ไม่มีน้ำตาจากปัตตานี เปิดเรื่องจริงอันเจ็บปวดของหญิง ชายแดนใต้

account_circle
event

ไม่มีน้ำตาจากปัตตานี เปิดเรื่องจริงอันเจ็บปวดของหญิง ชายแดนใต้

ภาพสามีถูกยิงตายคาที่ในรถกระบะ  เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดยังติดอยู่ในความทรงจำของฉันไม่เคยจางหาย  แต่ที่ทำให้ฉันหวาดกลัวยิ่งกว่าคือ การที่ลูกเล็ก ๆ อีก 3 คนก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย…เด็กน้อยที่เปรียบเหมือนผ้าขาว ฉันไม่อาจล่วงรู้เลยว่า พวกเขาจะจดจำความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน ชายแดนใต้ วันนั้นอย่างไรบ้าง

เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่าจนกลายเป็นเรื่องชาชิน  ฉันเองไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์ร้าย ๆ จะเกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา  ที่ประกอบไปด้วยพ่อ  แม่  และลูก ๆ อีก 4 คน  เพราะฉันมักจะคิดว่า  “เราไม่เกี่ยวอะไรเลย  เราก็ทำมาหากินของเรา”แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น!

ความจริงแล้วฉันเป็นคนไทยพุทธที่เกิดและเติบโตในจังหวัดขอนแก่น ด้วยความยากจน  หลังเรียนจบ ป. 6 จึงต้องไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ฉันได้งานรับจ้างเป็นพี่เลี้ยงเด็กและเป็นคนงานในโรงงานผลิตที่นอน หลังมีลูกคนแรกได้ไม่นานฉันก็ตัดสินใจหย่าขาดจากสามีและตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกสาว (น้องปอนด์) ตามลำพัง จนวันหนึ่งพี่ชายก็แนะนำให้ฉันรู้จักกับสามีซึ่งเป็นมุสลิมที่ทำงานขายเครื่องเสียงตามบ้าน พบเจอกันไม่กี่ครั้งเขาก็ขอฉันแต่งงานเพราะอยากสร้างครอบครัว

ฉันไม่รู้มาก่อนว่าการนับถือศาสนาอิสลามต้องปฏิบัติตัวอย่างไร แต่ก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเลใจ

หลังใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้ไม่นาน  สามีก็เปลี่ยนจากการขายเครื่องเสียงมาเป็นลูกจ้างในฟาร์มเลี้ยงนกเขาแถวรามอินทรา ทำได้ราวปีกว่า ๆ เจ้านายก็สนับสนุนให้ไปเปิดฟาร์มเลี้ยงนกเขาที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา

และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ฉันไม่มีวันลืม…

เราสองคนมีความฝันที่จะสร้างครอบครัวที่มีความสุขด้วยกัน  สามีอายุมากกว่าฉันถึง 21 ปี เขามีความเป็นผู้ใหญ่ จิตใจโอบอ้อมอารี ไปอยู่ที่ไหนใครก็รัก หลังแต่งงานฉันได้ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด  ละหมาดวันละ 5 เวลา และปฏิญาณตนว่า  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์และนบีมุฮัมมัดซึ่งเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ฉันใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับมุสลิมคนอื่น ๆ ซึ่งดูแลฉันเสมือนเป็นญาติพี่น้อง  โดยเฉพาะเจ้าของบ้านเช่าที่เอาใจใส่ครอบครัวของเราเป็นอย่างดี  เราใช้พื้นที่บริเวณบ้านเช่าสำหรับเลี้ยงนกเขานับร้อยตัว

ทว่าหลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่กรือเซะ  ลูกค้าจากกรุงเทพฯ  อินโดนีเซียและมาเลเซียที่เคยมาติดต่อซื้อขายนกเขาเริ่มลดลง  จนทำให้เราต้องย้ายจากบ้านเช่าหลังเก่าไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่ตำบลตะลุโบะซึ่งใกล้ตัวเมืองมากขึ้น  เพื่อให้ลูกค้าเดินทางได้สะดวก แต่ถึงแม้จะย้ายที่แล้ว  ลูกค้าก็ยังไม่เพิ่มขึ้น

ฉันซึ่งเป็นแม่บ้าน นอกจากจะทำงานบ้านและดูแลลูก ๆ อีก 4 คนแล้ว ก็ยังต้องช่วยสามีอีกแรงด้วยการทำส้มตำขายหน้าบ้านปรากฏว่าขายดี  เราจึงเริ่มขยับขยายไปขายส้มตำที่ตลาดนัดหน้าปอเนาะบาบอเซะซึ่งอยู่ชานเมืองของจังหวัดปัตตานี  มันเป็นการไปขายครั้งแรกของฉัน  และเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นหน้าสามีผู้เป็นที่รัก

บ่ายสามของวันนั้น  สามีช่วยฉันเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ  เขาพูดให้กำลังใจฉันว่า  “เราต้องขายดีและขายหมดแน่ ๆ เลยเจ๊ะ”  สามีมักจะเรียกฉันว่า “เจ๊ะ”  เป็นภาษาอิสลามแทนคำว่าแม่  ส่วนฉันก็มักจะเรียกสามีว่า “อาเบ๊าะ” แทนคำว่าพ่อ  ตอนนั้นน้องปอนด์ ลูกสาวคนโตอายุ 11 ขวบ  น้องมัซ ลูกสาวคนถัดมาอายุ 7 ขวบ  น้องธัน ลูกชายคนเดียวอายุ 4 ขวบ และน้องดา ลูกสาวคนเล็กอายุ 2 ขวบ

เราต่างช่วยกันขนของขึ้นรถไปขายที่ตลาด  ขนของเสร็จเขาก็กลับบ้านไปกับลูก ๆ  ฉันไม่คิดเลยว่าการกลับบ้านของเขาครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน…ไม่มีคำพูด  ไม่มีคำลา  ไม่มีสัญญาณใด ๆ บอกให้รู้สักนิดว่าเขากำลังจะจากฉันกับลูกไป

หลังขายของได้พักหนึ่ง  น้องปอนด์ก็ตามมาช่วย  พอฉันถามว่าใครมาส่ง  ลูกก็ตอบว่า  “อาเบ๊าะมาส่งและจะไปทำธุระต่อน้องก็ไปกันหมดเลย”  ตอนนั้นฉันไม่คิดอะไรและยังขายส้มตำไปเรื่อย ๆ  จนราวหกโมงครึ่ง  ฉันเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติเพราะวันนี้เป็นวันแรกที่ร้านเล็ก ๆ มุงจากของเรายังไม่ได้ต่อไฟฟ้าเข้าร้าน  สามีบอกว่าจะมาจัดการให้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  แต่นี่เริ่มมืดแล้วเขาก็ยังไม่มา  ฉันเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ  แต่ก็ยังไม่นึกว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายขนาดนี้ขึ้นกับเขา

เพียงครู่เดียวมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งก็มาจอดที่หน้าร้าน  มีน้องมัซนั่งซ้อนท้ายมาด้วย  ลูกสาวหน้าซีด  ตาแดงเหมือนกำลังจะร้องไห้

“อาเบ๊าะขับรถชนต้นไม้  ถูกยิงด้วย” ลูกสาวเล่าเหตุการณ์ให้ฟังตามประสาเด็กแต่นาทีนั้นหัวใจของฉันหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม นึกห่วงลูกคนอื่น ๆ ขึ้นมาทันที

“แล้วน้องอยู่ไหน”  ฉันรีบถามหาลูกคนอื่น ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“มีคนไปส่งน้องที่บ้านแล้ว”  น้องมัซตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังตื่นตระหนกอยู่

ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นสมองหยุดทำงาน  เห็นรถตำรวจและรถป่อเต็กตึ๊งวิ่งผ่านหน้าฉันอย่างเร่งรีบไปยังที่เกิดเหตุ  หลังจากนั้นฉันก็ขอให้ลูกค้าที่มาซื้อส้มตำขับรถพาฉันไปยังที่เกิดเหตุทันทีมีคนมุงดูเยอะมาก  ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา  เสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์จนฉันหูอื้อตาลายไปหมด

ทันทีที่เห็นร่างไร้วิญญาณของสามีผู้เป็นที่รักนอนจมกองเลือดอยู่  ฉันทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง  ไม่มีแม้น้ำตาสักหยด  ร่างของเขาถูกยิงหลายสิบนัดกระสุนถูกจุดสำคัญของร่างกาย  เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยเลือด  หลายคนที่รู้จักเขาร่ำไห้ด้วยความสงสาร ฉันซึ่งแต่แรกร้องไห้ไม่ออก  ได้แต่มึนงง  เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของคนอื่นก็เริ่มปล่อยโฮออกมา

ต่อไปนี้เรา 5 คนแม่ลูกต้องอยู่กันตามลำพัง  ลูก ๆ จะกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อไม่ต่างกับฉันในวัยเยาว์  แต่สิ่งที่ฉันกังวลใจยิ่งกว่าคือ  การที่ลูก ๆ ทั้งสามคน  น้องมัซน้องธัน  และน้องดาอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แม้พวกเขาจะรอดชีวิตมาได้  แต่ฉันไม่อาจแน่ใจได้เลยว่า  เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่สร้างบาดแผลฝังลึกในจิตใจของพวกเขา

น้องมัซเล่าว่า  คนร้ายเป็นเด็กหนุ่ม 4 คน ขับมอเตอร์ไซค์มาสองคัน  พวกเขาไม่ได้สวมหมวกหรือปิดบังหน้าตาแต่อย่างใด หลังจากประกบยิงสามีของฉันจนเสียชีวิตและรถเสียหลักไปชนต้นไม้แล้ว  พวกเขาก็ยังเดินอย่างใจเย็นมารื้อค้นข้าวของในรถในขณะที่ลูกของฉันพยายามร้องขอชีวิต

“พี่อย่าทำอะไรหนูเลยนะ…”  น้องมัซเล่าให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  โชคดีที่เด็ก ๆ ไม่ได้รับบาดเจ็บและไม่ถูกทำร้าย น้องมัซเล่าว่า  วัยรุ่นคนหนึ่งที่เป็นคนร้ายพูดว่า  “ไม่เป็นไร  ไม่เป็นไร”  พวกเขาปล่อยชีวิตลูกของฉัน  แต่กลับพรากชีวิตพ่อของพวกเขาไป  เด็ก ๆ ช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะธัน  ลูกชายคนเดียวที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด  เขาจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ฝังใจ จนทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้และมีความคิดอยากแก้แค้นคนที่มาฆ่าพ่อ เวลาเห็นปืนเด็กเล่น  เขาจะขอร้องให้ฉันซื้อให้  แต่ฉันจะบอกลูกว่า  “เราจะไปยิงคนอื่นไม่ได้  ไม่ดี  ถ้าใครทำผิดเราต้องไปจับเขา  ไม่ใช่ไปยิงเขา  พ่อเคยเป็นตำรวจมาก่อน  พ่อเป็นตัวอย่างที่ดีนะลูก”

ฉันคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สามีโดนทำร้ายจนถึงชีวิตอาจมาจากการที่เขาเคยเป็นอดีตตำรวจมาก่อน  จึงทำให้คนบางกลุ่มเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเขา

นับตั้งแต่วันที่สูญเสียสามี  ฉันไม่เคยคิดอาฆาตพยาบาทใครเลยแม้แต่น้อย  เพราะเข้าใจสถานการณ์ดีว่า  “ไม่ใช่มีแค่เราที่เจอเหตุการณ์แบบนี้”  ห่วงก็แต่ลูก ๆ เท่านั้น

ตอนเกิดเหตุใหม่ ๆ ไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนเข้ามาเยียวยาจิตใจของพวกเราเลย  เงินช่วยเหลือที่ได้รับเป็นเพียงแค่วัตถุ  แต่สิ่งที่พวกเราใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการจริง ๆ คือการเยียวยาจิตใจ  

หลังงานศพผ่านไป ภาพของเด็กน้อยที่นอนหลับอยู่เคียงข้างทำให้ฉันคิดว่า  ถ้าฉันอ่อนแอแล้วลูกจะอยู่อย่างไร  นี่คือกำลังใจสุดท้ายที่ทำให้ฉันลุกขึ้นมาและพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง

วันนี้จิตใจของฉันเข้มแข็งขึ้นแล้ว  ฉันและเพื่อน ๆ ที่เป็นหม้ายซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รวมกลุ่มกันทำน้ำพริกและเมี่ยงคำสำเร็จรูปในชื่อ “เซากูน่า” (ZAUQUNA) ซึ่งหมายถึง  “รสชาติของเรา” นำไปวางขายตามแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองปัตตานี  และนำไปออกร้านตามสถานที่จัดงานประชุมรวมทั้งผลิตตามคำสั่งของลูกค้าด้วย  เพื่อช่วยกันสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับตัวเอง

ล่าสุดเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาฉันได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ของผู้หญิงจากชายแดนใต้ที่ได้รับรางวัล “สตรีต้นแบบ” จากออกซ์แฟม ประเทศไทย   เวลานี้ฉันก้าวข้ามความเจ็บปวดมาได้แล้ว  และอยากจะจับมือผู้หญิงอีกหลายคนให้เดินผ่านหมอกควันแห่งความสูญเสียไปด้วยกัน  ทุกวันฉันได้แต่เฝ้าวิงวอนขอพรต่อองค์อัลลอฮ์ว่า

“ขอให้เกิดความสงบในพื้นที่แห่งนี้ด้วยเถิด”

neww

ข้อคิดจากพระอาจารย์อานนท์  อัมโรภิกขุ  สวนป่าโพธิ์ธรรม  จังหวัดพังงา

“แม้จากไปก็เหลือมรดกทางใจทิ้งไว้”

จากเรื่องราวชีวิตข้างต้น  สิ่งที่ประสบคือ การสูญเสียคนที่เรารัก  เราอาจมั่นใจได้ว่าเรารักเขาแน่นอน  แล้วเราแน่ใจไหมว่า คนที่จากไปเขารักเรา  ถ้าแน่ใจว่าเขารักเราเราคิดว่าเขาอยากจะฝากอะไรไว้ให้เรา…

ปู่ย่าตายายพ่อแม่ทิ้งมรดกที่เป็นวัตถุไว้ให้ลูกหลานก็จริง แต่มรดกซึ่งสำคัญมากยิ่งกว่าคือ  มรดกทางจิตใจ  มีทั้งความรัก  ความอบอุ่น ความโกรธ  ความเคียดแค้นชิงชัง  แต่สิ่งที่น่ายินดีคือ คนรับมรดกสามารถเลือกได้ว่าจะเลือกรับมรดกชิ้นไหนความรักหรือความเกลียดชังและขอย้อนกลับไปที่คำถามแรกคือ ถ้าแน่ใจว่าผู้ที่จากไปเขารักเรา  ก็เชื่อเถอะว่า มรดกที่เขาทิ้งไว้ให้ย่อมจะเป็นความรัก  ความอบอุ่นอย่างที่เขาเคยมีให้  และเราก็จะเป็นผู้ส่งต่อมรดกนี้ให้ลูกหลานต่อไป…สิ่งที่อยากจะบอกคือ โลกของเราอยู่ได้ด้วยความรัก  ไม่ใช่ความชัง


ท่านใดสนใจสนับสนุนน้ำพริกกุ้งเสียบน้ำพริกขิงปลาดุกฟู  น้ำพริกนรก  และเมี่ยงคำสำเร็จรูปเซากูน่า  ติดต่อสั่งซื้อได้ที่  คุณอรอุมา  โทร. 08-3168-6412

ขอบคุณ  คุณซีตีมาเรียม  บินเย๊าะ  แกนนำเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้  ที่กรุณาช่วยอำนวยความสะดวก


บทความน่าสนใจ

“แม่ไม่รักผม!” วิธีวางใจ กับประโยคที่แม่คนไหนก็ไม่อยากได้ยิน บทความจากแม่ชีศันสนีย์

” อยู่กับความเป็นจริง ไม่ใช่ความหวัง ” บทความเตือนใจจาก พระชาญชัย อธิปญฺโญ

กฏแห่งกรรม “ยุติธรรม” เสมอ (กรรมตามสนอง)

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต กล่าวถึงบุพเพสันนิวาสในทางพระพุทธศาสนา

 

keyboard_arrow_up