ผมเคยเป็นคนไม่มีศาสนา

คนไม่มีศาสนา
คนไม่มีศาสนา

เรื่องจริงครับ ถึงขนาดว่าในใบสมัครงานทุกใบที่ช่องว่างหลังคำว่าศาสนา ผมจะใส่เครื่องหมายขีดกลาง (Dash) เอาไว้ และหากมีใครถามว่าผมนับถือศาสนาอะไร ผมก็จะตอบไปว่า  คนไม่มีศาสนา

“ผมไม่มีศาสนา และไม่ได้ศรัทธาที่จะนับถือศาสนาใด”

หากย้อนกลับไปในวัยเด็ก ใช่ว่าผมจะถูกสั่งสอนให้ห่างเหินศาสนา กลับกัน ผมนั้นถูกบ่มเพาะให้ใกล้ชิดกับศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก ช่วงปิดเทอม ผมมักติดสอยห้อยตามยายไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัดเป็นประจำ ที่สำคัญ
กว่านั้น ผมสมัครเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ด้วย คนไม่มีศาสนา

แต่เมื่อเติบโตขึ้นผมกลับไม่ศรัทธาในพิธีกรรมเหล่านั้น เพราะไม่เห็นว่ามันจะช่วยยังประโยชน์ใดให้ตนเองและสังคมได้ ซ้ำร้ายกว่านั้น ผมบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ตามประเพณีทั้งที่ไม่ได้มีศรัทธาอย่างแท้จริง รู้สึกเหมือนเป็นเพียงพิธีกรรมหนึ่งที่จำต้องทำไป จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีสิ่งใดทำให้ผมเกิดศรัทธาได้ แม้ผมมีวัตรปฏิบัติที่พระสงฆ์ควรพึงกระทำอย่างครบถ้วนมิได้บกพร่อง แต่ผมก็สึกออกมากับความว่างเปล่าโดยไม่ได้สิ่งใดติดไม้ติดมือมาเลย

จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตผม วันนั้นผมนั่งหน้าทีวี เปลี่ยนช่องไปเจอรายการของพระอาจารย์ท่านหนึ่งกำลังให้สัมภาษณ์ว่า

“คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า นิพพานเป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกิน และเข้าใจว่าต้องรออีกเป็นร้อยเป็นพันชาติจึงจะสั่งสมบุญให้ถึงนิพพานได้ แต่จริง ๆ แล้วนิพพานเป็นเรื่องเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้ทันที ทุกคนสามารถทำได้เลย ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ดูอย่างองคุลิมาลสิ ฆ่าคนมาแล้วตั้ง 999 ศพ อีกแค่ศพเดียวก็จะครบพันศพแล้ว แต่เมื่อเจอพระพุทธเจ้าเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น ก็เกิดดวงตาเห็นธรรมทันที”

นี่เป็นภาพของศาสนาที่ผมเห็นชัดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาตลอดชีวิต ผมนั่งบนโซฟา ในมือยังถือรีโมตค้างไว้ ประกายตาผมลุกโพลงราวกับเห็นแสงสว่างที่เจิดจ้าที่สุดในชีวิต

คนไม่มีศาสนา
Photo by Sarah Ball on Unsplash

พิธีกรถามต่อว่า

“แล้วการไหว้พระ สวดมนต์ หรือนั่งสมาธิ จะได้บุญอย่างไรครับ เพราะไม่เห็นได้ทำประโยชน์อะไรให้ใครเลย เพียงแต่ท่องบ่นและหลับตาทำสมาธิเฉย ๆ จะไม่เสียเวลาหรือครับ ถ้าเราเอาเวลานั้นไปช่วยเหลือผู้อื่น จะได้บุญหรือประโยชน์มากกว่าหรือเปล่าครับ”

คำถามนี้ตรงใจผมมาก เพราะเป็นสิ่งที่สงสัยมานาน

“การไหว้พระ สวดมนต์ เป็นการสืบทอดมรดกทางพุทธศาสนา เป็นการท่องบ่นคำสอนของพระพุทธเจ้า และยังเป็นการฝึกสมาธิขั้นพื้นฐานอีกด้วย ส่วนการนั่งสมาธิแม้เป็นการนั่งเฉย ๆ ก็จริง แต่ยังประโยชน์มากมายทั้งกับ
ตนเองและผู้อื่น เพราะมันคือการหยุดการกระทำทั้งมวล หยุดทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว เพราะในชีวิตประจำวันของเราอาจทำทั้งกรรมดีและกรรมทั่วไปโดยที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว พอเรานั่งสมาธิเท่ากับเราได้หยุดทั้งกายและใจเอาไว้ขณะหนึ่ง แต่นี่เป็นเพียงบุญแรกเท่านั้น อีกบุญของการนั่งสมาธิคือเราจะได้กลับมาฝึกฝนการมองกลับมาที่ตนเอง มองย้อนกลับมาที่ตัวของเราเอง หากเปรียบตัวเองเหมือนน้ำในแก้ว เราใช้ชีวิตประจำวันในทุกวันนี้ เหมือนเรากำลังกวนน้ำในแก้วตลอดเวลา การได้นั่งสมาธิเหมือนเราปล่อยให้น้ำนิ่ง เมื่อน้ำนิ่ง ตะกอนก็จะตกลงไปด้านล่าง น้ำข้างบนก็ใส”

พระอาจารย์ตอบยาว แต่เฉียบคม ผมจ้องทีวีตาไม่กะพริบ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมบอกตัวเองว่า “ผมศรัทธาและนับถือศาสนาพุทธ”

คำสอนของพระอาจารย์ท่านนี้เข้าไปอยู่ในหัวใจผม ทำให้คนไม่มีศาสนาอย่างผมสามารถศรัทธาในพุทธศาสนาได้อย่างฉับพลัน คำของพระอาจารย์เป็นคำง่าย ๆ ไม่มีแม้แต่บาลีใด ๆ แต่ในทุกถ้อยคำทำให้เห็นภาพชัดเจน
และทรงพลังยิ่ง

ถึงวินาทีนี้ ผมยืนยันได้อย่างเต็มปากเต็มคำโดยไม่เขินอายว่า “ผมศรัทธาและนับถือในศาสนาพุทธเป็นอย่างยิ่ง” และพระอาจารย์ผู้เปิดเส้นทางแห่งความศรัทธาให้ผมก็คือ พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ปราชญ์แห่งยุค

อยากเชิญชวนให้ทุกคนพิสูจน์ด้วยตัวเองครับว่า “การเห็นธรรมเป็นเรื่องฉับพลันจริง ๆ”

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  นับหนึ่ง

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine


บทความน่าสนใจ

พุทธศาสนาคือศาสนาแห่งความสุข โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

Dhamma Daily: ศรัทธาในชีวิตจำเป็นแค่ไหน ท่าน ว. วชิรเมธี มีคำตอบ

Dhamma Daily : ควรทำอย่างไร เมื่ออยาก เปลี่ยนศาสนา แต่เกรงใจครอบครัว

keyboard_arrow_up