ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (1)

ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน
ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (1)

ณ วินาทีนี้ถ้าผมสามารถขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้หนึ่งข้อ ผม ติ๊ก ชีโร่ มนัสวิน นันทเสน จะขอให้ตัวเองรวย…รวยเป็นหมื่นๆ ล้านไปเลยครับ ผมจะได้มีเงินทองมากมายไปแจกจ่ายทุกคน ผม ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน อยากจะให้ ให้แล้วก็ให้ ไปตลอดชีวิต เหมือนนักธุรกิจระดับโลกหลายคนที่เมื่อประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วตั้งกองทุนการกุศลของตัวเองและมอบเงินเกือบจะทั้งหมดที่หามาได้เพื่อทำประโยชน์ให้คนอื่น โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว

เกิดมาชาติหนึ่ง ก่อนตาย ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน ขอทำสิ่งดีๆ ให้แก่เพื่อนมนุษย์เต็มที่ก่อนเถอะ

แต่พูดไปแล้วจะหาว่าเว่อ เพราะบุคลิกภายนอกของผมเป็นคนมันๆ…มัน…เสียจนบางครั้งคนนึกไม่ออกว่าผมชอบทำบุญช่วยเหลือสังคมแต่อย่าเพิ่งมองกันแค่ภายนอก มารู้จัก โต้ ชิริก…ติ๊ก ชิโร่ กันให้ลึกซึ้งดีกว่า แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมผมถึงอยากจะให้ แล้วก็ให้…มากขนาดนี้

องครักษ์พิทักษ์น้องสาว

ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง คุณพ่อรับราชการเป็นเกษตรอำเภอ ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน ผมเป็นลูกคนที่สองในจำนวนพี่น้องสี่คน น้องสาวรองจากผมชื่อ น้องต้อม – วณี นันทเสน ป่วยเป็นโรคโปลิโอมาตั้งแต่เด็ก

ตอนเด็กๆ ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นครราชสีมา วิ่งเล่นซนตามประสาเด็กบ้านนอก ด้วยความที่ต้อมเป็นน้องรองจากผม แล้วเดินไม่ได้เพราะขาลีบ เวลาไปเที่ยวไหนด้วยกันผมก็จะกระเตงเขาไว้บนหลัง หรือเวลาเราไปเที่ยวสนามเด็กเล่น เขาอยากห้อยโหนบ้าง เราก็ช่วยพยุงขึ้นไป มือเขาแข็งแรงมาก เพราะใช้มือบ่อย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทดแทนความบกพร่องทางร่างกายของน้องต้อมคือ ความใจเย็น นิ่ง และความฉลาดปราดเปรื่องในการเล่าเรียน

เท่าที่จำได้ผมไม่เคยได้ยินเขาบ่นหรือท้อใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผมเคยพูดกับเขาเสมอว่า อย่าท้อแท้ พ่อแม่และพี่ๆ น้องๆ ยังคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ

ทุกวันนี้ หลังจากเรียนจบปริญญาตรี น้องต้อมทำงานที่สำนักงานโครงการประถมศึกษา และปัจจุบันด้วยความมุมานะพยายามในการทำงาน ทำให้น้องต้อมได้รับรางวัลข้าราชการดีเด่น ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ครอบครัวของเราเป็นอย่างมาก และล่าสุดผมเพิ่งให้รางวัลเขาด้วยการซื้อรถให้หนึ่งคัน ซึ่งถือเป็นสิ่งดีๆที่พี่ชายอยากมอบให้น้องสาวครับ

ผมชอบดูแลคนในครอบครัว ไม่เฉพาะพ่อแม่พี่น้องเท่านั้น กับภรรยาและลูกผมก็อยากให้เขามีความสุขเช่นกัน ข้าวของเงินทองอะไรที่ผมจะทำเพื่อครอบครัวได้ ผมไม่เคยลังเลใจที่จะทำ ส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานที่ผมเป็นคนรักครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นความยากลำบากของน้องสาว ทำให้ผมค่อนข้างจะเข้าใจคนอื่นได้ดี และรู้สึกอยากช่วยเหลือคนอื่นๆ ในสังคม

ฉัน “ตายไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะช่วยเหลือคนอื่นได้ เราต้องช่วยเหลือตัวเองและคนในครอบครัวให้ได้ก่อน สมัยเด็กๆด้วยความที่ฐานะทางบ้านของผมไม่ได้ดีนัก เงินเดือนข้าราชการของคุณพ่อก็ไม่สามารถดูแลได้ทั้งครอบครัว มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากไต่เต้าจากมือกลองมาเป็นนักร้องได้แล้ว ผมกลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักของครอบครัว ทั้งหาเงินส่งน้องเรียน ดูแลความเป็นอยู่และความสะดวกสบายของพ่อแม่

จนวันหนึ่งเกิดความคิดแวบขึ้นมาว่า

“เราจะตายไม่ได้ เพราะถ้าตายไป เราคงไม่สามารถทำเพื่อครอบครัวได้”

นี่จึงเป็นที่มาให้ผมแต่งเพลง “ตายไม่ได้” ซึ่งมีเนื้อหาท่อนหนึ่งร้องว่า “ฉันตายไม่ได้ เพราะฉันรักเธอ จะปล่อยให้เธออยู่เดียวดายได้ไง” ฟังดูเหมือนเป็นเพลงรักธรรมดาๆแต่ความจริงแล้วผมอยากบอกทุกคนในครอบครัวว่าผมรักและเป็นห่วงพวกเขา

กว่าจะถึงดวงดาว

ชีวิตวัยเด็กของผมส่วนหนึ่งอยู่ในท้องไร่ท้องนาขี่หลังควาย และเล่าก็เล่าเถอะ ผมเคยดื่มน้ำในปลักควายมาแล้วด้วยซ้ำ ชีวิตผมมาจากดินและทุกวันนี้เท้าผมก็ยังติดดินเหมือนเดิม ยังสามารถเดินตลาดและกินข้าวแกงได้เหมือนคนทั่วไป

ชีวิตวัยเด็กในต่างจังหวัดช่วยสร้างจินตนาการให้ผมมากมาย ผมได้เล่นยิงปืนก้านกล้วย ขี่ม้าก้านกล้วย เล่นไม้หึ่ง* ได้ดูงิ้ว ได้เดินเที่ยวงานวัด ได้กระโดดน้ำริมคลอง เป็นบรรยากาศที่ผมจดจำได้จนทุกวันนี้

จนวันหนึ่งเมื่อผมออกอัลบั้ม จินตนาการมันๆ ของผมก็ได้ปรากฏต่อสายตาชาวโลก แต่ในแบบที่คนดูแล้วอ้าปากหวอ…คิดว่าเพี้ยน

ตอนนั้น พี่แจ้ – ดนุพล แก้วกาญจน์ ชวนผมให้มาร้องเพลงพอออกมาร้องเพลงปั๊บ คนดูก็สงสัยว่าทำไมถึงออกมาเต้นแร้งเต้นกา คงคิดกันว่า “ไอ้นี่ บ้าแล้วมั้ง” ร้องอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเต้นไปด้วย ซึ่งผมก็มันของผมไปเรื่อย เพราะคิดว่าขนาดเราตีกลองอยู่ข้างหลัง เรายังมันเลย ใส่ลูกเล่นอะไรได้ตั้งเยอะแยะ พอออกมาร้องจะยืนร้องอยู่เฉยๆ ก็ใช่ที่ แต่ช่วงแรกๆ คนไม่ยอมรับ ทั้ง “ปลงซะ” “ถูกใจนิดๆ” “เจอบ่อยๆ” และ “เปลืองน้ำตา”

ผมยอมรับครับว่าเป็นคน “มัน” และหลายครั้งก็ทำอะไรที่หลายคนคิดว่าบ้าบิ่น เช่น ชอบขี่จักรยานในแบบผาดโผน ถ่ายมิวสิควิดีโอในชุดมนุษย์ค้างคาวด้วยการใช้สะลิงมาดึงตัวเองให้ห้อยโหนไปมา และอื่นๆที่ชาวบ้านชาวช่องเขาไม่ทำกัน…แต่ผมมันครับ

ความมันของผมมีจุดยืนเหมือนการใช้ชีวิตครับ คือ ทำอะไรก็ได้ที่มีความสุข ไม่เดือดร้อนคนอื่น เพราะชีวิตมนุษย์เรา ลาภ ยศชื่อเสียง เงิน ทอง สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีความสุขก็ไร้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นสำหรับผม ทำอะไรก็ได้ ขอให้เรามีความสุขความเบิกบานในใจ

สุดท้ายแล้วผมคิดว่าความกล้าคิด กล้าทำ กล้าแหวกแนวนี่แหละที่ทำให้ผมกลายเป็นนักร้องนักดนตรีที่มีลีลาท่าเต้นไม่ซ้ำใครและทำให้เพลงของผมได้รับความนิยม จนฮ่องกงถึงกับมาขอซื้อลิขสิทธิ์เพลง “ไชโย” และ “ออกมาเต้น” ของผม

ไม่นับรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย เช่น มือกลองยอดเยี่ยม โปรดิว-เซอร์ยอดเยี่ยม นักร้องชายยอดเยี่ยม นักแสดงสมทบยอดเยี่ยม

จากเรื่อง “วิมานมะพร้าว” รางวัลนักร้องช่วยเหลือสังคมดีเด่น จากคณะกรรมการส่งเสริมประสานงานเยาวชนแห่งชาติ ฯลฯ

และล่าสุดกับเพลง “รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” ที่ทำให้ผมกลายเป็นนักร้องที่ยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย

แต่ชีวิตจะมีความหมายอะไรล่ะครับ ถ้าแค่นอนกอดชื่อเสียง เงินทองของตัวเองไว้กับตัว เพราะผมเชื่อว่ายิ่งมีก็ยิ่งต้องให้…แต่ให้

ในแบบติ๊ก ชิโร่ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น คุณผู้อ่านห้ามพลาดครับ

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


บทความน่าสนใจ

ชวนเที่ยว 5 วัด ลดเครียด-ใจสงบวันหยุด

แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 1

แฮร์ริสัน ฟอร์ด ดาราฮอลลีวูด รุ่นใหญ่ ทำบุญถวายพระพุทธรูปแด่วัดที่สปป.ลาว

โรคซึมเศร้า แก้ก่อนสาย หลังดาราเกาหลีจบชีวิตลงอีกราย

3 ดารา ที่มีหัวใจรักสิ่งแวดล้อม

3 ดาราเอเชียใจบุญ – นิตยสาร Secret

 

 

keyboard_arrow_up