ชีวิตในดงควันปืน เรื่องจริงของคนไทยพุทธบนแผ่นดิน ปัตตานี

True story: ชีวิตในดงควันปืน เรื่องจริงของคนไทยพุทธบนแผ่นดิน ปัตตานี

ชีวิตในดงควันปืน เรื่องจริงของคนไทยพุทธบนแผ่นดิน ปัตตานี
ชีวิตในดงควันปืน เรื่องจริงของคนไทยพุทธบนแผ่นดิน ปัตตานี

True story: ชีวิตในดงควันปืน

เรื่องจริงของคนไทยพุทธบนแผ่นดิน ปัตตานี

อย่าไปไหนนะ ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆเพราะถ้าเรายอมหนีไปก็เท่ากับยกผืนแผ่นดินให้พวกเขา” เสียงปลุกปลอบเสมือนคำมั่นสัญญาที่ให้แก่กันของเพื่อนๆ ชาวไทยพุทธในหมู่บ้านยังดังก้องอยู่ในใจฉัน ฉันเกิดและเติบโตที่อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ผืนแผ่นดินที่เคยสงบและร่ำรวยด้วยศิลปวัฒนธรรม แต่มาวันนี้ภาพเหล่านั้นแทบจางหายไปจากใจจนหมดสิ้น… ในอดีตรามันเป็น 1 ใน 7 หัวเมืองมลายูที่ถูกแบ่งออกมาจากเมือง ปัตตานี ชื่ออำเภอ “รามัน” เป็นภาษามลายู แปลว่าชุมชนใหญ่ แม้อำเภอรามันจะมีถึง 16 ตำบล มีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนมาก แต่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรกลับเป็นชาวไทยมุสลิม การเป็นคนไทยพุทธบนผืนแผ่นดินแห่งนี้จึงเหมือนเป็นชนกลุ่มน้อย

ในอดีตฉันไม่เคยรู้สึกถึงความแตกต่างหรือแปลกแยกนี้มากนัก เพราะแม้เราจะนับถือศาสนาต่างกัน ทว่าเราก็รักใคร่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี เมื่อคนไทยพุทธมีงานบุญ เช่น งานบวช งานแต่ง ก็เชิญเพื่อนบ้านที่เป็นไทยมุสลิมมาร่วมงานด้วย ส่วนเวลาคนไทยมุสลิมจัดงานต่างๆ  เช่น งานแต่งงานหรือเข้าสุนัต ก็เชิญคนไทยพุทธไปร่วมงานด้วยเช่นกัน

แต่มาวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบซึ่งก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นผู้ใด กระทำการอุกอาจปลิดชีวิตคนไทยอย่างโหดร้าย ทั้งวางระเบิด ลอบทำร้าย ฆ่าตัดคอไม่เว้นแต่ละวัน บรรดาครู ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ และชาวบ้านตาดำๆ หรือแม้แต่พระสงฆ์ต่างหวาดผวา รู้สึกเหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายและก็มีโอกาสตายได้ตลอดเวลา

ตัวฉันเองมีอาชีพเป็นครูอยู่ที่ศูนย์เด็กเล็กบ้านเสมาะ อำเภอรามัน ฉันเกิดในครอบครัวชาวสวนชาวไร่ มีฐานะค่อนข้างยากจน ช่วงที่เพิ่งแต่งงาน ฉันยังไม่ได้สอบบรรจุเป็นครูอนุบาล จึงหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการทำสวนยาง ฉันมีลูกสามคน คนแรกคลอดก่อนกำหนด ต้องอยู่ในตู้อบถึง 3 เดือนและหลังคลอดก็ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลจนเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง บางครั้งลูกต้องนอนโรงพยาบาลถึงครึ่งเดือนตอนนั้นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคยังไม่มี วันที่ได้รับบิลค่ายาจากโรงพยาบาล ฉันกับสามีสองคนมองหน้ากันแล้วน้ำตาไหลเพราะทั้งเนื้อทั้งตัวมีไม่ถึง 100 บาท แต่ต้องจ่ายค่ายาพ่นแก้โรคหอบ ค่าน้ำเกลือ ค่ายาฆ่าเชื้อ วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 500 บาท ครั้งนั้นเราหาทางออกด้วยการไปยืมเงินนอกระบบ

การมีลูกในวัยเรียนถึง 3 คนทำให้ฉันต้องหาอาชีพเสริมทำ และสำหรับแดนใต้แห่งนี้ ไม่มีอาชีพอะไรดีเท่ากับการทำสวนยางอีกแล้ว ดึกดื่นทุกคืนราวตีสอง ฉันจะขับขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจออกไปกรีดยางยังสวนยางที่อยู่ห่างออกไปราวเกือบสองกิโลเมตร ขณะลงมีดกรีดยางอยู่เพียงลำพัง ฉันไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า ท่ามกลางความมืดมิดที่มีแต่แสงจันทร์สลัวๆ นั้นจะมีใครหรืออะไรซ่อนอยู่ แต่แม้จะหวาดกลัวสักเพียงใด เมื่อนึกถึงปากท้องของคนในครอบครัว ฉันก็ได้แต่บอกตัวเองว่า “เราต้องเข้มแข็ง เราต้องอดทน”

สามีของฉันแทบช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเขาป่วยเป็นมะเร็ง อาการค่อนข้างหนัก หมอต้องเจาะหน้าท้องและให้อาหารทางสายยาง ฉันรู้ดีว่าเขาต้องการกำลังใจ จึงบอกเขาเสมอๆ ว่า “พิศจะอยู่ข้างๆ เป็นกำลังใจให้พี่ ขอให้พี่ทำใจดีสู้กับโรคเรื่องอื่นๆ พิศจะดูแลจัดการเอง พี่ไม่ต้องกังวล” พูดจบฉันก็ฝืนยิ้มให้เขา ทั้งๆ ที่ในใจกำลังร้องไห้…

นอกเหนือจากงานในสวนยางแล้ว ฉันมีหน้าที่ต้องทำงานบ้านและดูแลอาหารการกินของสามีและลูก พอเจ็ดโมงครึ่ง ฉันต้องเดินไปเปิดศูนย์เด็กเล็กที่อยู่ห่างออกไปราว 100 เมตร ที่นี่มีครูเพียงสองคนเท่านั้น ฉันจึงต้องทำงาน “ทุกอย่าง” ตั้งแต่กวาดขยะ ถูพื้น ขัดห้องน้ำ และเตรียมน้ำดื่มไว้ให้เด็กๆ ราว 40 คนที่มาเรียน

ตั้งแต่เกิดความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงมีรับสั่งให้ชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลกันเอง แทนที่จะรอหน่วยงานของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น นอกจากเป็นครูโรงเรียนอนุบาลแล้ว ทุกวันอาทิตย์ฉันก็จะสวมใส่ชุดพรางสีเข้มพร้อมพกอาวุธประจำกาย เป็นอาวุธปืนลูกซองยาว ทำหน้าที่เป็น อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน (อรบ.) คอยตรวจตรารถราที่ผ่านเข้า-ออกในหมู่บ้านร่วมกับตำรวจทหารอีกด้วย

จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทำให้ญาติที่อยู่ที่อื่นรวมทั้งใครต่อใครหลายคนต่างลงความเห็นว่า ฉันควรจะย้ายออกไปจากที่นี่ ฉันได้แต่ยิ้ม เพราะรู้ดีแก่ใจว่าฉันไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ๆ เพราะที่นี่คือผืนแผ่นดินเกิด เป็นที่กินที่อยู่ที่พักอาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนทั่วไปมักสงสัยว่าทำไมฉันจึงไม่พาครอบครัวย้ายออกไป พวกเขาไม่เข้าใจหรอกว่าสำหรับฉัน ที่นี่คือ “บ้าน” และหากจะต้องตาย ฉันก็ขอตายที่ “บ้านของฉัน”

“ฉันจะอยู่ที่นี่ จะไม่ยอมหนีไปไหน”…นี่คือคำพูดที่ฉันบอกกับตัวเองและใครต่อใครเสมอ แม้จะเพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาสดๆ ร้อนๆ…

วันนั้นฉันกับญาติไปเดินซื้อของที่ตลาดนัดใกล้บ้าน ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดเล็กๆ ไม่มีแผงร้านค้าถาวร พ่อค้าแม่ค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมจะนำของสดของแห้งมาวางขายริมถนน บ้างวางสินค้าไว้ท้ายรถกระบะ บ้างก็ใช้ถุงพลาสติกปูพื้นวางของขาย

เช้าวันนั้นก็เหมือนทุกวัน ไม่มีวี่แววว่าจะเกิดเหตุร้ายใดๆ ขณะที่ฉันกับญาติกำลังเลือกซื้อปลาอยู่นั้น ฉันก็ได้ยินเสียง “ปัง!” ดังขึ้น ตอนนั้นในใจฉันคิดว่าคงมีเด็กๆ มาจุดประทัดเล่น เพราะเสียงที่ได้ยินเหมือนดังแว่วอยู่ไกลๆ จนกระทั่งเสียงปังดังขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้เสียงดังชัดเจนมากและร่างของญาติที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ร่วงผล็อยล้มลงทั้งยืนทันที!

ฉันยืนตัวแข็ง มือไม้เย็นเฉียบ ก้าวขาไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว อานุภาพของกระสุนปืนช่างร้ายนัก เพราะแม้จะไม่ได้โดนเข้ากับตัวเอง แต่ไอร้อนจากควันปืนที่อยู่ใกล้แค่เส้นยาแดงผ่าแปดก็ทำเอาหูของฉันแทบไหม้ ฉันหวาดกลัวสุดชีวิต ได้แต่ยืนตะลึงงันกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ยังไม่ทันจะหายตกใจ น้าชายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็โดนยิงล้มลงไปต่อหน้าต่อตาอีกคนเท่านั้นยังไม่พอ พวกมันเข้ามายิงซ้ำอีกครั้งจนเขาสิ้นใจ!

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ฉันนึกถึงคำเตือนของเพื่อนหลาน ซึ่งเป็นชาวมุสลิมที่ว่า “ถ้าจะเดินทางไปไหนมาไหนให้สวมฮิญาบ (ผ้าคลุมหน้า) ไว้แล้วจะปลอดภัย” ฉันเพิ่งรู้ว่าคำเตือนนั้นเป็นความจริงในวันนี้เอง

นอกจากพวกเราจะถูกคุกคามจนถึงแก่ชีวิตแล้ว ผู้ก่อความไม่สงบยังคุกคามจิตใจเราต่างๆ นานา เช่น โปรยใบปลิวที่มีข้อความว่า “คนไทยมุสลิมไม่จำเป็นต้องไปซื้อไม้ยางพารา หรือซื้อที่ดินของคนไทยพุทธ เพราะวันหนึ่งสมบัติพวกนี้ก็จะตกเป็นของพวกเราอยู่แล้ว” และที่ผ่านมาก็มีการลอบวางระเบิดไว้ในสวนยางพาราอยู่บ่อยๆ เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน ขณะเดียวกันก็เป็นการบีบบังคับให้เจ้าของสวนยางยอมสละกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่ดิน และที่ร้ายยิ่งกว่านั้น กลุ่มผู้ก่อการร้ายยังฆ่าตัดคอสองสามี - ภรรยาเจ้าของสวนยางซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของฉันอย่างโหดเหี้ยมทารุณ ลูกสองคนของพวกเขาต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า ส่วนตำรวจที่เข้าไปยังที่เกิดเหตุก็โดนกับระเบิดได้รับบาดเจ็บสาหัส นายหนึ่งขาขาดและอีกนายหนึ่งเสียชีวิตทันที

แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะน่ากลัวและน่าวิตกกังวลแค่ไหน ฉันก็ยังต้องสู้ทนทำมาหากินในที่ดินของตัวเองต่อไป คืนไหนที่ได้ข่าวแว่วมาว่าจะมีเหตุการณ์ไม่สงบ ฉันก็จะหยุดกรีดยางแต่ถ้าคืนไหนเหตุการณ์ปรกติ ฉันกับเพื่อนบ้านก็จะโทรศัพท์นัดแนะกันออกไปกรีดยางพร้อมๆ กัน แม้วิธีนี้อาจจะไม่ได้ช่วยให้รอดตาย แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราอุ่นใจ ไม่รู้สึกว่าอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง

ทุกวันนี้หลังพระอาทิตย์ตกดิน ทุกบ้านในอำเภอรามันจะปิดประตูเงียบสนิท ไม่มีใครกล้าออกไปไหนในยามวิกาลอีกต่อไป เหตุการณ์ร้ายไม่เพียงทำให้ผู้คนเสียขวัญเท่านั้น แต่การลอบวางระเบิดและลอบฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้คนไทยพุทธกับคนไทยมุสลิมที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเกิดความระแวงซึ่งกันและกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้เราจะยังพูดคุยกันก็จริง แต่ก็ไม่สนิทใจเหมือนเดิม สำนวนที่ว่า “รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ” น่าจะตรงกับความรู้สึกของฉันในตอนนี้มากที่สุด

            คืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่ฉันจำต้องข่มตานอนให้หลับ เพราะไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นหรือตาย แต่อย่างน้อยฉันก็ดีใจว่าฉันยังมีชีวิตบนแผ่นดินเกิดของตัวเอง แม้มันจะเป็น “ชีวิตในดงควันปืน” ก็ตาม


บทความน่าสนใจ

7 แนวคิดเด็ดของผู้ประสบความสำเร็จในไทย

Dhamma Daily : การกระทำบางอย่าง บางสังคมบอกว่าเป็นความดี อีกสังคมบอกว่าเป็นความชั่ว จริงๆ แล้วใช้เกณฑ์อะไรวัด

 

keyboard_arrow_up