แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 1

แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 1

ณ คอนโดพี 2 ในอาณาบริเวณของเมืองทองธานี อดีตนางเอกและนักแสดงชื่อดัง คุณ แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล กำลังผัดข้าวให้ลูกค้าที่มายืนรอซื้อกลับบ้านด้วยใบหน้ามีความสุข

ก่อนหน้านี้ข่าวคราวของ คุณแหม่ม ที่ปรากฏตามสื่อทำให้ภาพของเธอเป็นผู้หญิงโชคร้าย เผชิญกับความล้มเหลวในการทำธุรกิจจนมีหนี้สินหลายล้าน มีโรคประจำตัวสารพัด ทั้งโรคซึมเศร้า โรครูมาทอยด์ โรคความดันโลหิตสูง แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่ให้เธอต้องเดินออกจากวงการบันเทิงคือ การที่เธอมีรูปร่างอ้วนเกินกว่าจะปรากฏตัวในจอทีวี

ทว่าภาพของเธอในชุดแม่ค้ากำลังยืนผัดข้าวให้ลูกค้าด้วยใบหน้าที่ไม่ได้แต่งแต้มสีสันอะไรเลย กลับดูสดชื่น แจ่มใส อีกทั้งระหว่างการสนทนาเธอก็ยังฮัมเพลงโปรด “รสชาติความเป็นคน” ของมาช่า วัฒนพานิช ให้ฟังอย่างสบายอกสบายใจ…“ไม่มีชีวิตของใครที่ดีที่สุด ต้องมีสะดุด ต้องมีหลงทาง ไม่มีชีวิตของใครที่ดีทุกอย่าง ต้องล้มลงบ้างสักวัน มันคือรสชาติความเป็นคน…”

กว่าจะกลับมาหัวเราะได้ง่ายๆ และมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ ในชีวิตได้อย่างทุกวันนี้ คุณแหม่มผ่านบททดสอบอะไรมาบ้าง เธอยินดีจะควงตะหลิวไปเล่าไปอย่างสนุกสนาน

อดีตนางงามหลายเวที

ปกติแล้วแหม่มเป็นคนอารมณ์ดี แต่ไม่ได้หมายความว่ายิ้มได้ตลอดเวลา เวลาทำกับข้าวให้ลูกค้ายุ่ง ๆ เหนื่อย ๆ ก็ยิ้มไม่ออกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังว่ามาเจอแหม่มตัวจริงแล้วจะยิ้มทุกครั้ง ส่วนใหญ่คนรู้จักจะรู้ว่า เราชอบพูดยอกย้อน เหน็บแนม ประชดประชัน เล่นมุกให้คนที่อยู่ใกล้ได้หัวเราะจนลืมทุกข์ลืมโศก

ครั้งหนึ่งมีน้องผู้หญิงมาปรึกษาปัญหาชีวิต หลังฟังอยู่นานแหม่มก็ชวนคุยว่า “หนูอย่าคิดอะไรเล้ย ดูพี่สิ พี่น่ะไม่ชอบปา อยู่อย่างหนึ่งนะ” น้องฟังแล้วคงสงสัย “ปา อะไรเหรอพี่” คราวนี้ก็เข้าทางแหม่มสิคะ “ก็ ปา เข้าไปปูนนี้ยังหาสามีเป็นตัวเป็นตนไม่ได้เลยน่ะซี้” (ฮา) วันนั้นนอกจากน้องผู้หญิงจะหัวเราะแล้ว เธอยังบอกแหม่มว่า “หนูไม่เครียดแล้วพี่”

นี่คือความสุขเล็กๆ ของแหม่มที่บางครั้งได้นำบทเรียนในชีวิตของตัวเองมาเป็นวิทยาทานให้กับคนอื่น เราต่างก็เคยพบเจออุปสรรคปัญหาในชีวิตกันมาแล้วทั้งนั้น แต่บางจังหวะที่ตีบตัน เคร่งเครียด การได้ระบายความคิดความรู้สึกของตัวเองให้คนอื่นฟัง ก็ทำให้สิ่งที่หนักหนาสาหัสดูบรรเทาเบาบางลงได้

ชีวิตของแหม่มไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อซึ่งเป็นชาวต่างชาติ แยกทางกับคุณแม่มาตั้งแต่แหม่มยังเล็ก ส่วนใหญ่แหม่มจะอยู่กับคุณยายและญาติ ๆ ที่จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะคุณยาย แหม่มจะใกล้ชิดและรักมาก ตอนกลางคืนเราก็จะนอนด้วยกัน

สมัยก่อนการเป็นเด็กผู้หญิงลูกครึ่ง “หัวแดง” ถือเป็นปมด้อย ไม่เหมือนสมัยนี้ นอกจากจะโดนเพื่อนล้อแล้ว สรีระของแหม่มก็สูงใหญ่กว่าเพื่อนวัยเดียวกัน แต่โชคดีที่ คุณน้าปรีชา ขจรไชยกุล ทำให้ปมด้อยนี้กลายเป็นปมเด่น

ท่านพาแหม่มเดินสายประกวดนางงามตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ ได้รางวัลบ้างไม่ได้บ้าง ที่ได้ก็เป็นขันน้ำ พานรอง มายุคหลัง ๆ จึงเริ่มได้เป็นเงิน แต่ก็หลักพันหลักหมื่นเท่านั้น จนกระทั่งช่วงเรียน ม.3 แหม่มได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดมิสเวิลด์ในปี 2526 และเข้าประกวดนางสาวไทยในปี 2527 หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิง เล่นละครเรื่องเบญจรงค์ 5 สี มี คุณจิ๋ม-มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช เป็นผู้จัด แสดงร่วมกับ คุณมยุรา ธนะบุตร และดาราชื่อดังในยุคนั้น ก่อนจะรับบทนางเอกเต็มตัวให้กับสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เรื่อง หัวใจสองภาค

จุดพลิกผันครั้งใหญ่ในชีวิต

หลังจากทำงานในวงการบันเทิงได้พักใหญ่ แหม่มก็เริ่มทำธุรกิจขายของตกแต่งบ้าน ลงทุนไปเยอะมาก แต่สินค้าที่ขายโดนลอกเลียนแบบ เพราะเม็ดพลาสติกชนิดเดียวกัน แต่คนที่ลอกเลียนสามารถทำออกมาได้ในจำนวนที่เยอะกว่า ประกอบกับเศรษฐกิจฟองสบู่ในปี 2540 ทุกอย่างก็เลยพังครืนลงมา ต้องล้มละลายกลายเป็นหนี้ ทำให้บ้านเดี่ยวสองหลัง รถยุโรปและรถญี่ปุ่นอีกหลายคันที่เคยมีหายวับไปกับตา!

แต่ที่ร้ายยิ่งกว่าคือ ความเครียดที่เกาะกุมใจจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า ด้วยความเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง เมื่อประสบปัญหาก็ไม่ค่อยร้องขอความช่วยเหลือจากใคร คิดแก้ปัญหาวนไปเวียนมาอยู่คนเดียว จนที่สุดก็กลายเป็นปิดตัวเอง ไม่อยากเจอหน้าผู้คน ที่สำคัญ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแหม่มทานยาลดความอ้วนเพื่อควบคุมน้ำหนักมาโดยตลอด เมื่อถึงจุดหนึ่งร่างกายก็เริ่มดื้อยาและแสดงอาการป่วยให้เห็น เริ่มจากโรครูมาทอยด์ที่ทำให้เจ็บปวดทรมานจนน้ำตาไหล เพราะปวดบวมตามข้อมือข้อเท้า เป็นๆ หายๆ ถึงขนาดกำมือไม่ได้อยู่สองสามปี แต่ไม่คิดว่าจะไปหาหมอ เพราะกลัวเข็มมากที่สุดในชีวิต

ครั้งหนึ่งตอนเด็กๆ แหม่มเคยประสบอุบัติเหตุ มีรถจักรยานหักหลบรถสิบล้อมาเฉี่ยวชนแหม่มจนตกท้องร่องข้างทาง เมื่อไปโรงพยาบาล นอกจากหมอจะทำแผลให้แล้ว ยังฉีดยากันบาดทะยักให้ด้วย แต่ฉีดอยู่หลายครั้งก็ไม่เข้า ฉีดไปฉีดมาจนแหม่มกลัวอย่างหนักชักคาเข็มไปเลยตั้งแต่นั้นมาแหม่มก็เลยหลีกเลี่ยงการไปหาหมอ เพราะกลัวว่าหมอจะจับฉีดยาอีก

เมื่อป่วยเป็นรูมาทอยด์แหม่มจึงยอมทนเจ็บปวดทรมานอยู่นาน ถึงขนาดเห็นขั้นบันไดแล้วร้องไห้ เพราะถ้างอเข่าเมื่อไหร่ก็จะเจ็บปวดทรมาน เหมือนหัวเข่าจะแตกสลายเลยทีเดียว แต่แม้จะปวดถึงขนาดนั้นแหม่มก็ยังไม่ยอมไปหาหมอ จนคุณแม่ทนไม่ไหว ต้องจูงมือพาไปหาหมอด้วยกัน

วันที่ไปหาหมอ แหม่มเดินตามหลังคุณแม่ น้ำตาไหลพรากๆ ราวกับเด็กเล็กๆ จนคุณแม่หันมาถามว่า “ไม่อายเขาเหรอลูก” นาทีนั้นบอกได้คำเดียวว่ากลัวเจ็บมากกว่าอาย แต่กว่าจะรักษาให้อาการดีขึ้นก็ต้องไปเข้าคอร์สฝึกลุก เดิน ยืน นั่งใหม่อยู่นานนับเดือน

หลังจากนั้นไม่นานแหม่มก็ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง วันที่ตัดสินใจขับรถไปหาหมอนั้น เเหม่มรู้สึกเวียนศีรษะมาก เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ด้วยความที่กลัวเข็ม ใจก็คิดแต่ว่า “เขาจะเจาะเราไหมนะๆ” จนทำให้ความดันพุ่งสูงปรี๊ด หมอ พยาบาลเห็นแล้ววิ่งวุ่นกันใหญ่ พอได้นอนพักและทานยาจนความดันลดแล้ว หมอจึงให้กลับบ้านพร้อมจ่ายยามาชุดหนึ่ง

เมื่อร่างกายอ่อนแอ โรคต่างๆ ก็ดาหน้ากันเข้ามา วันหนึ่งแหม่มสังเกตว่ามีก้อนสองก้อนหย่อนออกมาจากช่องคลอดลักษณะเป็นสีน้ำตาลขนาดเท่าไข่เป็ด จิ้มดูแล้วไม่เจ็บ เลยไปซื้อยารักษามดลูกอักเสบมากินเอง ปรากฏว่า ขนาดของมันลดลงแต่ด้วยความที่กลัวจะเป็นเนื้อร้าย แหม่มจึงตัดสินใจไปหาหมอสูติ หมอบอกว่าเป็นมดลูกหย่อน ต้องรักษาด้วยการตัดออก

ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเจ็บป่วยกี่ครั้ง แหม่มก็ไปหาหมอและนอนโรงพยาบาลคนเดียวเพราะไม่อยากรบกวนใคร แม้จะมีญาติพี่น้องอยากจะช่วยเหลือดูแล แต่แหม่มเกรงใจ เพราะแต่ละคนก็มีภาระของตัวเอง

ความจริงแหม่มก็อยากมีเพื่อนคู่คิดสักคน แต่ในวัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ครั้งหนึ่งเคยมีผู้ชายมาขอแต่งงาน แต่แหม่มตอบปฏิเสธไป

ติดตามตอนต่อไป

แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 2

แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 3 (จบ)


ที่มา: นิตยสาร Secret


บทความน่าสนใจ

วิธีอยู่ร่วมกับ “คนที่ ชอบควบคุม คนอื่น”

กฏแห่งกรรมมีจริง : อุทาหรณ์ จากหนอนสีเขียว

นักธุรกิจผู้ยึดหลัก อิทธิบาท4 และตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน เป้ พงศกร พงษ์ศักดิ์

มนุษย์ยังคงหลับใหลอยู่ใน ถ้ำทองของกิเลส

 

keyboard_arrow_up