ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ช่วยเปิดใจวัยรุ่นสุดแสบ

ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

เรื่องจริงของวัยรุ่นหลงผิด ที่บังเอิญได้พบกับ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ซึ่งศิลปินชื่อดังก็มีส่วนช่วยวัยรุ่นเปิดใจรับธรรมะ จนสามารถกลับตัวกลับใจได้

ผมเป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีคุณพ่อคุณแม่เป็นคนดีมีศีลธรรม แต่ท่านทั้งสองไม่เคยเข้าใจผมเลย และแน่นอนผมก็ไม่เข้าใจพ่อแม่เหมือนกัน ท่านทั้งสองเป็นทุกข์จนถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะ ลูกชายตัวแสบอย่างผม

ผมเรียนจบมาจากโรงเรียนดังและเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางดนตรี ตั้งแต่สอบติดที่นี่ ผมก็อยู่หอกับเพื่อนๆ เพื่อนผมมีแต่ลูกคนรวยที่ขับรถซูเปอร์คาร์เปิดประทุน ใช้เงินเป็นปึกๆชนิดสาวๆมองตามกันพรึ่บ ผมใช้ชีวิตแบบชิลๆและเฮฮามาตลอด ทั้งเที่ยวกลางคืน ไปผับแถวทองหล่อ ปาร์ตี้ กินเหล้า สูบบุหรี่ เสพยา เรียกว่าใช้ชีวิตกลางคืนมากกว่ากลางวัน และอยู่กับเพื่อนมากกว่าอยู่กับพ่อแม่ เพราะผมคุยกับท่านไม่รู้เรื่อง พ่อกับแม่ท่านถือศีล 5 บอกตามตรงว่าผมไม่ค่อยเข้าใจในความเป็นคนดีของท่านสักเท่าไหร่ ท่านชอบชวนผมทำบุญตักบาตรและชวนคุยแต่เรื่องน่าเบื่อที่วัยรุ่นอย่างผมไม่ชอบนัก แต่กว่าจะรู้ตัวอีกที ผมก็กำลังจะถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัยเสียแล้ว

วันหนึ่งพ่อกับแม่ชวนผมไปหาพระรูปหนึ่ง มารู้ทีหลังว่าท่านคือพระอาจารย์นวลจันทร์ แต่ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจอะไร ได้แต่คุยกับพระวัยรุ่นชื่อ พระเดวิดและพี่จอมลูกศิษย์ของท่านจนดึก แม้สิ่งที่คุยจะน่าสนใจมาก แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมผมได้

และแล้วผมก็ถูกพ่อแม่บังคับให้ไปปฏิบัติธรรมที่ วิวัฏฏะ จ.เลย ทันทีที่ไปถึงที่นั่นซึ่งอยู่บนเขาที่มีแต่ดินแดงๆ ไม่สะดวกสบายเลยสักอย่าง ผมโวยวายขอแม่กลับบ้าน ด้วยความเซ็งสุดขีด น้องชายผมเดินมาบอกว่า “อดทนหน่อย ผมยังอยู่ได้เลย ทำไมพี่จะอยู่ไม่ได้” ส่วนพี่อิฐลูกศิษย์พระอาจารย์อีกท่านหนึ่ง ก็เดินมาบอกว่า “เฮ้ย ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียวนะ” นั่นเป็นคำพูดที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนโดนตบหัว และคิดขึ้นมาได้ว่า “น้องกูยังอยู่ได้ ทำไมกูจะอยู่ไม่ได้วะ” ผมลองทนใช้ชีวิต “ด้านอื่น” ดูบ้าง คิดซะว่ามาเรียน รด.ก็แล้วกัน

จากที่ทุกข์จะเป็นจะตาย และชอบหนีไปสูบบุหรี่ในห้องน้ำพระ เพราะเป็นห้องที่สะอาดที่สุด สุดท้ายใจก็เริ่มชินและอยู่ไปได้เรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันกลับ การอยู่ที่นี่ทำให้ผมคิดได้ว่าเมื่อก่อนเราเอาแต่สนุกเสพสุขตลอดเวลา เอาทุกอย่างเข้ามาหาตัวเพื่อเติมเต็มให้ตัวเอง แต่กลับรู้สึกไม่มีความสุขสักเท่าไหร่ พอมาอยู่ที่นี่ ได้อยู่นิ่งๆ เฉยๆ ก็พบว่า ตัวเองไม่มีความทุกข์อะไรเลย เป็นความสุขอีกรูปแบบที่ก็โอเคดีเหมือนกัน ก่อนกลับบ้าน ผมจึงอธิษฐานให้ได้กลับมาบวชที่นี่หากมีโอกาส

พอกลับบ้าน ผมก็กลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมๆ อีกจนแม่ต้องบอกให้ผมหยุดเรียนและไปช่วยพระอาจารย์นวลจันทร์ถ่ายรูปในคอร์สปฏิบัติธรรมซึ่งจะจัดขึ้นที่ยุโรป ผมเห็นว่าไม่ต้องเรียนหนังสือแถมยังได้เที่ยวด้วย จึงรีบตกลงใจไปกับทีมของพระอาจารย์โดยไม่ลังเล

วันเดินทาง ผมไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะมีคนจัดการให้หมด ผมแค่ดูดบุหรี่และขึ้นเครื่องเท่านั้น แต่ยังไม่ทันดูดให้หนำใจ พี่เอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ลูกศิษย์ของพระอาจารย์ก็เดินมาบอกผมให้หยุดแล้วไปเข้าเกตซะ นั่นทำให้ผมหงุดหงิดมากว่า ไอ้คนนี้มันเป็นใคร ขนาดพ่อกับแม่ยังไม่กล้าห้ามผมเลย ถ้าวันนั้นพ่อกับแม่ไม่อยู่ด้วยเพื่อรอส่งผม ผมคงชกหน้าลุงคนนี้ไปแล้ว

ธเนศ วรากุลนุเคราะห์
“ไม่ไหลไปตามโลก แต่ไม่ขัดแย้งโลก” เพราะชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว

พอไปถึงเยอรมนี ระหว่างที่ทีมงานไปสถานทูต ผมก็สูบบุหรี่อีกเพราะคิดว่า พ่อของเพื่อนก็เป็นทูตเหมือนกันและผมก็เคยชินกับการทำตัวแบบนี้ แม้พี่เอกจะเข้ามาสอนผมว่า เราต้องเกรงใจเขา ควรทำตัวให้เรียบร้อย เพราะเรามากับพระอาจารย์ ผมก็ไม่สนใจ

วันต่อมา ผมได้รู้จักกับพ่อของพระเดวิด เราจึงชวนกันออกไปชิลด้วยการ “สูบกัญชา” ผมไม่รู้ว่าสูบไปมากเท่าไหร่ รู้แต่ว่าสูบไปเรื่อยๆ แต่แล้ว ภาพข้างหน้าก็ดับวูบลง ผมล้มตึงลงไป ผ่านไปหลายนาที ผมก็ฟื้นขึ้นมาด้วยอาการตาลอย สมองเบลอจนคิดอะไรไม่ออก เมื่อได้สติ พ่อของพระเดวิดเล่าให้ผมฟังว่า อยู่ดีๆ ผมก็ล้มลงไปแล้วหยุดหายใจจนท่านต้องผายปอด “กู้ชีวิต” ผมกลับมา ทำให้ผมเพิ่งสำนึกว่าความตายอยู่ใกล้แค่นี้เอง

พี่เอก ธเนศ ชี้ให้ผมเห็นผลจากการกระทำของตัวเองว่า หากเราทำเหตุไม่ดี ผลที่ตามมาก็จะไม่ดี เช่น พอสูบกัญชา ผลก็คือ เกือบช็อคตาย คราวนี้รอดมาได้แต่คราวหน้าอาจไม่ได้โชคดีแบบนี้ เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรหากผมต้องตายไปจริงๆ คำพูดเตือนสติทำให้ผมเข้าใจสิ่งที่พี่เขาสอนมากขึ้น พี่เอกบอกผมว่า “ถ้าเริ่มสูบได้ก็ต้องเลิกสูบได้เหมือนกัน” นั่นทำให้ผมสูบบุหรี่น้อยลง แล้วพี่เอกก็เก็บบุหรี่ไปพร้อมสอนผมให้ดูใจตัวเองว่าเกิดอะไรในจิตของเราบ้าง

ปกติผมมักสูบบุหรี่หลังกินข้าว พอไม่ได้สูบ ก็เริ่มเห็นใจตัวเองดิ้นทุรนทุรายด้วยความอยาก มองเห็นความหงุดหงิดค่อยๆ แทรกเข้ามา พี่เอกบอกว่า ผมมีหน้าที่แค่ “ดูเฉยๆ” เท่านั้น

ผมดูจิตตัวเองอยู่เรื่อยๆจนเริ่มชินกับการไม่สูบบุหรี่ พี่เอกสอนผมให้กลับมาดูลมหายใจของตัวเองแทน พอลองทำตามก็เห็นความคิดเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องรถ เรื่องผู้หญิง ผมเห็นความคิดที่มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถึงตอนนี้ผมหยุดบุหรี่ได้เดือนกว่าแล้ว

พี่ๆ ทีมงานมาบอกภายหลังว่า ผมเกือบถูกส่งตัวกลับเมืองไทยจากเหตุการณ์เฉียดตายที่เกิดขึ้น ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ทุกคนให้โอกาสผมอยู่ต่อ เพราะพระอาจารย์บอกว่าท่านก็ได้รับโอกาสจากครูอาจารย์ จากพ่อแม่ จากประเทศชาติ จากแผ่นดิน จากธรรมชาติทั้งปวง จากโลกที่เราเกิดมา ท่านบอกทุกคนว่า “ การให้โอกาสเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเราได้รับแล้ว ทำไมเราจึงจะไม่ยอมให้โอกาสกับคนอื่นบ้าง คนที่เคยไม่ดีมาแล้วใช่ว่าจะไม่ดีตลอดไป ต้องลองให้โอกาสเขาดูก่อน แต่ถ้าเราไม่เคยให้โอกาสใคร พอเห็นคนทำผิดก็ด่าว่า จับขัง สั่งประหารอย่างเดียว ทั้งที่เขาอาจตั้งใจทำดี แบบนี้ถือว่าเราตัดโอกาสเขา หน้าที่ของเราคือตั้งจิตไว้ว่าจะเมตตาปรานีต่อสัตว์ทั้งปวง ให้โอกาสและช่วยเขาเต็มที่ก่อน หากเขาไม่ทำหรือไม่เอาจึงค่อยปล่อยไป”

ตอนอยู่ยุโรป ผมยังติดต่อเพื่อนซี้ในกลุ่มติดยาของผม ผมเล่าให้เขาฟังว่าเลิกบุหรี่ได้หลายอาทิตย์แล้ว เพื่อนๆ ตกใจกันใหญ่ ทุกคนก็อยากทำได้อย่างผมบ้าง การได้หยุดยาหยุดบุหรี่ ทำให้ผมค้นพบว่า วงจรการเสพยานี้เหมือนต้นไม้ที่แตกกิ่งแตกยอด เพราะเมื่อเสพก็จะชวนเพื่อนให้ลองแล้วเพื่อนก็จะชวนต่อๆกันไป ดังนั้นการที่ผมออกมาจากวงเสพยานี้ได้ ก็สามารถดึงเพื่อนออกมาได้ด้วย

เมื่อผมเล่าเรื่องนี้ต่อหน้าทุกคน พี่เอก ธเนศ ก็พูดขึ้นว่า “จริงๆน้องเขามีปัญญามากที่สามารถเห็นและเทียบเคียงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้อย่างชัดเจน พระอาจารย์ยังบอกเลยว่า คนมีปัญญาเลิศ ถ้าใช้ปัญญาไปในทางสัมมา (ทางที่ถูก)ก็จะไปได้ไกล ช่วยคนได้มากมาย”

ผมไม่นึกไม่ฝันว่าตัวเองจะมีวันนี้ ระหว่างอยู่ที่ยุโรป ทีมงานได้ส่งรูปของผมให้พ่อแม่ดูเป็นระยะ พ่อกับแม่ปลื้มใจมาก ท่านถึงกับร้องไห้ออกมาและบอกว่าเหมือนได้ขึ้นสวรรค์

หลังจากกลับจากต่างประเทศครั้งนั้น ชีวิตผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะผมเริ่มรู้จักคำว่าสันติสุข ผมกลับมาใช้ชีวิตที่พระอาจารย์ท่านเรียกว่า “ไม่ไหลไปตามโลก แต่ไม่ขัดแย้งโลก” ตอนนี้ผมคิดจะเคลียร์ตัวเองเพื่อบวชเรียนรู้ชีวิตอีกด้านหนึ่งกับพระอาจารย์ เพราะผมรู้แล้วว่า
“ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว”

 

Photo by chuttersnap on Unsplash
keyboard_arrow_up