เจี๊ยบ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม ความผูกพันพ่อลูกที่ไม่มีวันจาง

เจี๊ยบ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม ความผูกพันพ่อลูกที่ไม่มีวันจาง

ผม เจี๊ยบ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม  หรือชื่อจริงว่า เฉลิม ปานเกิด เกิดและเติบโตที่หมู่บ้านกกไม้แดง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญสมัยนั้น ไฟฟ้ายังไม่มีใช้เลยครับ ผมอาศัยอยู่กับยายซึ่งผมเรียกว่า“แม่แก่”รวมกับน้าเต้าและลุงแฮ้วที่ดูแลผมเหมือนลูก เพราะหลังจากพ่อกับแม่แยกทางกัน แม่ก็เดินทางไปทำงานที่ประเทศอิตาลี ส่วนพ่ออยู่วงดนตรีลูกทุ่งเป็นหางเครื่อง แล้วก็เล่นละครเร่ไปทั่วประเทศ ก่อนจะกลายมาเป็นตลกชื่อดังอย่างทุกวันนี้

ตอนเด็กๆแม้จะไม่มีทั้งพ่อและแม่ แต่ผมไม่เคยรู้สึกขาดความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย เพราะมียายและน้าๆ ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ชีวิตวัยเด็กของผมจึงมีแต่ความสนุกสนาน ได้เล่นสนุกกับเพื่อนไปตามประสา เด็กๆ แถวบ้านจะเล่นลูกสะบ้าเล่นอีลื่นหรือกระดานลื่น(คล้ายสไลเดอร์) ผมเล่นจนกางเกงนักเรียนตูดขาดแล้วขาดอีก ยายต้องปะกางเกงให้จนเพื่อนเรียกว่า“ไอ้ตูดปะ”

พอโตขึ้นมาหน่อยเรียนป.4-ป.5ผมเริ่มติดหล่อ จากที่เคยใส่เสื้อผ้าไม่รีดไปโรงเรียน ก็อยากใส่เสื้อผ้าที่รีดเรียบๆบ้าง แต่ด้วยความที่ที่บ้านไม่มีไฟฟ้าก็ต้องใช้เตาถ่านรีด แรกๆยายก็รีดให้หลังๆก็รีดเองเพราะเด็กต่างจังหวัดส่วนใหญ่รู้จักดูแลตัวเองกันตั้งแต่เด็กทั้งหุงข้าว ซักผ้า รีดผ้า หาผักหาปลา ทำเป็นตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ

ผมใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างมีความสุข ส่วนพ่อกับแม่ไม่ได้ติดต่อกันมากนัก จำได้ว่าแม่เคยมาหาครั้งหนึ่งตอนอายุสัก7ขวบ จากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลย จนผมโตจึงได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ส่วนพ่อตอนเด็กๆ ผมรู้ข่าวปีละครั้งสองครั้งและยังติดต่อกันบ้าง เพราะบ้านพ่อกับบ้านแม่อยู่ใกล้กัน ถ้าพ่อกลับมาเยี่ยมย่าก็จะเดินแวะมาหาผม แต่ด้วยความที่ไม่ได้อยู่ดูแลใกล้ชิด เวลาพ่อมาหาแต่ละครั้ง ผมจะวิ่งหนีสุดชีวิตจนชาวบ้านต้องวิ่งไล่จับ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมอายและตามประสาเด็กชนบท ผมรู้สึกกลัวคนกรุงเทพฯ กลัวคนที่เราไม่คุ้นเคย

จนกระทั่งเมื่อพ่อเริ่มมีชื่อเสียง และผมเริ่มโตแล้วจึงได้สัมผัสถึงความรักของท่าน วันนั้นท่านมารับผมไปดูคอนเสิร์ตในตัวจังหวัด เรานั่งรถเก๋งของพ่อไปด้วยกัน แต่ด้วยความที่รถแน่นทำให้ผมต้องนั่งบนตักพ่อ ช่วงที่พ่อโอบกอดผมไว้ จำได้ว่ารู้สึกอบอุ่นเหมือนกับว่าความรักจากพ่อส่งผ่านมายังตัวผม

แม้ว่าพ่อจะเป็นคนไม่ค่อยแสดงความรักกับลูก แต่ความทรงจำ ในวันนั้นก็ทำให้ผมค่อยๆเข้าใจว่า“พ่อรักเรา”แต่ไม่ค่อยแสดงออกเท่านั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วผมมีนิสัยคล้ายพ่ออยู่หมือนกัน เพราะตั้งแต่แต่งงานมาก็ไม่ค่อยบอกรักภรรยานานๆโอกาสพิเศษจริงๆถึงจะพูด แต่กับลูกชาย ผมทั้งกอดและบอกรักเขาทุกวัน เพราะอยากให้เขาได้ซึมซับความรักจากเราให้มากที่สุด

ส่วนเรื่องความเจ้าชู้ ผมกับพ่อไม่ต่างกันหรอกครับ ผู้ชายทุกคนก็เจ้าชู้หมดนั่นแหละ เชื่อเลยว่า ต่อให้แต่งงานแล้วถ้ามีผู้หญิงสวยเดินผ่านมาก็ต้องมองบ้าง สำหรับผมคนเจ้าชู้ไม่จำเป็นต้องไปมีอะไรกับคนอื่นเยอะแยะ แต่คนเจ้าชู้คือคนที่ชอบมองเพศตรงข้าม มองสิ่งสวยงาม เป็นคนละเอียดอ่อนเท่านั้นเองครับ

แม้ว่าตอนเด็กๆ ผมจะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อ แต่วันหนึ่งโชคชะตา ก็ผลักดันให้ผมมาอยู่กับพ่อที่กรุงเทพฯจนได้ หลังจากเรียนจบประถมหก ผมก็เรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนวังทองพิทยาคม และเรียนต่อระดับปวช.ที่โรงเรียนบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีพิษณุโลกในตัวจังหวัด โดยมีพ่อช่วยส่งเสียค่าเทอมให้ตลอด ผมเรียนไปเกเรไปตามประสาวัยรุ่นจนจบเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ช่วงนั้นเอง…ยายที่ผมรักก็จากไปโดยที่ผมยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณ

เมื่อเรียนจบแล้วผมจึงคิดหางานทำ โดยมีลุงฝากเข้าทำงานที่โรงงานกระดาษแห่งหนึ่งย่านมหาชัย ผมทำอยู่แผนกตีเยื่อกระดาษซึ่งเป็นแผนกต่ำสุดของที่นั่น ได้เงินเดือนสี่พันกว่าบาท แต่ทำไปทำมาอยู่2-3ปีก็ยังไม่มีเงินเก็บ เพราะผมเป็นคนชอบดื่ม ชอบเที่ยว เงินได้มาเท่าไรไม่เคยเหลือ แถมเจ้าหนี้ยังยึดบัตรเอทีเอ็มไว้ด้วยซ้ำ ส่วนที่พักก็เป็นห้องเช่าราคาถูก มีห้องน้ำรวม ชีวิตตอนนั้นเรียกได้ว่าติดลบ แต่การทำงานที่มหาชัยซึ่งอยู่ใกล้กรุงเทพฯทำให้ผมมีโอกาสไปมาหาสู่กับพ่อมากขึ้น ตอนนั้นท่านมีครอบครัวใหม่แล้ว ที่บ้านพ่อจึงมีแม่จี๊ด และน้องๆคือ แจ๊คกับโบว์ เวลาผมไปหา เราจะไปกินข้าวด้วยกันหรือนั่งรถไปเที่ยวกันบ้าง

จนวันหนึ่งผมมีโอกาสไปดูพ่อเล่นตลกคาเฟ่ คณะตลกของพ่อคือ คณะสีหนุ่มเชิญยิ้ม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงนั้น (ปี?พ.ศ.?2536?-?2537) ครั้งแรกที่ได้ดูผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก รู้สึกว่าทำไมกลิ่นคาเฟ่มันหอมอย่างนี้นะ น่าอยู่จัง เมื่อคิดสะระตะแล้วว่างานที่ทำอยู่เงินเดือนก็ไม่พอใช้ จึงคิดว่าลาออกมาทำงานกับพ่อดีกว่า

งานแรกในคณะที่ผมได้ทำถือเป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญมาก คือได้เป็นเด็กถือถาด เด็กเก็บชุด ซึ่งพ่ออยากจะสอนเราให้รู้จักงานทุกอย่าง ไม่ใช่เป็นลูกหัวหน้าแล้วจะมาเบ่ง ผมทำหน้าที่นี้อยู่สักประมาณ2ปี ก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นคนเคลียร์คิว มาเป็นผู้จัดการทีม ตอนนั้นเริ่มมีมือถือเป็นของตัวเอง เริ่มรับงานต่างๆ ให้คณะ

จนกระทั่งวันหนึ่งคณะเริ่มมีปัญหาเพราะ“ตัวเล่น”หรือคนที่เล่นตลกเริ่มขาด เพราะบางคนเริ่มรับงานละคร เริ่มติดงานอื่น ตัวเล่นไม่ค่อยมี พ่อจึงตัดสินใจให้ผมมาเล่นดูเผื่อจะมีมุกใหม่ๆบ้าง ตอนนั้นผมไม่คิดไม่ฝันหรอกครับว่าตัวเองจะเล่นตลกได้ แต่เงินค่าแรงน่าจะช่วยจูงใจผมได้มากเพราะจากเด็กถือถาดได้วันละ200บาท พอเป็นผู้จัดการได้วันละ700บาท แต่ถ้าเป็นตัวเล่นจะได้วันละ 1,500บาท เมื่อได้เงินเยอะ ความมุ่งมั่นในการเล่นจึงตามมา

ยิ่งได้ดูพ่อ ดูลุงโน้ต ลุงเป็ด น้าหนู น้าเต่าเล่นผมก็อยากทำให้ได้เหมือนเขา แรกๆ ต้องใช้ความพยายามมากเริ่มจากหัดร้องเพลงของวงดังๆ เพราะเรายังเล่นมุกไม่เป็นก็ต้องร้องเพลงเข้าสู้ หลังจากนั้น จึงฝึกจังหวะการเล่น สีหน้า ท่าทาง เริ่มทำการบ้าน?เอาจริงเอาจัง ถึงขนาดเห็นกระจกไม่ได้ ต้องฝึกกับกระจก ไม่เว้นแม้กระทั่งกระจกในลิฟต์ ฝึกทำหน้าทำตาแบบต่างๆ แต่แบบที่เป็นเอกลักษณ์ของผมคือ ทำหน้าตกใจนิดๆ ซึ่งผมต้องฝึกซ้อมอยู่นานกว่าจะได้บุคลิกที่เป็นแบบเฉพาะของตัวเอง

จนในที่สุดผมก็มีมุกแจ้งเกิดของตัวเอง คือมุก“ลูกพ้ม-พ่อพ้ม”เพราะตอนแรกนอกจากคนในคณะแล้ว คนดูหรือคนอื่นๆไม่ค่อยจะรู้ว่าผมเป็นลูกของพ่อสีหนุ่ม เมื่อผมเล่นมุกนี้คนจึงเริ่มให้ความสนใจ เขาเริ่มสงสัยว่า“นี่เป็นลูกสีหนุ่มจริงเหรอ”มุกของผมตอนขึ้นเวทีช่วงแรกๆคือ“จริงๆ?คนมาถามเยอะมากว่าเป็นลูกสีหนุ่มจริงหรือเปล่า ต้องขอบอกนะครับ นี่คือลูกชายจริงๆครับ เขาเป็นพ่อคนโตของผมเอง”พอผมส่งมุกนี้ไปพ่อก็จะรับมาว่า“ไอ้เจี๊ยบพ่อคนเดียวไม่ใช่พ่อคนโต”ซึ่งจะกลายเป็นจังหวะรับส่งต่อกันไป

เมื่อผมเล่นมุกนี้คนก็เริ่มสนใจ ยิ่งเมื่อก่อนวิดีโอตลกคณะสีหนุ่มเชิญยิ้มขายดีมากบนรถบัส รถทัวร์ต้องเปิดวิดีโอตลกสีหนุ่ม โน้ต เป็ด เวลาไปเล่นต่างจังหวัด คนเริ่มเข้ามาขอลายเซ็นคิดๆไปก็คล้ายดาราอยู่เหมือนกันนะครับ แต่ตัวผมเองไม่ได้คิดอยากจะดังอะไร คิดแต่เพียงว่าเป็นอาชีพที่เราชอบ เราก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้ เมื่อตัดสินใจมาทางเดียวกับพ่อก็ต้องทำให้ดีที่สุด

ช่วงที่ได้มาเล่นตลกนี่เองที่ทำให้ผมกับพ่อสนิทสนมกันมากขึ้น จากที่ไม่ค่อยได้พูดคุยกันก็เริ่มได้คุยทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวต่างๆได้อยู่ด้วยกันทั้งกลางวันกลางคืน ไปต่างจังหวัดก็เริ่มเล่นมุกแหย่กันทั้งกับพ่อและชาวคณะ โดยเฉพาะผมกับพ่อ ผมแซวพ่อ อำพ่อบ้าง ส่วนพ่อก็อำผมบ้าง จนกลายเป็นความสนิทสนมกันไปโดยปริยาย

จากชีวิตเด็กต่างจังหวัดที่ไม่มีอะไรเลย ผมเริ่มมีอาชีพของตัวเอง เริ่มใกล้ชิดสนิทสนมกับพ่อมากขึ้น?และในขณะเดียวกันผมก็พยายามติดต่อแม่ซึ่งทราบว่าแต่งงานกับชาวอิตาลีและมีลูกสาวสองคน ตอนแรก ผมก็ไม่ทราบว่าแม่เองก็พยายามติดต่อผมอยู่เหมือนกัน จนกระทั่งวันหนึ่งที่ท่านได้ดูตลกคณะเชิญยิ้มผ่านรายการทางทีวีเนตเวิร์คของเมืองนอก ท่านจึงขอให้ลูกสาวช่วยติดต่อผมผ่านสมาคมตลกฯ และแล้ววันที่ผมไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตก็เกิดขึ้นกับผมจริงๆ

เรื่อง เฉลิม ปานเกิด  เรียบเรียง เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ

ภาพ ณัฐวุฒิ เพ็งคำภู


บทความน่าสนใจ

‘ตุ๊กกี้’…ตลกหญิงยอดกตัญญู ผู้ถือคติ “พ่อแม่คือพระอรหันต์ของลูก”

โคตานิ มาโกโตะ นักแสดงตลกไร้บ้าน ที่ใคร ๆ ก็เช่าได้เพียงวันละ 50 เยน

อีกด้านหนึ่งของความรัก ที่ในบางครั้งก็มักจะชอบเล่นตลกกับชีวิต

True Story : ชมพู่ ก่อนบ่าย ฉันชอบปัญหา เพราะมันทำให้เราแข็งแรงขึ้น

7 เรื่องราวที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับบิล เกตส์

 

keyboard_arrow_up