พบธรรมเมื่อครั้งหลงป่า ประสบการณ์ที่ช่วยให้มีสติพร้อมรับความตาย

หลงป่า
หลงป่า

ประเทศไทยในปัจจุบันยังมีพื้นที่ปา†มากพอให้ผู้คŒนเข้าไปหลงอีกหรือ คำถามนี้คงมีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยสงสัย เช่นเดียวกันกับครั้งที่ฉันฉุกคิดยามย่างกรายเดินทางเข้าป่า† โดยไม่คิดว่าจะเป็นพวกเราเองที่ได้ลิ้มรสการติดป่าเขŒาจริง ๆ… หลงป่า

เมื่อย้อนกลับไปหลายปีก่อน เส้นทางและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นป่าทางตอนเหนือของ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีความแตกต่างและเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด แหล่งท่องเที่ยวหนึ่งซึ่งน้อยคนจะรู้จักหรือได้เข้าไปชื่นชมอย่างใกล้ชิดในเวลานั้นคือ “น้ำตกแพรกตะคร้อ” ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอปราณบุรีต่อกับอำเภอหัวหิน

ชาวบ้านร่ำลือกันว่า น้ำตกแพรกตะคร้อเป็น “น้ำตกขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในป่าทึบ มีลำธารไหลคดเคี้ยวไปตามป่าดงดิบ มีแก่งหินและวังน้ำกระจายอยู่ทั่วไป สวยงามมาก”

ด้วยชื่อเสียงและความสวยงาม น้ำตกแห่งนี้จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เย้ายวนใจนักแสวงหาและผู้ที่ชื่นชอบเสพสุนทรีย์จากธรรมชาติ ซึ่งฉันก็เป็นคนหนึ่งในนั้นที่ชอบความท้าทาย และชอบท่องเที่ยวไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่ธรรมชาติรังสรรค์ผลงานอันงดงามไว้

วันนั้นเป็นวันพระใหญ่ พวกเราออกเดินทางไปทำบุญตามวัดป่าในพื้นที่ชายแดน เขตอำเภอหัวหิน ตามปกติ หลังจากที่พวกเราทำบุญตอนเช้าเสร็จแล้ว ในช่วงบ่ายจึงมีเวลาเหลือมากพอที่จะท่องเที่ยวไปยังสถานที่ใกล้เคียง โดยมีน้ำตกแพรกตะคร้อเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว อาจเป็นเพราะความเคยชินในกิจวัตรการทำบุญ และเส้นทางที่จะไปนั้น พวกเราเคยใช้งานอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้ขาดความใส่ใจที่จะเตรียมความพร้อมในการเดินทาง เราจึงออกเดินทางไปโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น

พาหนะที่ใช้เดินทางเป็นเพียงรถปิกอัพขับเคลื่อนสองล้อ หนทางเข้าสู่น้ำตกเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ พอ ๆ กับความลาดชันของพื้นที่และถนนที่ทวีความทุรกันดารเพิ่มขึ้นตามลำดับ เราขับผ่านลำห้วยที่กัดเซาะถนนนับไม่ถ้วน ขณะเดียวกันกับที่ดวงตะวันเริ่มอ่อนแสงลงทุกที พวกเรามีความเห็นว่า การสำรวจเส้นทางใหม่ครั้งนี้จำต้องสิ้นสุดลงเสียแล้วเพราะเงื่อนไขของเวลา เราจึงหันรถกลับทั้ง ๆ ที่เหลือระยะทางเพียง 6 – 7 กิโลเมตรเท่านั้นก็จะถึงจุดหมายปลายทาง

แต่แล้วเมื่อรถเคลื่อนผ่านลำห้วยแรกไปได้ครึ่งทางก็ต้องชะงักลงเมื่อกันชนไปกระแทกเข้ากับสิ่งกีดขวางบางอย่างใต้น้ำ ทุกคนลงจากรถตั้งสติ และหาหนทางเพื่อให้รถพ้นจากน้ำ เราทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา ด้วยระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที ในที่สุดเราก็ต้องตัดสินใจสละรถทิ้งไว้ แล้วเดินเท้าออกจากป่า

พวกเราไม่มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือสำหรับใช้ชีวิตในป่าเลยแม้แต่ชิ้นเดียว แม้กระทั่งอาหารหรือน้ำก็ไม่มีใครเตรียมมา เพราะความประมาทเป็นสาเหตุ เวลานั้นเรามีมีดและมือถือเป็นของเพียงสองสิ่งที่ใช้ต่อชีวิตพวกเรา มือถือก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสื่อสารเพื่อติดต่อขอความช่วยเหลือจากโลกภายนอก ทว่าใช้เป็นแสงสว่างอย่างเดียวที่พวกเรามี

หลงป่า
Photo by Ju On on Unsplash

เรามุ่งหน้าเดิน เดิน เดิน และเดิน เพื่อหาทางให้พ้นออกไปจากป่าทึบนี้ให้ได้ ในช่วงเวลานั้นไม่มีอะไรดีไปกว่าการหาเรื่องสร้างสรรค์พูดคุยกันเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ แม้ในใจทุกคนจะรู้ว่ามีความหวังริบหรี่เพียงใดก็ตาม ความน่ากลัวยามค่ำคืนบวกกับเส้นทางที่แคบและลาดชันทำให้จิตใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ เราเดินขนานไปกับหน้าผาที่พร้อมมอบความตายให้เราทุกฝีก้าว เราเดินไปอย่างไม่รู้ว่าปลายทางจะมาถึงเมื่อไร หรือจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราบ้าง

พวกเราบางคนเป็นลมล้มพับ บางคนขาหมดแรง เราหยุดพักเป็นช่วง ๆ เสียงคุยเริ่มเงียบลงไปพร้อมกับความอ่อนล้า ความหมดหวัง ในที่สุดความเงียบก็เข้ามาแทนที่ วินาทีนั้นจิตที่จดจ่ออยู่กับจุดหมายปลายทางก็กลับมาอยู่ที่เวลาในปัจจุบันที่พวกเรายังคงอยู่กันพร้อมหน้า เราคิดกันนาทีต่อนาที…คำว่า “อนาคต” เลือนรางลงเรื่อยๆ

ตอนนั้นสิ่งเดียวที่แวบขึ้นมาในใจของใครคนหนึ่งคือ “ธรรมะ” ไม่มีใครล่วงรู้ว่า ความตายจะมาเยือนเมื่อใด เราจึงพร้อมใจกันสวดมนต์ เราสวดบทอิติปิโสซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งสวดไปหยุดไป และสวดไปเรื่อย ๆ พร้อมยิ้มรับสิ่งไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้น…แม้กระทั่งความตาย

วันนั้นพระจันทร์ดวงกลมโตสวยสว่างอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน วินาทีที่อยู่กับปัจจุบันทุกอย่างช้าลง พวกเรามีโอกาสพิจารณาสิ่งรอบตัวอย่างมีสติ ดื่มด่ำกับพลังของธรรมชาติ จิตอยู่ที่ขาและปากที่บริกรรม เราช่วยกันสวดมนต์เสียงดังเพื่อขับไล่สัตว์ร้ายในป่าลึก และเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้พวกเราเอง

เราสวดมนต์ให้เจ้าป่าเจ้าเขา ให้เจ้ากรรมนายเวร ให้ดวงจิตดวงวิญญาณ ทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จัก เราอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พอจะนึกถึงได้ในเวลานั้นมาฟังเราสวดมนต์ ในขณะที่ขาก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่คำนึงถึงจุดหมายอีกต่อไปแล้ว หลงป่า

และแล้ว…ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น! ขณะที่เราก้มหน้าก้มตาเดินนั่นเอง มีแสงไฟรถสาดมากระทบร่างกายของพวกเรา เราลิ้มรสความปีติไม่ทันอิ่ม ความกังวลก็พลันเข้ามาแทนที่ เพราะเมื่อไฟรถส่องผ่านไปจึงทำให้เรามองเห็นคนที่นั่งอยู่ท้ายกระบะชัดเจนขึ้น เขาเหล่านั้นเป็นชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำ มีทั้งหมดประมาณ 5 – 6 คน พร้อมอาวุธครบมือ เราไม่รู้จะทำอย่างไร จึงทำใจดีสู้เสือ เล่าถึงเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง โชคดีที่เขายินดีพาผู้หญิงขึ้นรถไปส่งไว้กับชาวบ้านข้างนอก และยังมีน้ำใจช่วยเรากู้รถขึ้นจากลำน้ำ

พอสว่าง ทุกอย่างก็กลับเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราเดินกลางป่ากันมาทั้งคืน ระยะทางเกือบ 20 กิโลเมตร ผ่านบริเวณที่มีสัตว์ร้ายชุกชุมที่สุด หากไม่มีสมาชิกคนใดได้รับแม้แต่บาดแผลเล็ก ๆ ไม่มีการสูญเสียใด ๆ เกิดขึ้น แม้แต่รถยนต์ก็สามารถขับกลับบ้านได้ตามปกติ

สิ่งที่เราได้รับครั้งนั้นคือ สติที่รู้ตัวทั่วพร้อม สมาธิในแต่ละย่างก้าว ความงดงามภายในใจของคนแปลกหน้าที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้อย่างเป็นมิตร และพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ทำให้รู้ว่า มนุษย์เรานั้น แท้จริงตัวนิดเดียว…

ถ้าเรื่องมหัศจรรย์ของชีวิตคือการไม่คาดคิดกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ฉันขอยกให้เรื่องมหัศจรรย์ในครั้งนั้นเป็นแง่งามของธรรมะที่ฉันค้นพบเมื่อครั้งหลงป่า

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  ณัฐชา บุญครอง

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine


บทความน่าสนใจ

จงปล่อยวาง ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ธรรมะสอนใจ จากพระไพศาล วิสาโล

เพราะ ” ปล่อยวาง ” ได้จึงจากโลกไปด้วยใจที่ดี เรื่องเล่าจากพระไพศาล วิสาโล

“อานาปานสติ” กรรมฐานที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ

เศรษฐีตระหนี่ ทำบุญแล้วเสียดายทรัพย์ โดย ส.เขมรังสี (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)

Dhamma Daily : ไม่ทำบุญแต่ทำทาน จะสามารถอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับได้ไหม

5 ขั้นตอนสู่การเจริญสติวิถีเซน ที่คุณเองก็ทำได้ทุกวัน

keyboard_arrow_up