เรื่องจริงจากเรือนจำ

เรื่องจริงจากเรือนจํา ความในใจของผู้ต้องขังผู้ใช้บทสวดมนต์กล่อมเกลาจิตใจ

เรื่องจริงจากเรือนจำ
เรื่องจริงจากเรือนจำ

ในช่วงชีวิตคนเรา ผมเชื่อแน่ว่าหลายท่านคงจะประสบพบเจอ “ปัญหา” แทบทุกวัน แต่ปัญหาของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป บางท่านเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนั้นคือ “หนีปัญหา” แต่สิ่งที่จะตามมาจากการหนีปัญหาคือ “ตัวปัญหา” ซึ่งเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ไม่อยากพบเจอ แต่ถ้าเราใช้สติในการแก้ รับรองว่า “ปัญหา” ก็จะไม่เกิดขึ้น เรื่องจริงจากเรือนจำ

เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ผมอยากให้คุณผู้อ่านได้อ่าน เผื่อว่าจะมีประโยชน์ในยามที่คุณต้องพบเจอ “ปัญหา” และต้องการหาทางแก้ไข

เช้าวันนั้นเป็นวันที่ 17 กันยายน ผมจะต้องออกไปติดต่องานกับลูกค้าตามปกติ ผมตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมด้วยภารกิจที่จะต้องปฏิบัติทุกวัน คือการไปส่งลูกที่โรงเรียน โดยมีภรรยาของผมเป็นผู้ช่วยที่แสนดี เวลาไปส่งลูกที่โรงเรียน ผมจะกอดลูกแล้วจูบลูกที่หน้าผากทุกครั้ง

ในวันนั้นฝนตกหนักมาก เหมือนจะเป็นลางบอกเหตุ แถมภรรยาของผมยังพูดอีกว่า

“วันนี้ฝันไม่ค่อยดีเลย ฝันว่าฟันหัก และลูกบอกด้วยว่าลูกตกเหว ไม่มีใครช่วยเลย”

ผมฟังแล้วก็ไม่ได้ฉุกคิดอะไร วันนั้นฝนตกทั้งวัน ทําให้น้ำท่วมทางเข้าหมู่บ้าน การสัญจรเข้าออกลําบากมาก พอได้เวลาเลิกเรียนผมต้องขับรถไปรับลูกที่โรงเรียน แต่วันนั้นฝนที่ตกลงมาทําให้น้ำท่วมทางเข้าโรงเรียนของลูกสูงมาก

ด้วยความเป็นห่วงลูก ผมตัดสินใจฝ่าน้ำที่ท่วมสูงเกือบครึ่งคันรถเข้าไป ผมขับรถไปถึงหน้าโรงเรียนของลูก วินาทีนั้นผมถูกตํารวจชุดสืบสวนขับรถมาประกบและขอตรวจค้น ผมไม่ได้ขัดขืนอะไร สิ่งแรกที่ผมได้ยินจากปากเจ้าหน้าที่ตํารวจคือ “คุณมีหมายจับ” ในเวลานั้นเป็นเวลาที่ลูกของผมเลิกเรียนพอดี วินาทีนั้นผมรู้ถึงปัญหาที่ผมเคยก่อไว้ และผมก็หนีปัญหานี้มาตลอด จนในที่สุดตัวปัญหาคือผมก็ต้องหมดอิสรภาพ

ในขณะนั้นลูกของผมเดินลงมากับครูประจําชั้น ผมเองต้องทําอาการเป็นปกติ ไม่ให้ลูกตกใจ และบอกเขาว่า “เดี๋ยวป๊ากับหนูต้องนั่งรถไปกับเพื่อนป๊านะคะ”

ตอนนั้นในใจผมพูดกับตัวเองตลอดว่า ต้องไม่แสดงความตกใจให้ลูกเห็น ขณะเดินทางไปยังสถานีตํารวจ ตอนที่อยู่ในรถผมกอดลูกแน่น แต่ก็ไม่กล้าบอกอะไรเขา

ลูกของผมพูดขึ้นมาว่า “ป๊าคะ คุณครูสอนว่าถ้าเกิดเหตุร้ายให้กดโทรศัพท์เลข 191”

ผมเองได้ยินคําพูดของลูกที่แสดงถึงความไร้เดียงสาแล้วหัวใจของผมแทบแตกสลาย ผมรวบรวมสติแล้วรีบโทรศัพท์แจ้งให้ภรรยาที่กําลังเลี้ยงลูกของผมอยู่อีกหนึ่งคนทราบข่าวร้าย ผมอธิบายให้เธอฟัง เธอตกใจและร้องไห้ออกมา เพราะภรรยาของผมไม่รู้เรื่องที่ผมก่อไว้มาก่อน

หลังจากที่เดินทางมาถึงสถานีตํารวจ ภรรยาของผมและลูกน้อยอีกคนก็มาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน อันที่จริงคดีของผมในขณะนั้นสามารถยอมความกันได้ แต่เจ้าทุกข์ของผมไม่ยอมความ คงเป็นเพราะผมหนีปัญหามาหลายปีแล้ว และคงเป็นเพราะความโกรธผสมด้วยความแค้นที่เขาต้องตามตัวผมมาตลอด ผมมองดูลูกด้วยความสงสารและเป็นห่วง ลูกเรียกให้ผมกลับบ้านด้วย แต่ผมต้องหาเหตุผลบอกเขาไปว่า “ป๊าต้องไปทํางานกับเพื่อน เดี๋ยวป๊าจะตามกลับไป”

 

กดเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป>>>

keyboard_arrow_up