อัญมณีแห่งชีวิต ของ ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ (จบ)

อัญมณีแห่งชีวิต ของ ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ (จบ)

ผม ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ คิดว่าคนเราย่อมมีความอยากได้ใคร่ดีกันทุกคน มากบ้างน้อยบ้างเท่านั้นเอง ผมเองก็อยากให้ร้านเพชรของตัวเองเจริญรุ่งเรืองมีสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงใช้ชีวิตชนิดที่ว่า เหนื่อยไม่ว่า ขอให้งานออกมาสมบูรณ์แบบ

ในสายตาของเพื่อนหรือคนที่รู้จักส่วนใหญ่จะมองว่าผมเป็นคนนิ่งๆ แต่ทำงานจริง แรกๆ ที่คุยด้วยอาจมองว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลย แต่พอเอาเข้าจริงหลายคนจะออกปากชมว่าเรียนรู้เร็วและสามารถสร้างความโดดเด่นได้เกินคาด นี่กระมังที่ช่วยสร้างความสำเร็จมาให้ผมจนถึงทุกวันนี้

ใครที่ติดตามข่าวคราวในแวดวงสังคมไฮโซ คงเคยได้ยินข่าวการเปิดตัวเพชรแบรนด์ใหม่ของผมที่กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์อยู่ช่วงหนึ่ง เพราะหนึ่งในนั้นมี “กระจับเพชร” ที่เรียกเสียงฮือฮาจากมหาชนเป็นอย่างมาก

ผมยอมรับว่านี่เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่งเท่านั้นเพราะถ้าเราไม่สร้างความแตกต่างให้สินค้าตัวเอง แล้วใครจะมาซื้อสินค้าของเรา ซึ่งสำหรับนักธุรกิจทุกคน ผมคิดว่าคงเข้าใจในจุดนี้ แต่สำหรับบางคนที่ทราบข่าวอย่างผิวเผินอาจนึกหมั่นไส้ผมก็ได้ แต่ไม่ผิดหรอกถ้าคุณจะคิดอย่างนั้น เพราะเมื่อวันหนึ่งผมหันมาปฏิบัติธรรม ก็ยังมีเสียงแบบนี้เล็ดลอดออกมาเช่นกัน แต่ผมไม่เคยคิดโทษใคร เพราะเราห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ยังโดนคนติฉินนินทา นับประสาอะไรกับเราที่ยังว่ายวนอยู่ในกิเลส ก็ต้องมีคำครหาเป็นธรรมดา แต่ตราบใดที่เรารู้ว่ากำลัง “ทำอะไร” จะไปกลัวทำไมกับคำนินทา

ตราบใดที่เราเป็นทองคำแท้ ใครจะมาป้ายสีว่าเราเป็นทองคำเปลว ทองเค ทองเหลือง เราก็ยังเป็นทองอยู่วันยังค่ำ ถ้าเราเก็บคำนินทาของคนอื่นมาคิด 5 นาที เราก็เป็นทุกข์ 5 นาที ถ้าเราเก็บมาคิด 5 ชั่วโมง เราก็เป็นทุกข์ 5 ชั่วโมง อยากทุกข์นานแค่ไหน ก็อยู่ที่ตัวคุณเอง ทุกวันนี้ผมจึงไม่เคยสนใจเลยว่าคนจะพูดเกี่ยวกับผมอย่างไร เพราะผมรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร

ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว ผมเป็นเด็กเรียนดี มีความรับผิดชอบสูงพ่อกับแม่มักจะสอนเสมอว่า ในการใช้ชีวิตต้องซื่อสัตย์ อดทน มีคุณธรรม ห้ามโกงกินใครเด็ดขาด ที่สำคัญให้รักษา “เครดิต” ของตัวเองไว้ให้ดี รักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล และให้รักใคร่กลมเกลียวกับพี่น้องทุกคน

ผมปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพ่อกับแม่เสมอมา และคิดว่าครอบครัวของเราโชคดีเหลือเกินที่พี่น้องมีความรักใคร่ปรองดองเป็นอย่างดี ช่วยเหลือกันทำมาหากิน สร้างเนื้อสร้างตัว เมื่อใครในครอบครัวได้ดี เราก็ยินดีในความสำเร็จนั้น ยิ่งนานวันผมก็ยิ่งเห็นข้อดีของการมีพี่น้องหลายคน เพราะพี่น้องแต่ละคนก็เปรียบเหมือนไม้ไผ่ซี่หนึ่ง เมื่อนำไม้ไผ่เหล่านั้นมามัดรวมกัน ก็ยากที่ใครจะหักได้ง่ายๆ ครอบครัวเราผนึกกำลังช่วยเหลือกันมาตลอดจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ซึ่งสิ่งนี้นำความสุขใจมาให้แม่เป็นอย่างมาก

ในวันรวมญาติท่านจะมองดูลูกๆ หลานๆ ที่มาเยี่ยมด้วยดวงตาเป็นประกาย ผมรู้ว่านั่นเป็นความสุขใจยากจะหาใดเทียบของท่านแม้ผมจะพยายามสร้างบ้านราคาหลายล้านบาทให้ท่านอยู่ แต่การได้เห็นสมาชิกในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า กลับให้ความสุขใจแก่ท่านยิ่งกว่า

แม้วันนี้คุณแม่จะจากไปแล้ว แต่ท่านก็ยังอยู่ในความทรงจำของผมเสมอ ท่านเป็นแม่ที่ประเสริฐ ยอมเหนื่อยยากลำบากทุกอย่างเพื่อให้ลูกกินอิ่มนอนหลับ และสามารถตายแทนลูกได้เลยทีเดียว ดังนั้นต่อให้ผมหาทางตอบแทนบุญคุณท่านมากแค่ไหน ก็ยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอกับความรักความเอาใจใส่ที่ท่านมีให้เลยแม้แต่น้อย

ผมเชื่อว่าคนเรานอกจากจะหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีความสุขแล้ว ต้องหล่อเลี้ยงจิตใจให้สงบสุขด้วยเช่นกัน ยิ่งผมมีเงิน มีหน้ามีตาในสังคมมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องประคองตัวเองให้ยืนในจุดนี้ให้นานที่สุด บางครั้งความเครียดความวิตกกังวลก็เข้ามาหาผมไม่ต่างกับคนอื่น ยามเหนื่อยหนักผมเลือกที่จะอ่านหนังสือเงียบๆ มากกว่า จะไปพูดคุยเล่าเรื่องราวทุกข์ใจให้ใครฟัง

หนังสือ “อยู่อย่างสง่า” ของนายแพทย์วิทยา นาควัชระ ช่วยให้ผมมีกำลังใจ มีสติในการทำงาน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้น และช่วยให้ความเครียดความโกรธหายไปได้ราวปลิดทิ้ง ด้วยแง่คิดและปรัชญาดีๆ ที่หยิบมาอ่านทีไรก็รู้สึกดีทุกครั้ง จนต้องซื้อแจกเพื่อน ลูกค้า และคนรู้จัก

แม้การอ่านหนังสือจะช่วยให้จิตใจของผมสงบขึ้น แต่นี่ยังไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง วันหนึ่งกัลยาณมิตรจึงชักชวนให้ผมได้ออกเดินทางค้นหาสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุดในชีวิต

กัลยาณมิตรท่านนี้แนะนำให้ผมไปปฏิบัติธรรมที่ “เมืองอริยะ”จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่สะดวกสบายราวกับรีสอร์ท ส่วนหนึ่งเพราะกลัวว่าผมจะไม่สามารถนอนกลางดิน กินกลางทรายได้ เมื่อไปปฏิบัติธรรมจริงจึงทราบว่าที่นี่มีทั้งที่พักแบบรีสอร์ท ที่พักที่เป็นกระต๊อบ รวมทั้งที่พักเท่าโลงศพ ทั้งหมดนี้เพื่อให้เราได้ปลดปลงจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย และที่สำคัญเพื่อให้คนได้เลือกปฏิบัติธรรมได้ตามจริตของตัวเอง

จากการปฏิบัติธรรมที่นี่ทำให้ผมเริ่มตระหนักว่า วันหนึ่งเมื่อเราตาย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสร้างมาเราก็เอาไปไม่ได้ ยกเว้นคุณงามความดีของเราเท่านั้นเอง

ว่ากันว่าเพชรเป็นอัญมณีที่มีค่าที่สุดแล้ว แต่วันที่กลับบ้านหลังการปฏิบัติธรรม ผมได้รู้ว่ายังมีอัญมณีที่มีค่ากว่านั้น คือ“อริยทรัพย์” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนปรารถนาให้มีในตนเพื่อผลของการบรรลุธรรม ได้แก่ ศรัทธา คือเชื่อมั่น เลื่อมใสในพระปัญญาความสามารถของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เลื่อมใสอยากปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ศีล คือปรารถนาทำตนให้เป็นผู้บริสุทธิ์เสียก่อนทั้งกาย วาจา และใจ หิริ คือความละอายต่อบาป โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวต่อบาป พาหุสัจจะ คือความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก จาคะ คือการเสียสละและการให้ทาน ที่สำคัญคือ อภัยทาน ได้แก่ งดโทษ โกรธพยาบาทที่มีต่อผู้อื่น สุดท้าย ปัญญา คือภาวนามยปัญญาขั้นสูง 4 ขั้นได้แก่ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์

ทุกวันนี้ นอกจากจะหาโอกาสไปปฏิบัติธรรมแล้ว ผมยังหาโอกาสในการทำบุญช่วยเหลือคนที่อ่อนแอและคนที่ลำบากกว่าในสังคมเท่าที่จะทำได้ เพราะเชื่อว่ากฎแห่งกรรมและบุญบาปมีจริง ผมเชื่อว่าแม้ด้วยบุญและบาปจะทำให้เราเกิดมาแตกต่างกัน แต่ยังเชื่อว่าคนเราสามารถเลือกชีวิตตัวเองได้ว่าจะให้เป็นแบบไหน จะเลือกทำดีหรือทำชั่วได้ด้วยตัวเราเอง เพราะชีวิตของเราไม่ใช่ตัวละครที่มีคนเขียนบทคอยกำกับ แต่เรามีชีวิตจริงที่ลิขิตได้ด้วยตัวเอง

ยิ่งทำความดี ช่วยเหลือคนอื่น ผมยิ่งรู้ว่าความสุขเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แบบนี้เอง จำได้ว่าวันหนึ่งผมไปเลี้ยงอาหารคุณย่าคุณยายที่บ้านบางแค วันนั้นคุณยายที่นั่นร้องเพลงให้ผมฟัง ท่านพูดว่า“คนแก่ไม่มีอะไรจะให้ นอกจากคำว่าขอบคุณ ขอบคุณ และ ขอบคุณ” ฟังแล้วผมน้ำตาไหลด้วยความตื้นตันใจ ไม่คิดว่าสิ่งเล็กๆที่เราทำจะทำให้คนอื่นมีความสุขขนาดนี้ นอกจากนั้นผมยังได้ช่วยเหลือมูลนิธิดวงประทีป นำของไปบริจาคให้คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดต่างๆ รวมทั้งช่วยเหลือองค์กรการกุศลอื่นๆ โชคดีที่เมื่อคนเห็นผมทำความดีแล้วอยากช่วยเหลือ ทำให้มีองค์กร บริษัทต่างๆ ช่วยกันบริจาคเงินและสิ่งของสมทบด้วยมากมาย ทุกวันนี้เมื่อผมจัดงานอะไรก็ตาม ผมจะนำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาคให้องค์กรการกุศลต่างๆ ด้วยทุกครั้ง

ผมเชื่อว่าความดีซื้อขายกันไม่ได้ แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยตัวเราเอง เราต้องทำด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ปราศจากการคาดหวัง แล้วความปีติสุขจะเกิดขึ้นในจิตใจ แม้ไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่รับรองว่าทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้นจริงๆ ครับ


บทความน่าสนใจ

ทุกวันที่ยังมีลมหายใจ นั่นคือ “ความโชคดี” ที่สุดแล้ว เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ

” อยู่กับความเป็นจริง ไม่ใช่ความหวัง ” บทความเตือนใจจาก พระชาญชัย อธิปญฺโญ

น้องโอ เด็กดี ผู้มีมานะ ขายข้าวไข่เจียวเลี้ยงตนและน้อง สานฝันเรียนให้จบดั่งใจหวัง

8 ขั้นตอน เปลี่ยนความผิดหวังให้เป็นพลังก้าวต่อไป

 

keyboard_arrow_up