คนแปลกหน้า

ขอบคุณนะ…คนแปลกหน้า

คนแปลกหน้า
คนแปลกหน้า

บางที คนแปลกหน้า ก็มีอิทธิพลกับชีวิต วิธีคิดและการเปิดโลกทัศน์ของเรามากกว่าที่คิด ดังเรื่องที่ฉันจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้

ขณะนี้ฉันอายุยี่สิบแล้ว เมื่อตอนที่ฉันอายุสิบหก ฉันเคยได้ทุนไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ณ ประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป มันเป็นปีที่ทั้งดีที่สุดและแย่ที่สุดในชีวิตของฉันก็ว่าได้

บ้านโฮสต์บ้านแรกที่ฉันไปพักอยู่ด้วยปฏิบัติต่อฉันไม่ค่อยดีเท่าไรนัก แต่เคราะห์ยังดีที่เขาไม่ได้พยายามบังคับให้ฉันต้องเรียน เรียน เรียน และทำการบ้านตลอดเวลาแบบลูก ๆ ของเขา วันใดที่ฉันเกิดเบื่อหรือเอือมอะไรในบ้านขึ้นมา ฉันก็มักจะวิ่งขึ้นไปบนห้องคว้ากระเป๋าเป้ แล้วลงมาตะโกนบอกเขาว่า “ไปข้างนอกนะ!” ซึ่งความจริงนั้นฉันอาจไปแค่ห้องสมุด ไปร้านหนังสือ ไปนั่งจิบช็อกโกแลตร้อนที่แสนจะเข้มข้น หรือไม่ก็อาจจะนั่งรถบัสหรือเดินไปสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดเพื่อไปเที่ยวต่างเมือง บางครั้งฉันก็นั่งรถไฟข้ามประเทศไปเตร็ดเตร่อยู่ในสถานที่แปลก ๆ โดยไม่ได้ขออนุญาตใครและไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้กระมัง ใคร ๆ ก็เลยบอกว่าฉัน “อาร์ต” ซึ่งฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำคำนี้สักเท่าไรนัก แต่ก็พอประมาณ (คิดเอาเอง) ว่ามันแปลว่าฉันออกจะพิลึกอยู่สักหน่อย แต่ด้วยนิสัยเช่นนี้จึงทำให้ฉันมีโอกาสได้พบเจอคนมากมายหลายแบบ บางคนก็น่าประทับใจ บางคนก็ทำเอาฉันขยาดไปทั้งชีวิต!

มีอยู่วันหนึ่งฉันเดินกินวอฟเฟิลอยู่ในสถานีรถไฟ ขณะกำลังรอต่อรถไฟไปเนเธอร์แลนด์ ฉันเหลือบไปเห็นคุณลุงอายุราวสี่สิบ-ห้าสิบคนหนึ่งกำลังมองจอตารางการเดินรถในสถานีรถไฟอยู่อย่างมึนงง ฉันก็เลยเดินเข้าไปถามว่าจะให้ฉันช่วยอะไรบ้างไหม ลุงคนนั้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พร้อมกับตอบกลับมาด้วยสำเนียงอเมริกันทางใต้ว่า ลุงไม่รู้ว่ารถไฟไปปารีสอยู่ที่ไหน ฉันอาสาช่วยพาเขาไปยังอินฟอร์เมชั่น พร้อมกับชี้ทางให้ว่าเขาควรไปยืนรอรถที่ชานชาลาไหน ตอนนี้ดูเหมือนกับว่าฉันกลายเป็นคนที่ชำนาญทางไปแล้ว

คนแปลกหน้า
Photo by Fabrizio Verrecchia from Pexels

ระหว่างรอรถไฟ เรายืนคุยกันนิดหนึ่ง ได้ความว่าเขาเป็นทนายมาจากนิวออร์ลีนส์ ทำให้ฉันตื่นเต้นมากเพราะ 1. ด้วยความที่ฉันโตขึ้นมากับนิยายแวมไพร์แถบลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี จึงทำให้ฉันรักนิวออร์ลีนส์ ดนตรีแจซ และบายู (Bayeux) 2. ฉันรักนิยายคอร์ทรูม (นิยายเกี่ยวกับทนายและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในศาล) เราจึงแลกอีเมลกัน เขายื่นเงินให้ฉันยี่สิบยูโรเป็นค่าตอบแทน ซึ่งฉันได้แต่ส่ายศีรษะดิก เพราะฉันคิดว่าเงินจำนวนนั้นออกจะมากเกินไปหน่อยสำหรับแค่การพาคนแปลกหน้าขึ้นรถไฟ เมื่อเทียบกับเงินแปดร้อยบาทที่ฉันเคยได้ตอนเขียนเรื่องสั้นลงนิตยสาร จากนั้นเราต่างก็แยกกันขึ้นรถไฟไปตามทาง

หลังจากเจอกันครั้งนั้น เราได้ติดต่อกันทางอีเมลอยู่หลายครั้ง เราแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องอาชีพทนาย นักเขียนนิยายแวมไพร์และคดีของเขากันอยู่สักสองสามอาทิตย์ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาขอฉันแต่งงาน ฉันรึก็ดันใสซื่อตอบไปว่า “ฉันไม่เข้าใจโจ๊กของคุณค่ะ ขอโทษที” แต่เขาเอาจริงและตอบกลับมาว่าฉันดูเป็นผู้หญิงที่ฉลาดสำหรับคนอายุขนาดนี้ เขาสามารถรอให้ฉันอายุมากกว่านี้เพื่อจะได้แต่งงานอย่างถูกกฎหมาย แล้วฉันจะได้มาเห็นนิวออร์ลีนส์! เขาว่าอย่างนั้น

ฉันรู้สึกตกใจกับคำพูดเหล่านั้น แต่ก็ปฏิเสธไปอย่างสุภาพแล้วหลังจากนั้นก็กลายเป็นเขาที่หายไป ไม่อีเมลกลับมาอีกเลย…ก็ดีเหมือนกัน เพราะฉันก็รู้สึกเข็ดและขนลุกอย่างบอกไม่ถูก

ยังมีเรื่องดี ๆ เกี่ยวกับคนแปลกหน้าอีกมากมายที่ทำให้การตัดสินคนจากภายนอกของฉันเปลี่ยนไปตลอดชีวิต อย่างตอนที่ฉันอยู่ปารีสกับเพื่อน และกำลังงุนงงกับเส้นทางของสถานีรถไฟ ฉันหันไปเห็นพ่อหนุ่มเคราดกคนหนึ่งสูบกัญชาที่ดูแล้วเขาน่าจะมวนขึ้นเอง เขาสวมเสื้อฮู้ดเก่า ๆ และยืนพิงเสาอยู่ เขาเป็นคนเดียวซึ่งไม่ดูรีบร้อนในขณะนั้น ฉันและเพื่อนเลยเลียบ ๆ เคียง ๆ เข้าไปถามด้วยภาษาฝรั่งเศสห่วย ๆ ว่า “ชานชาลานี้ไปทางไหน” พ่อหนุ่มคนนั้นตาปรือ ๆ เขาบอกทางฉันเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมชี้ไม้ชี้มือบอกอย่างเข้าใจง่าย ๆ

ตอนฉันกล่าวขอบคุณและเดินจากมา เขายังเดินมาส่งฉันและบอกอย่างสุภาพอีกว่า “เนี่ยครับ เลี้ยวนี่เลย หาทางไปได้นะ” จากพ่อหนุ่มโฮโบเคราดก เขาเลยกลายเป็นศิลปินเครางามในสายตาฉันและเหล่าสหายไปทันที เราทุกคนกรี๊ดกร๊าดกันน่าดูตอนเขาเดินหายไปแล้ว ฉันไม่แน่ใจนักว่าตลอดระยะเวลาที่เราอยู่ในปารีสเราจะได้เจอคนใจดีเช่นนี้อีกหรือไม่ เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเจอคนดีเหมือนเช่นคุณเครางามคนนี้

คนแปลกหน้า
Photo by Wendy Wei from Pexels

อีกครั้งฉันเจอ คนแปลกหน้า ในงานเทศกาลดนตรีร็อกและเมทัล สถานที่ซึ่งรวมคนและเหตุการณ์แปลก ๆ แถมยังเพี้ยนพิลึกที่สุดเท่าที่ใครจะเคยเห็นในชีวิต ตอนนั้นฉันนอนฟังเพลงอยู่ในเต็นท์ แล้วเสียงสวดบางอย่างก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงร้องอ๊าก…ดังเลื่อนลั่นมาจากอีกเต็นท์หนึ่งที่ไกลออกไป ทำให้ฉันต้องออกมาสังเกตการณ์ สิ่งที่ฉันเห็นคือคนเมานอนหลับอยู่บนพื้นหญ้ากลางคอนเสิร์ต ขณะที่ทุกคนกำลังกระโดดโลดเต้นกันอย่างลืมหายใจ แถมบางคนก็หยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่ายหน้าเขาด้วย แต่คนเมาคนนั้นยังนอนอยู่ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ถูกคนเป็นพันเป็นหมื่นเหยียบตาย นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ฉันจำได้และประทับใจมาจนวันนี้

อีกหนหนึ่ง ฉันเดินไปซื้อโค้กมาดื่มและกำลังจะข้ามจากบริเวณที่จัดงานไปอีกฝั่งเพื่อเดินดูตลาดนัด แต่ด้วยความที่ฉันกำลังเดินเมาท์กับเพื่อนอย่างเมามัน ก็เลยไปชนเข้ากับผู้ชายร่างบึ้กคนหนึ่ง เขาสูงประมาณ 190 เซนติเมตร เขายืนค้ำหัวฉัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหนวดเคราดกเฟิ้มสีแดงส้ม ข้างตัวห้อยเขาสัตว์ที่เอาไว้ใส่น้ำดื่มแบบไวกิ้ง แถมที่ไหล่มีหนามอีกต่างหาก ด้วยรูปลักษณ์ของเขาทำให้ฉันคิดว่าฉันคงเจอเข้ากับนักเลงตัวจริงเข้าให้แล้ว ฉันคิดว่าจะทำอย่างไรดี…ถ้าหากเขาเกิดโมโหขึ้นมา

ถึงสภาพการแต่งตัวของฉันตอนนั้นจะไม่ต่างจากเขาเท่าไรก็เถอะ แต่ฉันก็ได้ยินเสียงตัวเองกลืนน้ำลายดังเอื๊อกตอนเงยขึ้นมองหน้าเขา ฉันพูดขอโทษออกไปเบา ๆ แทบจะกระซิบ แต่เขากลับยิ้ม…(จริง ๆ นะ ฉันมองไม่ผิดแน่นอน) ก่อนจะถามฉันด้วยสำเนียงยุโรปเหนือว่า “ผมไม่เป็นไรหรอก คุณน่ะไม่เจ็บใช่รึเปล่า”

ฉันยิ้มกว้างด้วยความโล่งใจและผงกศีรษะให้อย่างอาย ๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เขาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษโดยเดินหลีกทางให้ฉันไปก่อน ความน่ารักของไวกิ้งคนนี้ทำให้ฉันแทบจะยิ้มค้างอยู่แบบนั้น และรู้สึกผิดขึ้นมาอีกแล้วที่ตัดสินไปก่อนว่าเขาจะแข็งกร้าวเหมือนรูปลักษณ์ หรือตอนที่ฉันกำลังดูวงดนตรีอยู่และถูกกระแทกเบียดไปเบียดมาจนเกือบล้ม คนข้างหลังซึ่งเป็นขาร็อกก็ช่วยพยุงฉันขึ้นแล้วถามอย่างเป็นห่วงเป็นใย แถมยังชูนิ้วโป้งให้อีก

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกดี ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคนจึงชอบคิดไปต่าง ๆ นานาว่าพวกชอบดนตรีเมทัลมักมีนิสัยโหดร้ายบ้าเลือด สำหรับฉันต้องยอมรับว่าฉันคิดผิดถนัดจริง ๆ

ยังมีเรื่องเล่าอีกเยอะที่เกี่ยวกับผู้คนที่ฉันได้พบเจอมา แต่เกรงว่าหน้ากระดาษจะไม่พอ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคนหรือเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของฉันจะดีหรือร้ายเพียงใด พวกเขาก็ทำให้ฉันได้เรียนรู้ประสบการณ์ ตลอดจนทำให้ฉันมีความระแวดระวังเพิ่มขึ้น

ขอบคุณนะคะ คนแปลกหน้าทั้งหลาย

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  Willow Grey

Photo by Pixabay from Pexels

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

ลงมือทำ (ธรรม)…ธรรมะจาก ยุง : เรื่องจากผู้อ่านนิตยสาร Secret

วงดนตรีจิตอาสา “ปันฮัก” ใช้ดนตรีเป็นสะพานบุญ ตั้งกล่องรับบริจาคตามตลาดนัด

keyboard_arrow_up