บราซิล

ท่องราตรีเดี่ยว เที่ยวหนีตาย ในแม่น้ำแอมะซอน บราซิล

บราซิล
บราซิล

ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวสำรวจโลกมาแล้ว 7 ทวีป มากกว่าร้อยประเทศ ต้องเรียกได้ว่าจังหวะของชีวิตพาไปเพราะอาศัยงานประจำเป็นลูกเรือสำราญหรูระดับโลก ได้ไปบางประเทศที่ไกลโพ้นจนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน บ้างก็อยู่หลบมุม ต้องค้นหาจากลุงกู (เกิล) ว่าอยู่ซอกใดในแผนที่โลก จนบางครั้งอดถามตัวเองไม่ได้ว่านี่คือความจริงหรือความฝัน (บราซิล)

ด้วยความที่ต้องเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ ต่างภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม แน่นอนย่อมเกิดความเหมือนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง การปรับตัวจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เพื่ออยู่รอดและอยู่อย่างมีความสุขในช่วงชีวิตอันแสนสั้นนี้

พระท่านกล่าวไว้ว่า การเกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย และการดำเนินชีวิตให้เป็นมนุษย์ก็หาได้ง่ายเช่นกัน จากเสี้ยวส่วนหนึ่งของชีวิตที่ได้ไปสัมผัสไปใช้เวลาช่วงหนึ่งในต่างแดน วันนี้ขอกล่าวถึงเมืองหนึ่งซึ่งอยู่แสนไกลในป่าเขาลำเนาไพร ดินแดนต้นกำเนิดและอาศัยของปลาปิรันยาและอะนาคอนดา นั่นคือประเทศบราซิล

ชื่อ บราซิล มาจากต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “บราซิลวูด” (Pau-Brasil) ในภาษาโปรตุเกส ซึ่งใช้ย้อมผ้าให้เป็นสีแดงด้วยเปลือกไม้ของมัน ประเทศบราซิลเป็นดินแดนแห่งเกษตรกรรมและป่าเขตร้อน อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย รวมทั้งแรงงานจำนวนมาก ทำให้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และประมาณอันดับที่ 10 ของโลก

ในอดีตชาวโปรตุเกสได้ยึดครองประเทศ รวมทั้งได้ใช้กองทัพเข้าควบคุมบังคับชาวพื้นเมืองให้ทำงานในไร่นาและเหมืองแร่ ทำให้ได้วัฒนธรรมจากชาวยุโรป รวมทั้งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วย เมืองที่ผู้เขียนได้ไปใช้ชีวิตในช่วงเทศกาลเคานต์ดาวน์ปีใหม่สองปีซ้อนคือ “มาเนาส์” (Manaus) เป็นเมืองหลวงของรัฐอามาโซนัส ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบกันของแม่น้ำเนโกรและแม่น้ำโซลิโมย ที่นี่ถือว่าเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ห่างจากเมืองหลวงของบราซิล 3,490 กิโลเมตร ชื่อเมืองหมายถึง “พระมารดาของพระเจ้า”

บราซิล
Image by Andrea Meakin from Pixabay

เรือสำราญล่องไปตามแม่น้ำแอมะซอนเป็นระยะทางกว่าพันกิโลเมตร เพื่อจะไปจอดค้างคืนและเที่ยวดูป่าเขาหนาทึบที่นี่ (Amazon อ่านว่า แอ – มะ – ซอน ไม่ใช่ อะ – เม – ซอน แน่นอนว่าชาวไทยอ่านว่า อะ – เม – ซอน ซึ่งเวลาผมพูดกับฝรั่ง หากอ่านออกเสียงเยี่ยงนี้ ฝรั่งมักจะเลียนแบบพฤติกรรมของไก่คอเอียง ตาเกลือกกลิ้งคิ้วขมวด ที่กำลังทำท่าสับสนงงงวยยิ่ง) เรือจอดค้างคืนสองคืน กัปตันได้ส่งสารเพื่อเตือนผู้โดยสารและลูกเรือเรื่องความปลอดภัยเป็นข้อ ๆ กระนั้นก็ยังมีเหยื่อของมิจฉาชีพและโจรที่โดนปล้นกันเป็นว่าเล่น ผู้โดยสารบางท่านที่ไปทัวร์กับบริษัทย่อมได้รับความคุ้มครองและเกิดความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย ส่วนใครต้องการท่องเที่ยวอิสระไม่ซื้อทัวร์จากเรือสำราญ ราคาอาจจะถูกกว่าแต่มีความเสี่ยงยิ่ง ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นลูกเรือ บางครั้งหากพอมีเวลาก็จะไปทัวร์ฟรีกับบริษัท แต่ถ้าตารางเวลาไม่ตรงกันก็ต้องไปเที่ยวกันเอง คืนแรกผ่านไปพร้อมเรื่องใหญ่ เพราะลูกเรือชาวอเมริกันเป็นนักดนตรี ถูกมอมยาและรูดทรัพย์เอาเงินทองของติดตัวไปทุกอย่าง พร้อมสตางค์หายเกลี้ยง แถมเมาไม่รู้สติ เขาบอกว่าดื่มเครื่องดื่มแล้วเหมือนโดนใส่ยา ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดในการดื่มกินอาหารในสถานที่ที่เราไม่คุ้นเคย ควรดื่มจากขวดที่เปิดใหม่ทุกครั้ง และไม่ควรละสายตาทิ้งเครื่องดื่ม อาหารไว้ เนื่องจากมิจฉาชีพอาจใส่ยาให้เมาจนหมดสติ (Spike Drink) หากจำเป็นต้องออกไปเที่ยวควรจะไปเป็นกลุ่มเพื่อจะได้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ตามตำรากล่าวว่า หนึ่งคนหัวหาย สองคนเพื่อนตาย แต่เราต้องไม่ตายไปกับเพื่อน

กิจกรรมช่วงกลางวันผู้เขียนได้นั่งเรือไปกับเพื่อน ไปจับงูอะนาคอนดาและตกปลาปิรันยา ถ้าตกน้ำไปคงโดนตอด อาจรอดชีวิตยาก เคล็ดลับเขาบอกว่า หากตกน้ำให้ดิ้นแบบแร็พเตอร์เวอร์ชันคันหู คันหาง ยังไงก็ได้ ไม่ให้นิ่ง เพราะปลาจะเข้าใจว่าเป็นซากสัตว์ที่กินได้ แล้วจากนั้นค่อยว่ายกลับเข้าฝั่งดั่งพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เรื่อง พระมหาชนก ที่ว่ายน้ำจนมีชีวิตรอดมาได้ จากนั้นผู้เขียนก็ได้ไปดูแม่น้ำสองสีที่บรรจบกัน แม้ต่างสีแต่ก็อยู่ด้วยกันได้อย่างปรองดองสวยงาม

บราซิล
Image by ediladoler from Pixabay

มีอยู่ค่ำคืนหนึ่ง ด้วยจริตของผู้เขียนที่เป็นคนชอบเที่ยวแบบเข้าถึงท้องที่เพื่อพบปะคนท้องถิ่น ทำตัวเหมือน สส (กระเสือก-กระสน) อย่างปีก่อนเคยได้ไปท่องราตรีกับเพื่อนที่คลับแห่งนี้ เป็นคลับที่มีนักท่องราตรีเยอะถึงขั้นต่อแถวเข้าคิวยาวเกือบกิโลเมตร ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นคนเที่ยวที่ต้องต่อแถวกันยาวล้นขนาดนี้ ขนาดเมืองใหญ่ ๆ อย่างนิวยอร์กหรือยุโรปก็ยังไม่เคยเห็นจริง ๆ จะทิ้งโอกาสนาน ๆ มาทีปีละหนได้อย่างไร เพราะถึงแม้ปีนี้เพื่อนหลายคนทำงานเหนื่อยและพักอยู่ในกระดองห้องนอนแคบ ๆ บนเรือ แต่ตัวเองมีตารางทำงานที่เป็นใจ กลางวันทำงานเป็นเลขาฯ จึงอาสาพาร่างตัวเองออกไปผ่อนคลาย ฟังเพลงและดูวิถีราตรีค่ำคืนนั้นที่ในคลับ ส่วนตัวเป็นคนไม่ดื่มน้ำเมาราวสิบกว่าปีมาแล้ว จึงมีสติสัมปชัญญะทุกเมื่อ คลับแห่งนี้เปิดเพลงพื้นเมืองและสากลน่าประทับใจยิ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือ เพราะเรือจอดติดตัวเมือง เดินไปไม่ถึงสิบนาที ราตรีนั้นผู้เขียนได้ใส่เสื้อผ้ากางเกงขายาวเสื้อกีฬาเหมือนทำท่าพร้อมวิ่งสู้ฟัด ความดึกสงัดในช่วงก่อนปีใหม่มีแสงไฟจากต้นคริสต์มาสตกแต่งสวยงาม ยามนั้นมีแต่แก๊งสเตอร์วัยรุ่น บนถนนสายนั้นที่มีแสงไฟข้างทางส่องมาบ้างมีหญิงชราผู้หนึ่งซึ่งสนทนาเป็นภาษาโปรตุเกส เข้าใจภาษาเอสปานอลที่ผู้เขียนพอพูดและเข้าใจได้บ้าง นางเล่าให้ฟังว่า ต้องระวังนะ ที่นี่ขนาดนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นก็โดนปล้น มีอยู่คนหนึ่งต่อสู้จึงโดนฆ่าปาดคอ นางเข้าใจว่าสภาพหนังหน้าของผู้เขียนน่าจะเป็นคนญี่ปุ่น หรือไม่ก็ชาวจีน นี่ขนาดไม่ได้ไปจิ้มหน้าบล็อกหน้าแบบเกาหลีมานะ แต่อยู่ต่างแดนน้อยคนนักจะทายถูกว่าเป็นคนไทย

ต้องยอมรับและสารภาพว่าคืนนั้นผู้เขียนเอาเงินซ่อนไว้ในรองเท้าผ้าใบจำนวนเงินพอใช้จ่าย หากโดนปล้นไปก็ไม่เสียดาย ถือว่าซื้อประสบการณ์ ผู้เขียนไม่ใส่แม้แต่นาฬิกาหรือเครื่องประดับ พาแต่ตัวและหัวใจที่พองโตพร้อมลุยเต็มที่อย่างมีสติ แบบเที่ยวได้สำราญโลดแต่ต้องปลอดภัย มีวัยรุ่นหลายคนคอยเข้ามาพูดคุย เราได้แต่ยิ้มแล้วบอกว่า “สวัสดี สบายดีไหม ไอคุยภาษายูไม่เป็นนะ ขอตัวก่อน” พร้อมยิ้มให้อย่างเป็นมิตรด้วยดวงตาแห่งเจตนาดี แต่ตอนนั้นก็นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ตลอดเวลา อย่างน้อยที่สุดก็เชื่อเสมอว่า “คุณพระคุ้มครอง” ที่พึ่งทางจิตใจสามารถพิชิตความกลัวได้อย่างมีสติ เพราะคนเรา “ไม่ถึงที่ตายคงไม่วายชีวาวาตม์ ใครพิฆาตเข่นฆ่าไม่อาสัญ ถึงที่ตายคงต้องวายชีวาวัน แม้ใครไม่เข่นฆ่าฟันก็บรรลัย”

นี่คือประสบการณ์ของค่ำคืนหนึ่งในต่างแดนของผู้เขียนที่เต็มไปด้วยคำว่า “สติ”

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  โอม สมรัชนะ มูลสาย

Image by Oscar Castillo from Pixabay

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

ผลของการเจริญสติที่ถูกต้อง โดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

keyboard_arrow_up