจ เคยทุกอย่างแต่ก็กลับมาพิจารณาว่า ท้อแล้วได้อะไรเสียใจแล้วได้อะไร สู้ท้อแล้วหาทางแก้ไขยังดีกว่า เพราะปัญหาเขามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้บ่น อันไหนที่ทุกข์ใจก็โยนมันทิ้งไปซะ”

เมื่อเริ่มขายเป๊ปซี่ สมชายใช้เวลาเพียงหนึ่งปี ทำลายสถิติการขายเป๊ปซี่ในประเทศไทยได้มากที่สุด เพราะเขาไม่เคยออกนอกเส้นทาง ไม่เคยหยุด โดยมีคติประจำตัวว่า “ไม่หมด ไม่กลับ”

“คนอื่นออกจากบ้านแปดโมง กินข้าวเก้าโมง แล้วอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ สิบโมงกว่าจะไปขาย กลับบ้านบ่ายสาม ของผมตื่นตีสี่มารับของแล้วขับรถออกไปเลย กลับอีกทีเที่ยงคืน บางทีขายหมดแล้ว แต่พอมีเวลาเหลือ ผมก็มาเอาของไปขายอีก

“ผมไม่ได้ขายเก่ง แต่ผมให้เวลากับงาน ทำงานแบบสุดฤทธิ์สุดเดช วันหนึ่งทำงานเกือบยี่สิบชั่วโมง คนที่ทำแค่หกชั่วโมงจะไปสู้เราได้ยังไง คนอื่นเยี่ยมชมหกสิบร้านค้า ผมเยี่ยมสี่ร้อยร้านค้า…ยังไงผมก็ขายได้มากกว่าแน่นอน”

ถึงแม้จะทำงานขายได้ดีที่สุด แต่ตำแหน่งผู้จัดการที่สมชายวาดหวังไว้กลับไกลเกินเอื้อม เมื่อคุณสมบัติของตำแหน่ง“ผู้จัดการใหญ่” ต้องเป็นชายไทยอายุ 36 ปีบริบูรณ์ ในขณะที่เขาอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น

 

“ผมยอมรับว่าเป็นคนอยากได้ อยากดี อยากประสบความสำเร็จ ผมตั้งเป้าหมายไว้ว่า เกิดมาชาตินี้…จะต้องเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตให้ได้ผมจะไม่ยอมแพ้ ไม่บ่น ไม่เบื่อ ไม่ท้อและไม่สงสารตัวเอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตก็ตาม

“ไม่มีใครเอาเงินมาให้เราฟรี ๆ หรอกเราต้องแลกด้วยหนึ่งสมองและสองมือเท่านั้น ผมเลยสร้างนิสัยทำงานเกินเงินเดือนให้ตัวเอง เพราะเมื่อเราทำงานเกินเงินเดือนแล้วนายจ้างจะเกิดความเห็นใจและขึ้นเงินเดือนให้เราเอง”

เมื่อไม่ได้เป็นผู้จัดการ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานส่งน้ำอัดลม มาสมัครเป็นพนักงานในศูนย์บริการโตโยต้าสาขาอุบลราชธานี ทว่าเถ้าแก่กลับถามหาใบปริญญาที่เขาไม่เคยได้ สมชายจึงยื่นข้อเสนอที่ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ออก คือ1. ทำงานอะไรก็ได้ 2. เงินเดือนเท่าไรก็ได้ และ 3. ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด

“ไม่บ้าก็บ้าแน่นอน!” หลายคนคงคิดอย่างนั้น…ทว่าโชคดีที่เถ้าแก่โชว์รูมโตโยต้า อุบลราชธานี กลับถูกใจข้อเสนอนั้น และรับเขาเข้าเป็นพนักงานในที่สุด

 

“พอเข้าไปแล้วขยัน ก็ถูกเขาใช้ตลอดล้างรถ ล้างท่อระบายน้ำ ล้างส้วม ยิ่งเราใช้ง่าย เขาก็ยิ่งใช้ คนที่ใช้ไม่ใช่เถ้าแก่แต่เป็นลูกน้องด้วยกันนี่แหละ แต่ผมไม่สนผมทำงาน ตื่นเช้า กลับดึก ไม่เคยหยุด มอบหมายงานไหนก็เสร็จ และไม่หือไม่อือเยสอย่างเดียว…พอเถ้าแก่เห็นบ่อย ๆ เขาก็เกิดความศรัทธาและไว้ใจเอง”

วันหนึ่งเถ้าแก่สั่งให้เขาไปส่งรถให้ลูกค้าที่จังหวัดยโสธร พร้อมแนบเงินค่ารถขากลับให้ 30 บาท สองชั่วโมงต่อมาสมชายกลับมาทอนเงินให้เถ้าแก่ 13 บาท…เถ้าแก่ได้แต่มองด้วยความแปลกใจ เพราะไม่เคยมีใครนำเงินกลับมาทอนเลยสักคน

ครั้งหนึ่งโชว์รูมที่ยโสธรมีปัญหาเถ้าแก่ส่งสมชายไปดูแล สามเดือนแรกที่เขาไปประจำการ…ไม่มีลูกค้าขับรถออกจากโชว์รูมเลยสักคัน สมชายจึงขบคิดแก้ปัญหา ก่อนจะนึกได้ว่าผู้ซื้อรถส่วนใหญ่อยากขายรถเก่าให้ได้ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจซื้อคันใหม่ เขาจึงหาพ่อค้ารถมือสองมารับซื้อรถถึงที่ ทำให้ยอดขายของสาขายโสธรพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในปีนั้น ซึ่งยอดขายรถโตโยต้าสาขายโสธรช่วยชีวิตสาขาอุบลราชธานีให้ยืนหยัดต่อไปได้

15 ปีผ่านไป เถ้าแก่เสียชีวิต สมชายจึงผันตัวมาเป็น “เถ้าแก่” บ้าง โดยสร้างอาณาจักร “โตโยต้าดีเยี่ยม” ขึ้นมาบนพื้นที่ 22 ไร่ ให้เป็นโชว์รูมขายรถครบวงจรประกอบด้วย ร้านอาหาร ห้องรับรอง ร้านเสริมสวย ร้านกาแฟ คาราโอเกะ ฯลฯ ส่วน เถ้าแก่สมชาย ก็มีภารกิจใหม่คือ เป็นวิทยากรเดินสายบรรยายเพื่อแบ่งปันประสบการณ์

“เราต้องสร้างนิสัยทำงานให้มากกว่ารายได้ แล้วจะได้มากกว่าที่ให้ไป…คนส่วนใหญ่ที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคิดจะเอาอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ต้องกลับกัน ต้องให้ก่อนถึงจะได้มา อย่างคุณไปเสียค่าเทอมเรียนหนังสือ คุณก็ได้ความรู้นอกจากนี้ คุณต้องขยันหา ขี้เกียจใช้แต่คนที่ไม่รวยส่วนใหญ่ ขยันใช้ ขี้เกียจหา (คนฟังหัวเราะครืน)

“ถ้าคุณอยากรวย คุณต้องทำงานวันละสิบหกชั่วโมง อาทิตย์ละเจ็ดวันสามสิบห้าปีติดต่อกัน คุณทำได้ไหม ถ้าทำไม่ได้ก็จูบลาความรวยไปได้เลย เพราะคนแบบคุณมันเยอะ คนแบบผมมันน้อย…”สมชายไม่ได้พูดด้วยเสียงหยามหยัน แต่เขาพูดยืนยันด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนสำทับว่า…

“ถ้าเราไม่เอาเป็นเอาตาย ไม่เดิมพันกับมันด้วยชีวิต เราจะต้องแพ้มันในที่สุด”

จากคนจบประถมห้ากลายเป็นคนที่ได้รับปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จากคนที่เป็นลูกจ้างกลายเป็นนายจ้าง จากกรรมกรกลายเป็นเจ้าของธุรกิจหลากหลาย จากคนอยู่แถวหลังกลายเป็นคนอยู่แถวหน้า จากคนคิดเล็กกลายเป็นคนคิดใหญ่ จากคนที่ไม่เคยสำเร็จกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ

นี่แหละ สมชาย เหล่าสายเชื้อ…ผู้ใช้ความพยายามของตัวเองล้วน ๆ เพื่อความเป็น “ที่หนึ่ง…เท่านั้น!”


บทความน่าสนใจ

ความรักแย่ ๆ 5 ประเภท ที่ควรหลีกหนีให้ไกล อาจถูกหลอกได้โดยไม่รู้ตัว!

เผยเคล็ดลับพลิกดินสู่ดาว โค้ชคิ้ม-หนุ่ม เดอะวอยซ์

คุณหมอ ศศธร จากเด็กหญิงเฉียดตายสู่หมอเวชศาสตร์ฉุกเฉินที่อังกฤษ

หัวใจนักสู้ของผู้ชาย “ตัวเล็ก” – เรื่องจริงของชายพิการใจสู้

 

keyboard_arrow_up