True Story : จะผ่าตัดมากี่ร้อยครั้ง ใจฉันก็ยังสู้ แม้ไม่รู้ว่าจะมีลมหายใจอยู่อีกนานแค่ไหน

จะมีลมหายใจอยู่อีกนานแค่ไหน
จะมีลมหายใจอยู่อีกนานแค่ไหน

True Story : จะผ่าตัดมากี่ร้อยครั้ง ใจฉันก็ยังสู้ แม้ไม่รู้ว่า จะมีลมหายใจอยู่อีกนานแค่ไหน

ถึงฉันจะผ่านการผ่าตัดมากี่ร้อยครั้ง ใจของฉันก็ยังจะสู้ แม้ไม่รู้ว่า จะมีลมหายใจอยู่อีกนานแค่ไหน ก็ตาม เพราะความรักที่ฉันมีต่อแม่ หรือวิบากกรรมก็ตาม

“ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ อวัยวะบางส่วนของทารกพิการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ มีโอกาสสูงมากที่เด็กจะเสียชีวิตภายในสองชั่วโมงนี้…หมออยากให้คุณพ่อทำใจนะครับ”

พ่อเล่าว่า พอสิ้นเสียงหมอ หัวใจพ่อก็แทบแหลกสลาย แข้งขาอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง…

ตรงหน้าพ่อคือ ทารกเพศหญิงผิวขาวซีด หายใจแผ่วเบา หน้าท้องเป็นแผลดูคล้ายหลุมขนาดใหญ่ ไม่มีผิวหนังห่อหุ้มไว้เผยให้เห็นอวัยวะภายในที่เต็มไปด้วยเลือดลำไส้หลุดออกมากองภายนอก ดูทั้งน่ากลัวและน่าเวทนายิ่งนัก

พ่อกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว โผเข้าไปคุกเข่าอ้อนวอนให้หมอช่วยรักษาลูกให้รอดชีวิต แม้ลึกๆ รู้ดีว่าหมอช่วยอย่างสุดความสามารถแล้ว และทันทีที่ยาสลบหมดฤทธิ์ แม่ก็แทบจะเป็นลมสลบไปอีกครั้งเมื่อเห็นสภาพของลูกน้อย แต่ด้วยพลังรักอันยิ่งใหญ่ แม่จึงกลั้นน้ำตาไว้แล้วขออนุญาตหมอดูแลลูกด้วยตัวเองจนกว่าสองชั่วโมงที่ว่านั้นจะสิ้นสุดลง

แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปกว่าสามชั่วโมงแล้ว แต่ทารกน้อยก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรง มิหนำซ้ำยังดูดนมได้มากขึ้น ส่งเสียงร้องไห้ดังลั่น และเริ่มขับถ่ายเช่นเดียวกับเด็กปกติ สร้างความประหลาดใจให้ทีมแพทย์เป็นอย่างยิ่ง

หลังจากพักฟื้นและสังเกตอาการอยู่ที่โรงพยาบาลนานถึงสามเดือนเต็ม หมอจึงอนุญาตให้แม่พา ฉัน หรือ เด็กหญิงวรรณอนงค์ พิริยะปัญญาพร กลับบ้านได้ แต่หมอกำชับให้แม่หมั่นพาฉันกลับมาเช็กร่างกายเสมอๆ เพราะหน้าท้องยังคงเปิด และลำไส้ของฉันยังคงอยู่ภายนอกร่างกาย แม้จะดูแย่แต่ฉันก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ไม่ต่างจากเด็กปกติ เพราะหมอใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ดีที่สุดมาปิดปากแผลไว้

พ่อและแม่ดูแลฉันอย่างดีเหมือนไข่ในหิน แม่พยายามคัดเลือกของใช้เด็กที่คุณภาพที่ดีที่สุดให้ฉัน และแม้จะว่าจ้างพี่เลี้ยงเด็กถึงสองคน แต่แม่ก็ยังซักเสื้อผ้าของฉันเอง อีกทั้งยงเย็บผ้าห่ม ที่นอน หมอน และของเล่นให้ฉันด้วยตัวเอง พร้อม ๆ กับบริหารธุรกิจยางพาราขนาดใหญ่ไปด้วย แต่ฉันก็ไม่เคยได้ยินแม่บ่นหรือแสดงอาการเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของฉัน เพราะฉันต้องเข้ารับการรักษาเป็นประจำตั้งแต่เด็ก หมอหลายคนที่เฝ้าสังเกตอาการของฉันพูดว่า ฉันคือปาฏิหาริย์แห่งวงการแพทย์ เพราะไม่เคยมีเด็กที่กล้ามเนื้อหน้าท้องพิการแต่กำเนิดคนไหนอยู่ได้นานเกิดเจ็ดขวบเลยสักคน

 

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>>

keyboard_arrow_up