รอดตายเพราะ “พระอรหันต์ในบ้าน” เรื่องจริงของ ‘เก่ง’ ผู้หลงระเริงจนชีวิตเกือบพัง

พระอรหันต์ในบ้าน เมื่อเอ่ยคำนี้เชื่อว่าคุณคงรู้ว่าหมายถึงใคร แต่ Secret ก็ยังอยากให้คุณอ่านเรื่องต่อไปนี้ เพื่อว่าบางที ชีวิตคุณอาจจะเปลี่ยนไปด้วย

ภาค 1 “เก่ง”

ชีวิตผมคงไม่ต่างอะไรจากท่อนไม้ ที่มองเห็นและมีความรู้สึก แต่พูดหรือแม้แต่กระดุกกระดิกตัวไม่ได้ และมันคงเป็นแบบนี้ไปตลอดทั้งชีวิต ถ้า…

ผมชื่อ “เก่ง” ชีวิตผมก็เหมือนกับคนทั่วไปที่ทำงาน และเริ่มประสบความสำเร็จเมื่ออายุเข้าใกล้เลขสาม การออกมาอยู่ลำพังโดยไม่มีพ่อแม่คอยพร่ำบ่น ทำให้ทุกวันของผมมีแต่ความสนุกสนานและความสุข ช่วงกลางวันผมทำงานเป็นเชฟมืออันดับต้นๆ ของห้องอาหารอิตาลีสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ พอตกกลางคืนผมก็มีปาร์ตี้ที่สนุกสุดเหวี่ยงกับเพื่อนๆ ทุกวัน ผมไม่เคยสะกดคำว่า “เหงา” ได้เลยสักครั้ง

Group of People Raising Hands Silhouette Photography

วันหนึ่งแม่โทรศัพท์มาบอกว่า ครอบครัวจะย้ายไปหางานทำที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เพราะที่นั่นอากาศดี เหมาะกับคนแก่อายุ 60 กว่าอย่างพ่อและแม่มากกว่าในเมืองกรุง แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าท่านคงลำบาก ไม่มีเงินใช้มากมาย แต่ผมก็ส่งเงินให้ท่านได้เพียงเดือนละสองถึงสามพันบาทเท่านั้น ก็อย่างที่บอกว่าผมมีอะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ

ทว่าไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ช่วงสายวันหนึ่งผมตื่นมาด้วยความรู้สึกว่าร่างกายมีอาการผิดปกติ มือ ขา และอวัยวะซีกซ้ายทั้งหมดชาจนแทบจะไม่มีความรู้สึก ผมรีบใช้กำปั้นอีกข้างซึ่งขณะนั้นก็เริ่มอ่อนแรงลงเช่นกัน เหวี่ยงลงไปที่ต้นขาข้างซ้าย และทุบอยู่อย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านานนับชั่วโมง ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ เกิดขึ้นเลย ซ้ำร้ายทุกอย่างยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม ปากของผมเริ่มเบี้ยว ลิ้นก็เริ่มเกร็งและมีทีท่าว่าจะแข็งตามไปด้วย

ผมรีบใช้กำลังเฮือกสุดท้ายที่มี เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือซึ่งอยู่ไม่ไกล แล้วกดเบอร์ด้วยความยากลำบาก คนแรกที่ผมนึกถึงคือ “แม่” ทันทีที่แม่รับสาย ผมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า “แม่! ช่วยด้วย เก่งเป็นอะไรไม่รู้ ขยับตัวไม่ได้” จากนั้นก็หมดสติไป

ภาค 2 “แม่ของเก่ง”

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ถนนสีลม

ทันทีที่วางสาย แม่ตกใจมาก รีบกระหืดกระหอบออกจากห้องเช่าที่จังหวัดราชบุรี โดยมีเงินติดตัวไม่ถึงสองพันบาท ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจดีว่าคงไม่เพียงพอกับการควานหาตัวลูกชายโดยไร้จุดมุ่งหมายอย่างแน่นอน เพราะเก่งไม่เคยบอกแม่เลยว่าพักอยู่ที่ไหน สิ่งเดียวที่แม่พอรู้คือ เก่งทำงานเป็นเชฟอยู่ร้านอาหารอิตาลี ย่านสีลมเท่านั้น

แม่ขึ้นรถตู้ที่ชาวบ้านแถวนั้นบอกว่าใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงกรุงเทพฯ แต่โชคร้ายระหว่างทางมีงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง รถจึงเคลื่อนตัวได้ช้ากว่าปกติ กว่าจะถึงกรุงเทพฯ เวลาก็ล่วงไปเกือบสี่ชั่วโมงเต็ม การตามหาลูกชายกลางเมืองหลวงเริ่มต้นขึ้นทันทีที่ลูกชายคนโตตามมาสมทบ พี่ชายพยายามโทร.ถามเพื่อนของเก่งหลายคน แต่ก็ไม่มีใครรับสาย

ทุกอย่างเหมือนจะมืดแปดด้านไปหมด โชคยังดีที่ได้แท็กซี่ใจดีช่วยขับรถตระเวนรอบสีลมให้ทั้งที่การจราจรติดขัด แม่วิ่งเข้าออกแทบทุกอพาร์ตเมนต์พร้อมชูรูปลูกชายจากโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่มีใครคุ้นหน้าเก่งเลยสักคน เวลาผ่านไปจนพลบค่ำก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบ แล้วเสียงสวรรค์ก็ดังขึ้น เป็นเสียงโทรศัพท์มือถือของพี่ชาย ซึ่งสายที่โทร.เข้ามาคือเพื่อนของเก่ง แม้เขาจะไม่ทราบว่าอพาร์ตเมนต์ที่เก่งพักมีชื่อว่าอะไร แต่อย่างน้อยเขาก็บอกได้ว่าที่ทำงานของเก่งอยู่ที่ไหน และที่พักน่าจะอยู่ไม่ไกลกันนัก

Image result for taxi at silom

แม่ใจเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อเริ่มมองเห็นหนทางหาตัวลูกชาย แม้ซอยที่เป็นที่ทำงานของเก่งจะมีอพาร์ตเมนต์มากกว่าสิบแห่ง และมีตรอกเล็กซอยน้อยเต็มไปหมด แต่ก็ไม่ทำให้แม่หมดกำลังใจแต่อย่างใด หลังจากเดินหาจนครบทุกแห่งแต่กลับไม่มีวี่แววของเก่ง วินาทีนั้นแม่ยกมือขึ้นเหนือหัวพร้อมอธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกป้องคุ้มครองลูกเก่งของแม่ด้วย

ทันใดนั้นหางตาแม่ก็เหลือบไปเห็นอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ที่แม่เคยเดินเข้าไปถามหาเก่งมาแล้ว แต่ครั้งนี้เหมือนมีบางสิ่งดลใจให้แม่เดินเข้าไปใกล้ ๆ พร้อมกับตะโกนเสียงดังว่า “เก่งๆๆ… อยู่ที่นี่รึเปล่าลูก เก่งได้ยินแม่ไหม แม่มาช่วยเก่งแล้ว” วินาทีถัดมาแม่ก็ได้ยินเสียงของหล่นดังโครม! แม่รีบวิ่งเข้าไปในตัวอาคารทันที โดยมีพี่ชายและคนขับแท็กซี่ตามมาไม่ห่าง

อพาร์ตเมนต์จำนวนสี่ชั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคของแม่แต่อย่างใด หลังจากได้รับอนุญาตจากเจ้าของ แม่ก็ทั้งวิ่ง ทั้งตะโกนเรียกชื่อเก่ง แม้จะไม่แน่ใจว่าเสียงของหล่นเมื่อสักครู่นี้เป็นเสียงของเก่งหรือไม่ แต่แม่ก็วิ่งตามหาต้นตอของเสียงทุกชั้น จนถึงชั้นที่สาม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ถนนสีลม

หลังจากตะโกนเรียกลูกชายจนเกือบถึงห้องสุดท้าย แม่ได้ยินเสียงคล้ายอะไรบางอย่างกระทบพื้นกระเบื้องดังตึง! ตึง! แม่เงี่ยหูฟังพร้อมตะโกนขึ้นอีกครั้งว่า “ใช่เก่งรึเปล่าลูก” แล้วก็เกิดเสียงตึงดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แม่คิดว่าต้องเป็นเก่งแน่ๆ จึงบอกให้ลูกชายคนโตรีบวิ่งลงไปตามเจ้าของอพาร์ตเมนต์มาช่วยไขกุญแจห้องให้

วินาทีแรกที่เปิดประตูเข้าไป แม่แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าเป็นเก่งของแม่จริง ๆ แม่น้ำตาไหลพรากโผเข้าไปกอดลูกชายซึ่งบัดนี้นอนตาลุกโพลง ตัวแข็งทื่อ เพียงอึดใจพี่ชายและคนขับแท็กซี่ก็ช่วยกันอุ้มตัวเก่งลงมาพร้อมขับรถไปโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที

พยาบาลรีบนำตัวเก่งเข้าห้องไอซียู ไม่กี่ชั่วโมงแพทย์ก็วินิจฉัยว่า เก่งเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งปกติมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก แต่โชคดีที่กรณีของเก่งเลือดแข็งตัวเร็วจึงไม่เสียชีวิต แต่เก่งจะกลายเป็นอัมพาตขยับตัวไม่ได้ตลอดไป สิ้นเสียงหมอ แม่และพี่ชายก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ด้วยความสงสาร ได้แต่ปลอบใจกันและกันว่า คงเป็นเวรกรรมที่ทำให้เก่งต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้…

ภาค 3  “ผมชื่อเก่ง”

White Plastic Syringe

ผมรู้สึกตัวที่โรงพยาบาลพร้อมอาการมึนงงและปวดหัวอย่างรุนแรง ผมสงสัยมากว่าทำไมป้าคนนี้ถึงมายืนร้องไห้ใกล้ๆ แถมยังเรียกผมว่า “ลูก” ทุกคำ ไม่เพียงเท่านั้นผมยังจำใครไม่ได้เลยสักคน รู้แต่เพียงว่าป้าคนนี้มาคอยช่วยเหลือดูแลผมทุกอย่าง แถมยังพร่ำบอกให้ผมเรียกว่า “แม่” ด้วย แต่จะให้ผมเรียกป้าว่าแม่ได้ยังไงกัน ในเมื่อผมยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นใคร

ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล ป้า ลุง และพี่ผู้ชายคนหนึ่ง มักผลัดกันมาคอยดูแลผม แรกๆ ผมอายมากที่ป้าคอยเช็ดล้างและทำความสะอาดร่างกายให้ ภายหลังการพักฟื้นถึงหนึ่งเดือนเต็มที่โรงพยาบาล ผมเริ่มเรียกป้าคนนั้นว่า “แม่” และเรียกลุงว่า “พ่อ” ด้วย

หลังจากที่หมอบอกให้กลับบ้าน พ่อกับแม่ก็พาผมเดินทางไกลมาที่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งแวดล้อมไปด้วยภูเขาและต้นไม้ แม่เรียกที่นี่ว่า “สวนผึ้ง” แม่บอกว่าที่นี่อากาศดี ผมจะหายเร็วกว่าอยู่กรุงเทพฯ แล้วแม่ก็ยังบอกอีกว่า ผมโชคดีที่เจ้านายฝรั่งเอ็นดู ช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด และยังให้เงินแม่มาดูแลผมอีกก้อนหนึ่งด้วย

พ่อและแม่ของผมอายุหกสิบกว่าแล้วทั้งคู่ แม้ท่านจะแก่ชราแล้ว แต่ก็ยังช่วยกันพยุงผมนั่งบนรถเข็น กางร่มให้เพราะกลัวแดดจะร้อน แล้วเข็นรถพาผมไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลใกล้ๆ ทุกสองถึงสามวัน ระหว่างทางท่านไม่เคยหยุดพัก และมักจะสอนผมเสมอว่า ลูกต้องหมั่นทำกายภาพบำบัดบ่อยๆ นะ พ่อกับแม่เชื่อว่าเก่งทำได้ ถึงหมอที่กรุงเทพฯ จะบอกว่าไม่มีทางหายก็ตาม ตอนนั้นแม้สมองของผมจะยังไม่เต็มร้อยนัก แต่ผมก็ปฏิบัติตามด้วยความสงสารท่านจับใจ

ผลของการเชื่อฟังพ่อแม่และพยายามฝึกตามที่หมอกายภาพบำบัดสอน สองเดือนต่อมาผมก็เริ่มพยุงตัวขึ้นมานั่งได้ ขยับแขนขาเองได้เล็กน้อย ซึ่งหมอบอกว่าปาฏิหาริย์มากที่ผมสามารถทำได้ถึงขนาดนี้

เดือนที่สาม แม่สอนให้ผมติดกระดุมเสื้อเอง ผมใช้ความพยายามนานนับชั่วโมงกว่าจะติดกระดุมได้ นอกจากนี้แม่ยังสอนวิธีอาบน้ำให้ จนผมสามารถทำได้โดยไม่ต้องมีแม่คอยช่วยอีกต่อไป ทุกวันแม่จะเล่าเรื่องราวชีวิตที่เคยผ่านมาทั้งหมดให้ผมฟังอย่างละเอียด  พร้อมคอยสอนผมอยู่เสมอว่าให้คิดดี ทำดี และช่วยเหลือตัวเองให้ได้

การพยายามทำกายภาพบำบัดด้วยตัวเองอยู่เสมอ ทำให้เดือนที่สี่ผมเริ่มพยุงตัวยืนได้ จับช้อนส้อมและกินข้าวได้เอง พัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ของผม ทำให้แม่กล้าเปิดร้านขายกับข้าวบริเวณหน้าบ้าน หลังจากที่ปิดร้านมาหลายเดือนเพราะต้องทุ่มเทเวลามาดูแลผม แม่บอกว่าขายได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร ขอแค่เป็นงานที่ได้ดูแลผมไปด้วยก็พอ

พลังแห่งความรักและการดูแลเอาใจใส่ของทั้งพ่อและแม่ทำให้ผมมีใจสู้ พยายามทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ผลก็คือ ผมสามารถเดินได้โดยมีไม้ช่วยพยุงภายในเวลาไม่ถึงแปดเดือน จำได้ว่าวันนั้นผมเห็นรอยยิ้มกว้างฉายอยู่บนใบหน้าของพ่อและแม่เป็นครั้งแรกในชีวิต

เหมือนฟ้าหลังฝนที่ชีวิตกลับมาสดใสอีกครั้ง ทุกอย่างในครอบครัวเราเริ่มดีขึ้น แม่ได้เข้าไปขายขนมบ้าบิ่นอยู่ในบ้านหอมเทียน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอสวนผึ้ง โดยมีผมเป็นลูกมือคอยช่วย เพราะหลังจากการทำกายภาพบำบัดกว่าหนึ่งปีเต็ม ผมก็สามารถเดินได้เอง แม้จะยังกะโผลกกะเผลกอยู่บ้าง

แต่ที่ดีที่สุดคือผมเริ่มพูดได้ แม้บางครั้งจะพูดช้า และปากอาจจะยังเบี้ยวอยู่บ้างก็ตาม ผมรับรู้ได้ว่าแม่ภูมิใจในตัวผมมาก แม้ท่านจะไม่เคยพูดตรงๆ

หลังจากไปช่วยแม่ขายขนมได้ไม่นาน แม่ก็ปล่อยให้ผมขายเองตามลำพัง แทบไม่น่าเชื่อที่ขนมของแม่ขายดีมาก ผมหอบหม้อเปล่ากลับบ้านทุกวัน เงินทุกบาททุกสตางค์แม่ให้ผมเป็นคนดูแลทั้งหมด ผมเก็บเล็กผสมน้อยเพียงไม่กี่เดือนก็ซื้อของขวัญที่ตั้งใจเอาไว้ได้นั่นคือรถยนต์

ผมตัดสินใจซื้อรถกระบะมือสองสภาพดีให้พ่อกับแม่ ท่านจะได้เดินทางสะดวกสบาย ไม่ลำบากเหมือนแต่ก่อน ผมยังได้รับความช่วยเหลือจากพี่ชายด้วย จนสามารถสร้างบ้านเป็นของเราเองที่สวนผึ้งได้ พ่อกับแม่ดีใจมาก ท่านขอบคุณผมพร้อมกับบอกว่าภูมิใจในตัวผมมาก

ทุกวันนี้ผมรู้ตัวเองดีว่าสมองของผมคงไม่มีทางกลับไปเต็มร้อยเหมือนเก่า และคงไม่ได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีก แต่ผมกลับรู้สึกโล่งใจ และขอบคุณโรคร้ายนี้ที่ทำให้ผมได้มาอยู่ใกล้ชิดและได้ดูแล พระอรหันต์ในบ้าน อีกครั้ง

รวมทั้งยังทำให้ผมได้รู้ว่า… ความสุขที่แท้จริงในชีวิตคืออะไร

 


ข้อคิดจากพระอาจารย์ ดร.นิตินัย ธีรวังโส วัดป่าเมตตาวนาราม จังหวัดเชียงราย

อำนาจแห่งรักของครอบครัวนั้นเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งเป็นรักจากพ่อและแม่ด้วยแล้ว จะมีพลังอานุภาพมหาศาลเกินกว่าประมาณได้ บุคคลที่เชื่อฟังและเคารพพ่อแม่มักพบแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง ดังคำกล่าวของปราชญ์ทั้งหลายว่า “พรอันประเสริฐที่สุดคือพรของพระอรหันต์ในบ้านหรือพ่อแม่นั่นเอง”

keyboard_arrow_up