“ปล่อยวางได้ก็เป็นสุข” คารา พลสิทธิ์

คารา
คารา

คารา  พลสิทธิ์  ในยุคหนึ่งเป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงโด่งดัง เธอเป็นนางแบบลูกครึ่งไทย - นิวซีแลนด์ที่ฮอตมาก งานพรีเซ็นเตอร์โฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์วิ่งเข้ามามากมาย เรียกว่ามีชื่อเสียงพอๆ กับซุปตาร์ในยุคนี้เลยทีเดียว

นอกจากเคยเป็นนางแบบสุดฮอตแล้ว เธอยังเคยเป็นพิธีกรรายการ ฟุดฟิดฟอไฟ  ฒ.ไม่เฒ่า  เช้านี้ที่ช่อง 5  ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลพิธีกรดีเด่น  รางวัลโทรทัศน์ทองคำในปี 2544  และรางวัลพิธีกรยอดเยี่ยมจาก Elle Style Awards และผลงานที่ทำให้เธอเป็นที่จดจำมาจนทุกวันนี้คือบท คุณหญิงกีรติ ในภาพยนตร์เรื่อง ข้างหลังภาพ  ซึ่งเธอยังคว้ารางวัลพระสุรัสวดี สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในปี 2544  จากการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียวในชีวิต

ชีวิตของเธอไม่ได้สวยหรูราบรื่นมาตลอด เธอต้องผ่านความผิดหวังและยากลำบากทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะอยางยิ่งในเรื่องความรัก ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่อาชีพนางแบบกำลังรุ่งโรจน์ ตอนนั้นคาราได้โกอินเตอร์ รับงานเดินแบบหลายประเทศ จนกระทั่งได้ไปเดินแบบที่ญี่ปุ่น ในเวลานั้นเองที่ความรักของเธอมาถึงจุดพลิกผัน…

 

หัวใจที่พังทลาย

ดิฉันไม่รู้เลยว่าการไปญี่ปุ่นครั้งนั้นจะเปลี่ยนชีวิตรักของตัวเองอย่างไม่มีวันหวนคืน  เพราะเมื่อกลับมาทำงานเดินแบบต่อที่ประเทศไทย  แฟนหนุ่มสจ๊วร์ดซึ่งเป็นอดีตนายแบบที่คบหาดูใจกันมานานนับปีก็เริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป  จนทำให้ดิฉันต้องตัดสินใจทำบางอย่างทั้งน้ำตา

หลังจากไปทํางานถ่ายแบบเดินแบบที่ญี่ปุ่นได้ 2 เดือน ดิฉันก็เดินทางกลับเมืองไทยโดยไม่ล่วงรู้เลยว่ามีข่าวที่ทําให้เสียใจรออยู่

แฟนหนุ่มอดีตนายแบบแอบไปคบคนอื่นนานแค่ไหนแล้ว ดิฉันไม่ทราบแต่ทราบอีกทีก็ต่อเมื่อเดินทางกลับจากญี่ปุ่นแล้ว ดิฉันช็อกมากเพราะแม้เราจะไม่เคยพูดเรื่องแต่งงานกันแต่ดิฉันคิดมาตลอดว่าเขาคือคนที่เราจะใช้ชีวิตด้วย แต่เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้ ดิฉันจําต้องบอกเลิกกับเขาและใช้ชีวิต 2 ปีให้หลังทั้งน้ำตา ร้องไห้ทุกครั้งที่มีใครพูดถึงเขา แถมช่วงนั้นด้วยความเสียใจทําให้ตอบปฏิเสธงานจากเอเจนซี่ญี่ปุ่นที่ติดต่อมาอีกครั้งด้วย

ตอนนี้มาย้อนคิด ดิฉันพบว่าการกระทําของตัวเองไร้สาระมาก เสียใจจนไม่เป็นอันทํางานทําการ ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องธรรมดา ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเวลาเห็นเขาโดยบังเอิญ ดิฉันก็ยังน้ำตาไหลแต่จะให้ไปรักอีกก็ไม่รักแล้วเพราะเขาก็มีครอบครัวของเขา

หลังจากนั้นดิฉันเคยมีแฟนบ้างแต่เลิกรากันไปหมดเพราะดิฉันชอบทําอะไรคนเดียว มีความรู้สึกว่าคล่องตัวมากกว่า ความจริงมีแฟนก็มีความสุขไปอีกแบบแต่สุดท้ายก็รู้สึกอึดอัดไม่สามารถทําอะไรที่อยากทํา อย่างเรื่องง่ายๆ แค่ให้อาหารหมาที่บ้านซึ่งเลี้ยงไว้หลายตัว ดิฉันจะใช้เวลาคลุกข้าวเป็นชั่วโมง พอมีแฟนเขาก็จะรู้สึกว่าทําไมให้อาหารหมานานจัง หรือเขาชอบไปเดินจตุจักรดูคอนเสิร์ต แต่ดิฉันไม่ชอบไปในที่ร้อนๆ หรือที่ที่มีคนเยอะๆ เราเลยไม่ได้ใช้เวลาด้วยกัน ทําให้ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าดิฉันน่าจะไม่เหมาะกับการมีแฟน ไม่ใช่เพราะอกหักเข็ดกับความรักแต่เป็นเพราะมีแฟนแล้วรู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยเป็นอิสระ

 

คารา

 

ชีวิตสาวโสดที่มีความสุข

ทุกวันนี้ดิฉันมีความสุขที่ได้อยู่บ้าน  ได้อยู่กับหมา  แมว ธรรมชาติ  ส่วนคุณแม่และน้องชายอยู่เมืองนอก  คุณพ่อเสียไปนานแล้ว  เมื่อก่อนเวลามีปัญหาอะไรดิฉันก็จะปรึกษาเพื่อนบ้าง  แต่พอนานไปก็ได้เรียนรู้ว่าปรึกษาตัวเองหรือผู้เชี่ยวชาญด้านนั้น ๆ ไปเลยดีที่สุด  มีปัญหาเรื่องสุขภาพก็ปรึกษาหมอ  เรื่องคดีความก็ปรึกษาทนายความ  แล้วเราจะได้คำตอบสำหรับการแก้ปัญหาได้ตรงจุดจริง ๆ

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เรียกได้ว่าตกงาน  เพราะงานลดลงมากจนรู้สึกเครียด  และมีงานเดินแบบบางงานที่บอกยกเลิกโดยที่ไม่ได้แจ้งเหตุผล  ดิฉันพยายามสอบถามจึงได้รู้ความจริงว่า  เป็นเพราะดิฉันตัวใหญ่ขึ้น  จึงไม่สามารถใส่ชุดของดีไซเนอร์ได้  เมื่อรู้ความจริงอย่างนั้น  ดิฉันก็ยอมรับได้  เพราะสมัยก่อนเคยหนัก 52 กิโล  ตอนนี้หนักถึง 62 กิโล  สะโพกจาก 36 นิ้วก็ขยายออกเป็น 40 นิ้ว  แถมดิฉันยังไม่ชอบออกกำลังกายเอามาก ๆ  เมื่ออายุเพิ่มขึ้นร่างกายก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา  ทั้งที่พยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุดตามวัย  แต่ตอนนี้ผมกับคิ้วของดิฉันบางกว่าเมื่อก่อนมาก  ที่เคยเอวบางร่างน้อยก็กลายเป็นเอวหนาขึ้น  แต่ที่ทำให้รู้สึกดีมากคือผิวพรรณ ที่มักมีคนชมว่าดูอ่อนเยาว์  ซึ่งเป็นผลมาจากการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม  หลังจากตกงานอยู่ 6 เดือน  ที่สุดรายการ เช้านี้ที่ช่อง 5 ก็ติดต่อให้เป็นพิธีกรประจำ  ซึ่งดิฉันทำอยู่ 4 ปี  พร้อมกับเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสถาบันดูแลผิวหน้าแห่งหนึ่ง ปัจจุบันดิฉันกำลังสนุกกับการรับสอนเดินแบบ  และเป็นวิทยากรอบรมบุคลิกภาพให้กับองค์กรต่าง ๆ อีกด้วย

 

คารา
@karapolasit

รู้จักบริหารใจ  บริหารเงิน  

ก่อนหน้านี้ดิฉันเคยเครียดกับเรื่องการจัดการมรดกและหนี้สินของคุณพ่อ  ซึ่งต้องขึ้นโรงขึ้นศาลยืดเยื้อยาวนานนับสิบปีกว่าจะสิ้นสุด พอผ่านเรื่องนี้มาได้ก็มาเจอปัญหาในการสร้างบ้าน  เครียดเกี่ยวกับผู้รับเหมา  ส่วนคดีหลังสุดที่เป็นเรื่องชู้สาว  คดีความก็จบลงไปแล้ว  โดยศาลตัดสินว่าข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริง

เมื่อก่อนดิฉันเป็นคนจริงจังกับชีวิต  เครียดง่าย  อย่างเช่นเป็นพิธีกรก็จะเครียดล่วงหน้าไปหนึ่งอาทิตย์  กลัวจำบทไม่ได้  กลัวพูดไม่ดี  กลัวคนไม่ชอบ  พอถ่ายงานเสร็จกังวลอีกว่า  “ฉันพูดผิดไปสองประโยค”  ทั้งที่ความจริงคนอื่นเขาลืมไปหมดแล้ว  มีแต่เราคนเดียวที่ยังจำ  หรือมีแฟนก็เครียดอีก  กลัวเขาจะไปมีคนอื่น

แต่ตอนนี้ดิฉันปล่อยวางได้เยอะมาก  ไม่เครียดเหมือนเก่า แฟนก็ไม่มี  คิดอย่างเดียวเท่านั้นคือวางแผนทางการเงิน  เพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างไม่ประมาท

นอกจากมีบ้านเป็นของตัวเอง  ดิฉันยังซื้อคอนโดสำหรับให้เช่าไว้ 5 ห้อง  เพื่อนบางคนพูดว่า  “เธอจะบ้าเหรอ  ทำไมต้องมีคอนโด 5 ห้อง เยอะไป”  แต่ดิฉันมองว่าเรายังมีศักยภาพที่จะทำได้  แถมยังคิดว่าตัวเองซื้อช้าไปด้วยซ้ำ  เพราะเมื่อก่อนชอบฟังความคิดเห็นของคนอื่น  พอใครบอกว่าเสี่ยง เราก็ไม่กล้า  ทั้งที่ความจริงแล้วการลงทุนตอนที่เราอายุยังน้อยจะดีกว่า  เพราะหากเกิดความผิดพลาดเราก็ยังมีโอกาสลุกขึ้นใหม่ได้ง่าย

ดิฉันจึงอยากบอกคนรุ่นใหม่ว่า  ถ้าจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ควรทำตั้งแต่เริ่มทำงานเลย  อย่าชะล่าใจว่าอายุยังน้อย  ภาระยังเยอะ  แบ่งเงินมาลงทุนไว้บ้าง  ผ่อนไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งก็เป็นของเรา ดีกว่าจับจ่ายใช้สอยไปเรื่อย ๆ  กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ชีวิตของดิฉันอาจไม่โลดโผนหรือเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าตื่นเต้นเหมือนคนอื่น ๆ  แต่คิดว่าน่าจะเป็นตัวอย่างของผู้หญิงโสด  ที่อยากใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทและเต็มไปด้วยความสุขที่มาจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบ ๆ ตัวค่ะ

 

ที่มา  นิตยสาร Secret ฉบับที่ 152

เรื่อง  คารา พลสิทธิ์

เรียบเรียง  เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ

ภาพ  วรวุฒิ วิชาธร

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine


บทความน่าสนใจ

การเดินทางเพื่อหาจุดกึ่งกลางของชีวิต ธนากร โปษยานนท์

keyboard_arrow_up