พระมหาสมปอง

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เจ้าตำรับธรรมะเดลิเวอรี่ สูตรขำกลิ้ง แต่ไม่ทิ้งธรรม

พระมหาสมปอง
พระมหาสมปอง

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เจ้าตำรับธรรมะเดลิเวอรี่ สูตรขำกลิ้ง แต่ไม่ทิ้งธรรม

พระสงฆ์ในความคิดของคุณควรเป็นอย่างไร คำตอบที่ผุดขึ้นในใจของใครหลายคนคงเป็นภาพพระภิกษุที่ดูนิ่ง สงบ สุขุม มีบุคลิกภาพของผู้คงแก่เรียน แต่ภาพที่ว่านี้อาจเปลี่ยนไป หากคุณได้พบและได้ฟังพระหนุ่มวัยสี่สิบรูปนี้เทศน์สักครั้ง

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เป็นพระหนุ่มที่มีลีลาการเทศน์สนุกสนานโดนใจวัยรุ่นที่สุดรูปหนึ่งในยุคนี้ ท่านสามารถเรียกเสียงฮาจากผู้ฟังได้ทุกครั้ง ด้วยลูกเล่นที่แพรวพราวเต็มไปด้วยมุกตลก จนสร้างชื่อให้ “หลวงพี่สมปอง” กลายเป็นขวัญใจมหาชนทุกเพศทุกวัยในเวลาอันรวดเร็ว

ทว่าวิธีการเทศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของท่านก็ส่งผลให้เกิดคำถามในเรื่องความเหมาะสมอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งพระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ได้เคยแสดงทัศนะในเรื่องนี้ไว้ว่า

“ในขณะที่ใครหลายคนอาจมองว่าท่านเป็นพระหนุ่มที่คึกคะนอง เล่นมากไปเนื้อหาสาระน้อยไป แต่เมื่อขึ้นตาชั่ง หักลบกลบเสียแล้ว ถือว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้เด็กวัยรุ่นไทยหันมาสนใจธรรมะมากขึ้น”

ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะเป็นอย่างไร สังคมจะมองท่านในแง่ไหน ก็ต้องถือว่าพระมหาสมปองได้ก้าวเข้ามาในเส้นทางของพระนักเทศน์ไกลมากแล้ว

จากจุดแรกที่ต้องอดหลับอดนอน ทำจดหมายเสนอตัวไปบรรยายตามโรงเรียนต่าง ๆ วันนี้ท่านคือพระนักเทศน์ที่ฮ็อตที่สุดก็ว่าได้ มีคิวเดินสายบรรยายธรรมไปทั่วประเทศ ดูเหมือนว่าธรรมะเดลิเวอรี่ที่ท่านพร้อมเสิร์ฟถึงบ้าน…จะเป็นที่ถูกปากถูกใจญาติโยมอยู่ไม่น้อย!

ตอนส่งจดหมายแนะนำตัวไปยังสถานที่ต่างๆ ตอนนั้นหลวงพี่มีเป้าหมายอะไรครับ

ตอนนั้นอันดับแรกคือ อาตมาอยากทำงาน อยากบรรยายธรรม เหมือนคนร่ำเรียนมาแล้วร้อนวิชา อยากเผยแผ่ธรรมะออกไป ดังหลักธรรมที่ว่า “สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง” พระอย่างอาตมาคงไม่มีบารมีพอที่จะไปสร้างอาคารใหญ่ ๆ หรือแจกวัตถุอะไร เลยขอทำในสิ่งที่เราทำได้ก่อน โดยไม่ต้องรอว่าโด่งดังก่อนแล้วค่อยทำ เวลานั้นอาตมาก็ถือว่ายังโนเนมอยู่ แม้จะทำค่ายอบรมธรรมะมาบ้าง แต่เต็มที่เดือนหนึ่งก็ได้แค่สิบงาน ขณะที่เราอยากทำงานเยอะ ๆ อีกอย่างหนึ่ง อาตมาอยากกำหนดเส้นทางของตัวเอง ไม่อยากถูกจำกัดให้ทำในสิ่งที่ไม่ค่อยถนัด เช่น เทศน์เรื่องที่เป็นวิชาการมาก ๆ ด้วยเหตุผลทั้งหมด อาตมาก็เลยส่งหนังสือแนะนำตัวไปยังโรงเรียนหรือองค์กรต่าง ๆ เป็นพันแห่ง โดยไม่ได้คาดคิดว่าจะต้องมีชื่อเสียงตามมา

หลวงพี่มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับชื่อเสียง ซึ่งถือเป็นบ่อเกิดของกิเลสอย่างหนึ่ง

อาตมาขออนุญาตอ้างคำพูดของท่าน ว.วชิรเมธี ที่ว่า “ชื่อเสียงคือสะพานที่เชื่อมให้เราทำงานได้มากขึ้น” แค่นั้นเอง ตัวอาตมาเองก็ไม่ได้ยึดติดกับชื่อเสียง เราสนใจแค่ว่าได้บรรยายธรรมมากขึ้น แต่ถามว่าอาตมาจะมุ่งหลุดพ้นจากกิเลสเหมือนที่พระสายปฏิบัติตั้งเป้าเอาไว้แค่อย่างเดียวไหม ก็คงไม่ อาตมาเป็นคามวาสีครับ เป็นพระบ้านที่ต้องอยู่กับโลก อยู่กับสังคม ต้องวิเคราะห์ข่าวและสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านหูผ่านตา อาจจะมีแซวดาราบ้าง แซวพระด้วยกันบ้าง แล้วค่อยให้ข้อคิดไป ไม่ได้หลุดออกไปสู่อรัญวาสีหรือเป็นพระป่า เมื่อคิดได้เช่นนี้ เราก็สามารถอยู่กับพิษภัยรอบตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือการนินทาว่าร้าย เราจะไม่รู้สึกเดือดร้อน ถ้าเรามีจิตใจที่หนักแน่น มีจิตใจที่มุ่งมั่นในความดี พิษภัยต่าง ๆ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เปรียบเหมือนเราเป็นลิ้นงูที่อยู่ในปากงู ลิ้นงูไม่ได้รับอันตรายจากพิษงูเลย อาตมาจึงสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข และถือว่าการไปให้ธรรมะก็เป็นการฝึกปรือธรรมะให้ตัวเราในคราวเดียวกันด้วย อาตมาคิดว่า หากพระภิกษุสามเณรได้มีเวทีสำหรับเผยแผ่ธรรมะ ท่านจะภูมิใจในตัวเองและอยากอยู่ในวงการนี้นาน ๆ

แล้วหลวงพี่เคยคิดอยากออกจากวงการนี้ไหมครับ

มีบ้างครับ ภิกษุสามเณรน้อยย่อม เคยมีความรู้สึกนั้นเป็นธรรมดา เป็นต้นว่า อยากออกไปทำงาน อยากออกไปเรียนต่อที่นั่นที่นี่ แต่จังหวะชีวิตมักจะพอดีเสมอคือ พอเรียนบาลีได้ธรรมเสร็จ ก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งพอจบปริญญาตรี ก็มักจะมีพระลาสิกขาเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทกันเยอะ อาตมาเอง ตอนไปสอบเข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็อธิษฐานไว้ว่าถ้าสอบติดจะบวชต่อ พอสอบติดก็เลยเรียนจนกระทั่งจบมาก็ได้ทำงานออกสื่อต่าง ๆ มากมาย เรียกว่างานเข้ามาเยอะ จังหวะเลยต่อเนื่องได้ทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นการทำงานด้วยความสุข และเวลาทำงาน อาตมาจะคิดเสมอว่า เราเป็นตัวแทนคณะสงฆ์ไทย เวลาจะพูดตอบ หรือทำอะไร ก็ตระหนักรู้อยู่ตลอดว่าต้องทำให้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระรุ่นพ่อรุ่นพี่ท่านปฏิบัติกันมา

ในมุมมองของหลวงพี่ ถ้าไม่ขำธรรมะจะถึงใจคนรุ่นใหม่ได้ไหมครับ

ถึงครับ คือสไตล์การเทศน์มีหลากหลายรูปแบบ เหมือนกับวัดที่มีทั้งวัดสร้าง วัดเสก วัดสอน วัดสงบ วัดสนุก วัดสร้าง ก็โอ้โฮ สร้างกันทั้งวันทั้งคืน วัดสอนก็มีแต่ธรรมะ พระเทศน์ทั้งวัน แม้แต่ต้นไม้ยังพูดได้ ติดป้ายสอนใจไว้ที่ต้นไม้ วัดเสกก็เสกกันใหญ่เลย ซึ่งอาตมาก็ไม่ดูถูกนะ ถ้ามีวัตถุประสงค์ดี นำรายได้ไปสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล อาตมาก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีในมุมหนึ่ง ส่วนวัดสงบนั้น พอเข้าไปแล้วก็ต้องปิดวาจา ไม่พูดกันสักคำ แต่ถ้าชอบสนุก คุณก็เข้าไปวัดที่จัดงานบ่อย ๆ ชอบชิงช้าสวรรค์ ปาเป้า สาวน้อยตกน้ำ คุณก็ไปสัมผัสกันได้ หรือคนเดียว สามารถไปได้ทุกวัด วันนี้ผมไปวัดสนุก วันนี้ผมอยากสงบ ผมอยากปฏิบัติ วันนี้ผมอยากได้คำสอน วันนี้อยากตอบโต้กันเยอะ ๆ หรือวันนี้ผมอยากจะสร้างอะไร เป็นรูปธรรม ผมอยากสร้างโรงเรียนเด็กก่อนเกณฑ์…แล้วแต่คุณจะเลือก เหมือนมีเมนูอาหารให้เลือก บุญก็น่าจะมีเมนูบุญให้เลือก ทำแบบไหนก็ได้เหมือนกัน

การเผยแผ่ธรรมะก็น่าจะมีได้หลายเมนูใช่ไหมครับ

ใช่ การเผยแผ่ธรรมะมีหลายสไตล์ มีทั้งแบบวิชาการ แบบสนุก และแบบกดดัน แบบหลังนี่อาตมาเคยไปเจอครั้งหนึ่งที่ค่ายธรรมะ แค่จะให้เด็ก ๆ เก็บเสื่อ เก็บหมอน พระท่านพูดกระตุ้นถึงขั้นว่า การเก็บเสื่อ เก็บหมอนเป็นเรื่องระดับชาติ เช่น ประเทศไทยเราสูญเสียดินแดนไป 14 ครั้ง เพราะอะไร เพราะคนไทยไม่รัก ไม่สามัคคีกัน ดังนั้น ต้องช่วยกันเก็บเสื่อเก็บหมอน แบบนี้ เรียกว่าสไตล์กดดัน

ส่วนสไตล์ของอาตมา คือ ค่อย ๆ ให้ธรรมะซึมเข้าไป ได้ยิ้มบ้าง ได้หัวเราะบ้าง แล้วค่อย ๆ เกิดสมาธิ ตอนแรกเหมือนไม่ได้อะไร เหมือนฟังเพลิน ๆ ค่อย ๆ สะกิดไปทีละนิดทีละหน่อย แต่นานไปก็จะค่อย ๆ สั่งสม เหมือนต้นโกสนที่ตอนแรก ไม่มีราคาเลย แต่พอถึงจุดหนึ่ง ก็จะรู้สึกชอบ เห็นว่ามีคุณค่า ทีนี้แพงเท่าไรก็ซื้อ

หลวงพี่กังวลไหมครับว่าบางทีอารมณ์ขันอาจทำให้คนฟังไม่จริงจังกับสาระที่เทศน์ไป

ความสนุกนั้นเหมือนโมโนโซเดียมกลูทาเมต (หัวเราะ) อาตมาจะบอกเสมอว่าความสนุกก็เหมือนน้ำตาลที่เคลือบยาขม เอาไว้ข้างใน แก่นธรรมะที่เข้มข้นทั้งหลายนั้นอยู่ข้างใน ความสนุกที่เคลือบอยู่เป็นประตูที่เปิดเข้าไปสู่หัวใจเขา เหมือนเวลาเราจะเข้าบ้านใคร กดกริ่งก็แล้ว เคาะก็แล้ว แต่ถ้าเขาไม่เปิด เราก็เข้าไม่ได้นะ ถึงอาตมาจะบอกว่าเรามีแก่น แถมมีช็อตเด็ด รออยู่นะ แต่ถ้าเขาเดินหนีไปด้วยความคิดที่ว่า “พระเทศน์คงน่าเบื่อ” ก็น่าเสียดายเรื่องความสนุกนั้นต้องวิเคราะห์ให้ถูก เราสนุกเพื่อเปิดประตูใจคน ไม่ได้สนุกเพื่อสนุก อาตมาจะเทศน์แบบจริงจัง เทศน์จากใบลานเลยก็ได้นะ คนแก่คนเฒ่าชอบฟัง แต่เด็ก ๆ เดินหนีเพราะว่าน่าเบื่อ ฉะนั้น ถ้าคนต้องการความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เราก็จัดให้เขาหน่อย อย่างอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ท่านเสียงดัง

เวลาพูดทีมีคำสบถคำหยาบออกมาเรื่อย ๆ บางคนอาจจะคิดว่าอาจารย์เฉลิมชัยวาดรูปพระพุทธเจ้า วาดรูปสวรรค์ แต่คำพูดนรกมาก แล้วเดินหนีไปเลย แต่ถ้าลองคุยดูจะรู้ว่า คำท่านน่ะสบถ แต่ใจท่านมีแต่ธรรมะ ฟังแล้วได้อะไรเยอะมากอย่างนี้ เป็นต้น อาตมาไม่เชื่อหรอกว่าคนจะแยกแยะ ไม่ออก ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราตั้งใจจะสื่อ หรือติดแต่ความสนุกจนไม่เอาสาระที่ได้ไปใช้ในชีวิตเลย

หลวงพี่ดูอารมณ์ดีตลอดเวลาแบบนี้ มีวิธีสร้างภูมิคุ้มกันความทุกข์อย่างไรบ้างครับ

อาตมาเองก็เคยผ่านความทุกข์หนัก ๆ มาเหมือนกันนะ เคยสอบตกบาลีตอนที่เป็นเณร ต้องขอเท้าความก่อนว่า ตอนเด็ก ๆ เคยสอบได้ที่หนึ่งมาตลอด คือทั้งห้องมีอยู่ 9 คนน่ะครับ เราแค่เรียนดีกว่าเพื่อนอีก 8 คนเท่านั้นเอง พอมาเรียนบาลีปีแรก ก็ตกเลย ทั้งที่เรารู้สึกว่าทำข้อสอบได้ ในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันไฟไหม้กุฏิ ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือน พอออกมากลับสอบได้ อาตมาสับสนและหาคำตอบ ให้ตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเราถึงสอบตกอยู่รูปเดียว แล้วการสอบบาลีเมื่อก่อนโหดร้ายมาก ไม่มีซ่อมครับ ต่างกับยุคนี้ที่ซ่อมได้ เดือนนี้สอบตก เดือนหน้าก็ไปสอบใหม่ได้ แต่รุ่นอาตมายังไม่มี ถ้าสอบตกก็ต้องเสียเวลาทั้งปี

วันที่รู้ว่าสอบตก อาตมาเดินไปหลังวัดตาลเรียง ถ้ามีหิมะนี่เกาหลีเลยนะ แต่วันนั้นมองไปมีแต่ทุ่งนากับควาย ซึ่งแม้แต่ควายก็คล้ายจะกำลังประชดว่า อาตมาโง่มากเลยนะที่สอบตก ตอนนั้นคิดว่าสึกดีไหมเพราะเราสอบได้ที่หนึ่งมาตลอด ได้แค่ที่สองก็ช้ำมากแล้ว ถึงขั้นสอบตกนี่แรงไปนะ อุตส่าห์ไม่ไปซิ่งมอเตอร์ไซค์ ไม่ไปจีบสาว ไม่ไปเที่ยว เพราะตัดสินใจเข้าวงการสงฆ์นะ แล้วก็ตั้งใจเรียนด้วย นอนดึกตื่นเช้าตลอด วงการบาลีตอบแทนผมด้วยการให้สอบตกเลยเหรอ แต่พอคิด ๆ ไปก็พบความจริงว่าถ้าเราสึกไป ก็ต้องไปเป็นรุ่นน้องเพื่อนสิ พูดแล้วน้ำตาจะร่วง เราไม่อยากไปเป็นรุ่นน้องเพื่อน เพราะว่าเราเคยให้เขาลอกด้วย

สุดท้ายอาตมาจมไม่ลง ก็เลยตัดสินใจว่าไม่สึก แต่เปลี่ยนโลเกชั่นดีกว่า ตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาอยู่ที่วัดสร้อยทอง เนื่องจากท่านเจ้าอาวาส (พระเทพปริยัตยาจารย์) เป็นญาติผู้ใหญ่ของครอบครัว แต่ความที่ท่านค่อนข้างดุ วันสองวันแรกอาตมาจึงไม่กล้าเข้าไปพบท่าน แต่พักกับคนรู้จักภายในวัดก่อนและถูกขู่อยู่เยอะว่า เป็นเรื่องยากมากที่จะขออยู่ที่วัดแบบถาวร แต่อาตมาคิดว่าคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว ถ้าท่านไม่ให้อยู่ อาตมาก็อาจจะสึกออกไปช่วยพ่อแม่ทำงาน ไปตามเรื่องตามราว แต่สุดท้ายท่านอนุญาตอาตมาเลยอยู่ที่วัดสร้อยทองมาจนทุกวันนี้

พอย้ายที่แล้วสถานการณ์ดีขึ้นอย่างที่หวังไหมครับ

ก็น่าแปลกที่พอถือปฏิบัติแบบสบาย ๆ ไม่คร่ำเคร่ง ไม่นอนดึกมาก อาตมากลับสอบได้ตั้งแต่เปรียญธรรม 1 ไปจนถึงเปรียญธรรม 7 ประโยค ตอนอายุ 19 เกือบได้เป็นนาคหลวง จนอายุ 21 ไปพลาดเปรียญธรรม 8 ประโยคอยู่สองปี (หัวเราะ) เป็นคนชอบเรียนกั๊กเอาไว้ ให้รู้สึกว่ามีอะไรคาใจอยู่ จะได้ยึดเหนี่ยวให้เราอยู่ในวงการนี้นานๆ

พอผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้ว การสอบตกให้ข้อคิดอะไรบ้างครับ

ข้อคิดจากการสอบตกครั้งนั้นก็คือ บางทีการจมไม่ลงก็ดีเหมือนกันนะ เพราะมันทำให้เราไม่ยอมแพ้คน เรน นักร้องเกาหลีเคยบอกว่า คนที่อายุ 20 แต่ยังไม่ถึง 30 อย่าไปกังวลกับชีวิตนักเลย เดี๋ยวความสำเร็จก็จะมาต่อจากความล้มเหลวนั่นแหละ ความล้มเหลวอย่างการสอบตกบาลีนั้นอยู่ ซอยหนึ่งก็จริง แต่ความสำเร็จอย่างการสอบเปรียญ 2-3-4-5-6-7 ผ่านก็อยู่ซอยถัด ๆ ไป นี่เอง ประเด็นคือ เราจะไปให้ถึงซอยนั้นหรือเปล่า หรือเราจะหยุดแค่ซอยนี้ สำหรับคนที่เรียนหรือทำงานยังไม่สำเร็จ ยังผิดหวังอยู่ อาตมาขอฝากไว้ 4 คำ “อย่าทำนมหก”

เอ่อ…หมายความว่าอย่างไรครับหลวงพี่

โยมอย่ามองหน้าพระอย่างนั้น (หัวเราะ) อย่า-ทำ-นม-หก ก็คือ อย่า ท้อ เมื่อพลาดพลั้ง ทำ ความหวังขึ้นมาใหม่ นม นานสักปานใด หก ล้มไปเพียงชั่วคราว ตอนเด็ก ๆ บ้านอาตมาเคยไฟไหม้ แม่นั่งร้องไห้หมดอาลัยตายอยาก ถ้าไปดูภาพที่เขาถ่ายไว้ จะเห็นแม่วิ่งเก็บของผมเผ้ากระเซิง เหตุการณ์ครั้งนั้นหนักหนามาก ครอบครัวสิ้นเนื้อประดาตัว ต้องเดินทางไปขออาศัยญาติบ้าง คนรู้จักบ้าง รวมแล้ว 11 ที่ กว่าจะมาปักหลักอยู่ที่บ้านมอตาเจ๊ก จังหวัดชัยภูมิ แต่ทุกวันนี้อาตมาพูดถึงเรื่องบ้านไฟไหม้ได้แบบขำ ๆ บอกใคร ๆ ว่า อาตมาเกิดมาปุ๊บ ไฟก็ไหม้บ้าน พ่อแม่เลยคุยกันว่า ลูกคนนี้ต้องมีชื่อเสียง ในอนาคตแน่นอน เพราะเกิดมาฮ็อตมาก ร้อนแรงถึงขั้นไฟไหม้บ้านเลย (หัวเราะ) ฉะนั้น อาตมาขอให้กำลังใจทุกคนว่า ทุกอย่างสามารถผ่านพ้นไปได้ ถ้าหาทางออกไม่เจอ ก็ให้ออกทางที่เข้ามา ปัญหาเกิดขึ้นตรงจุดไหน ก็ต้องแก้ตรงจุดนั้น พ่อแม่ด่าเราเพราะไม่ตั้งใจเรียน ก็ไปตั้งใจเรียนซะ เท่านั้นเอง

ในการทำงาน หลวงพี่มีบุคคลที่เป็นแบบอย่างบ้างไหมครับ

ถ้าในแง่ของการทำงานทางธรรม แน่นอนว่าเป็นพระอาจารย์พยอม ซึ่งอาตมาได้เห็นและชื่นชมท่านมาตั้งแต่ตอนที่ยัง เป็นเณรตัวเล็ก ๆ และจนทุกวันนี้ท่านก็ยัง ทำงานเผยแผ่พร้อมกับทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นคงเป็นโยมพ่อโยมแม่ เพราะตั้งแต่จำความได้ก็เห็นท่านทำงานแทบตลอดเวลา อย่างโยมพ่อนี่ ตอนที่มอเตอร์ไซค์ล้ม ทำงานไม่ได้ ท่านถึงกับซึมไปเลย ท่านไม่ชอบที่ต้องอยู่เฉย ๆ เพราะรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า หรืออย่างโยมแม่ ท่านก็ทำไร่ทำนาตั้งแต่สาว ๆ จนทุกวันนี้ต่อให้มีเงินมีทองแล้ว ท่านก็คงหาทางทำงานอยู่ดี ซึ่งพอมองโยมพ่อโยมแม่ว่าขนาดท่านอายุ 60 ปีแล้วยังสู้ชีวิตขนาดนี้ อาตมาก็รู้สึกมีกำลังใจและไม่ท้อ แม้ว่าจะต้องเรียนหรือทำงานหนักมากขนาดไหนก็ตาม

หลวงพี่ผูกพันกับคนในครอบครัวมากไหมครับ

ถึงจะบวชมาตั้งแต่วัยรุ่น แต่อาตมาก็ผูกพันกับครอบครัวมาตลอด โดยเฉพาะกับโยมพี่ณีซึ่งเป็นพี่สาวที่อาตมารักมาก ตอนโยมพี่ณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ ถือเป็นความสูญเสียครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาตมาและครอบครัวเลยก็ว่าได้ แม้จะรู้ดีว่าการประสบพบพรากเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ยังทำใจได้ยากอยู่ดี ตอนที่เหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่ ๆ จิตใจอาตมามีแต่ความเศร้า เหมือนมีหมอกหนาปกคลุมอยู่ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นหนทาง คิดถึงตอนเด็ก ๆ ที่เรายากจนกันมาก บ้านที่ชัยภูมิแทบจะเรียกได้ว่าเพิงหมาแหงน แต่อาตมากับโยมพี่ณีก็ผ่านเหตุการณ์ที่ดีด้วยกันมาเยอะ ช่วงนั้นอาตมาต้องไปบรรยายเรื่องความผูกพันระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ น่าจะเป็นครั้งแรกที่บรรยายแล้วน้ำตาไหล

ปกติจะพูดให้คนอื่นน้ำตาไหลฝ่ายเดียว การพลัดพรากจากสิ่งที่รักนั้นย่อมเป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แต่พอถึงจุดหนึ่งทุกอย่างก็จะผ่านไป หรือบางทีสูญเสียสิ่งนี้ไปแต่ได้สิ่งอื่นมา อย่างการจากไปของโยมพี่ณี ก็ทำให้เกิดโอกาสดี ๆ ขึ้น คือครอบครัวเรากลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง พี่น้องกลับมาดูแลพ่อแม่มากขึ้นจากเศร้าก็กลายเป็นอบอุ่น การสูญเสียโยมพี่ณีไปเปรียบเหมือนกิ่งไม้ที่ถึงจุดหนึ่งก็หักลง พอนานไปก็สลายกลายเป็นปุ๋ย ทำให้ต้นไม้เจริญงอกงามขึ้น การที่คนคนหนึ่งจากไปทำให้ได้คิดว่า เราจะอะไรกันนักหนา จะโกรธกันไปทำไม ดังนั้น เราเลิกอิจฉากันและรักกันไว้ดีกว่า นี่นอกจากเป็นบทเรียนสอนคนในครอบครัวแล้ว ยังเป็นข้อคิด เป็นหลักในการทำงานของอาตมาด้วยว่า ชีวิตเราผ่านมาเท่าไร…เรารู้ แต่เหลือเท่าไร…เราไม่รู้ เราจึง ควรใช้ชีวิตที่เหลือนี้ให้มีความสุข และสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์มากที่สุดดีกว่า

สำหรับหลวงพี่ การบวชพระเป็นอุปสรรคในการดูแลโยมพ่อโยมแม่ไหมครับ

ไม่เป็นอุปสรรคเลย แถมยังดีเสียอีกเพราะความเป็นพระทำให้พ่อแม่เชื่อในตัวเรา ถ้าเป็นนายสมปองพูด ท่านอาจจะไม่เชื่อก็ได้ แต่เป็นพระมหาสมปองแล้ว ยิ่งบอกยิ่งสอนได้ง่าย อย่างแม่นี่อาร์ตตัวแม่ตัวจริง อยากให้ลูกเป็นอย่างนี้อย่างนั้น อาตมาจะบอกว่า แม่กำไรตั้งแต่อายุ 60 แล้วนะ  ดังนั้นแม่ควรจะรู้จักปลง รู้จักปล่อยวางบ้าง ตอนหลังแม่ก็เริ่มทำได้แล้ว

สำหรับเรื่องการดูแลครอบครัว อาตมาได้กลับบ้านทุกเดือน ได้อยู่กับพ่อแม่เดือนละ 2 – 3 วัน นอกเหนือจากนั้นก็อาศัยไหว้วานให้พี่ ๆ น้อง ๆ ช่วยดูแลท่าน เวลาแม่เผลอชมเรามากกว่าพี่น้องคนอื่น อาตมาจะย้ำกับท่านเสมอว่า พี่น้องได้ทำหน้าที่ดูแลพ่อแม่แทนอาตมา ซึ่งก็นับว่ายิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน

สิ่งที่อาตมาอยากฝากไว้คือ ถ้าเราได้ดูแลพ่อแม่หรือคนที่เรารักอย่างเต็มที่แล้ว เมื่อท่านจากไป ถึงเราเสียใจ แต่เราจะไม่เสียดาย ตอนที่โยมพี่ณีจากไป อาตมาก็เสียใจอยู่วันเดียว ธรรมะได้ช่วยสมานแผล ช่วยชำระความโศกเศร้าเสียใจให้คลายลงไปได้ แล้วสติก็กลับมาเหมือนเดิม อาตมาคิดว่า อย่างน้อยเราก็ทำดีต่อกันมาตลอด ดังนั้น ขอให้ดูแลกันให้เต็มที่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ คนเราจะพิสูจน์กันตรงนี้

อยากให้หลวงพี่พูดถึงความหมายของ “ครอบครัว” หน่อยครับ

ขอพูดภาษาอังกฤษก็แล้วกันนะ (ยิ้ม) คำว่า Family นั้นย่อมาจาก “Father And Mother, I Love You.” ดังนั้น เอ่ยคำว่า รักกับพ่อกับแม่กันบ้าง ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันครอบครัว หรือรอให้ท่านจากไปแล้วค่อยนั่งไทม์แมชีนย้อนเวลากลับไปบอกรักท่าน พ่อแม่เป็นครูคนแรกที่สอนให้เรายืน นั่ง นอน กิน พูด สอนให้รู้ว่าอะไร ควรไม่ควร ต่อให้ลูกหลงผิดติดยา เสียอกเสียใจเรื่องความรัก พ่อแม่ก็จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ พ่อแม่จึงเป็นทั้งพระพุทธรูป เป็นทั้งพระสงฆ์ เป็นทั้งพระอรหันต์ที่คอยชี้แนะแนวทาง ถ้าเราใจร้อน ก็คอยเตือนสติให้ใจร่ม ๆ ถ้าเรามืดบอด ท่านก็คอยบอกให้รู้ว่ายังมีทางสว่างอีกมากมาย หากคุณรู้สึกว่าไม่มีใคร ก็นี่ไง พระอรหันต์อยู่ใกล้ ๆ คุณถึงสองท่านแล้ว กลับไปหาท่านสิ

เวลามีปัญหา ก่อนจะเลือกเดินไปในทางไม่ดี หันไปพึ่งพายาเสพติด อบายมุขต่าง ๆ ให้ถามตัวเองว่า เราได้พูดคุย ได้บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้พ่อแม่ฟังหรือยัง เชื่อเถอะว่าท่านจะชี้ทางออกที่ดีที่สุดให้เสมอ ฉะนั้นให้นำข้อคิดที่ได้จากท่านมาประกอบกับสติสัมปชัญญะ จนเกิดปัญญา แล้วนำไปช่วยแก้ปัญหาผ่อนหนักเป็นเบา เวลาทำอะไรผิดพลาด อย่าไปย้อนท่านว่า “แหม…พ่อแม่ก็เคยพลาดมาเหมือนกันแหละ”…ก็เพราะเคยพลาดไงเล่า พ่อแม่ถึงไม่อยากให้ลูกพลาดเหมือนท่านอีก ที่สำคัญท่านสอนเราด้วยความรักแบบสุดจิตสุดใจ ไม่มีอะไรเคลือบแฝงเหมือนคนอื่น

อาตมาขอให้ทุกคนคุยกับพระอรหันต์ในบ้านให้มากขึ้น แล้วเราจะได้แนวทางที่แม้แต่พระมหาสมปองก็ให้ไม่ได้ อย่าเพิ่งเชื่อที่พระเทศน์ ลองไปคุย ไปสนทนากับพระอรหันต์ในบ้านของคุณดูก่อน จำไว้ว่า Family นั้นย่อมาจากคำว่า “Father and Mother, I love you.”

 เจริญพร

เคล็ดลับความสำเร็จฉบับพระมหาสมปอง

  1. ทำทุกสิ่งอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลังพระมหาสมปองเรียนทางโลกจนจบมัธยม 6 ในวัยเพียง 16 ปี เมื่อบวชเรียนก็ศึกษาทางธรรมจนแตกฉาน เป็นนักธรรมเอก เปรียญธรรม 7 ประโยค ปัจจุบันท่านจบการศึกษาระดับปริญญาโท คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งยังได้รับปริญญาปรัชญา ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิชา การบริหารการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยปทุมธานี
  2. รู้จักพักเมื่อเพลีย เพื่อให้มีโอกาสสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ พระมหาสมปองดำรงวัตรปฏิบัติ โดยยึดหลักทางสายกลาง หากเหนื่อยหรือท้อถึงจุดหนึ่งจะพักบ้าง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการก้าวเดินต่อไป
  3. วางแผนชีวิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อจะได้พัฒนาตัวเองทุกเช้า ก่อนออกปฏิบัติภารกิจพระมหาสมปองจะจดสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน แล้วพยายามทำให้บรรลุเป้าหมายก่อนจะขยายจากแผนรายวันเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี

หากทำได้ สิ่งที่วาดหวังเอาไว้ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

 

Secret BOX

ความกตัญญูไม่ใช่ส่วนเติมเต็มให้เป็นคนดีโดยสมบูรณ์ แต่เป็นพื้นฐานของคนดี ถ้าหากไม่มีสิ่งนี้ตั้งแต่ต้น คุณก็ไม่มีทางเป็นคนดีที่สมบูรณ์ได้

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

keyboard_arrow_up