เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ พระเอกหัวใจสีเขียว

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ
เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ (Leonardo DiCaprio) อาจไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ที่ทุกคนกรี๊ด แต่สำหรับคนวัยสามสิบปลายๆ ถึงสี่สิบต้นๆ แน่นอนเหลือเกินว่าเขาคือส่วนหนึ่งของความทรงจำที่กระจ่างและสดใส

เลโอแจ้งเกิดในวงการอย่างเต็มตัวในเวลาเดียวกับที่วัยรุ่นยุคนั้นกำลังเลือกเส้นทางอนาคต ต่อมาเขาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในเวลาเดียวกับที่หลายๆ คนเพิ่งก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน จึงไม่แปลกที่เขาจะเป็นไอดอลที่หนุ่มสาวยุคนั้นอยากดำเนินรอยตาม และน่าดีใจที่เล่ห์มายาของฮอลลีว้ดู ทำอะไรนักแสดงคนนี้ไม่ได้ นอกจากจะทำให้เขาเปล่งประกายมากยิ่งขึ้น

เลโอเข้าวงการตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบจากการถ่ายโฆษณาสินค้าสำหรับเด็ก เขารับบทบาทในซิตคอมเบาสมอง และเคยแสดงภาพยนตร์แนวครอบครัวหลายเรื่อง ก่อนจะได้รับการคัดเลือกโดยตรงจาก โรเบิร์ต เดอ นีโร ดาราใหญ่ของวงการให้แสดงร่วมกับเขาในภาพยนตร์เรื่อง This Boy’s Life ภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิตของเลโอ ทว่าภาพยนตร์ที่แจ้งเกิดให้เขาอย่างเต็มตัวก็คือ บทบาทของเด็กที่มีอาการผิดปกติทางสมองในเรื่อง What’s Eating Gilbert Grape (ปี 1993)

 

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ

 

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ

 

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ

 

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ

 

เชื่อเหลือเกินว่าสาวไทยเมื่อหลายสิบปีที่แล้วจำนวนไม่น้อยน่าจะเหมือนสาวน้อยสาวใหญ่ในหลายประเทศ ที่เสาะหาโปสเตอร์โรเมโอเลโอมาแปะบนฝาผนังห้องนอนหลังจากได้ชมเรื่อง Romeo + Juliet (ปี 1996) (ในขณะเดียวกัน ถ้าเปิดเข้าไปดูห้องนอนของหนุ่มๆ ยุคนั้น ก็ไม่แปลกที่จะได้เจอโปสเตอร์ของแคลร์ เดนส์ ที่รับบทจูเลียตในเรื่องนี้)

 

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ

 

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าพลาดชมภาพยนตร์ที่ว่ามาทั้งหมด ก็เชื่อเหลือเกินว่าคุณน่าจะเคยชมบทบาทการแสดงของเลโอในเรื่อง Titanic (ปี 1997) เพราะเรื่องนี้ครองแชมป์ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดมานานกว่าสิบปี แม้ตอนนี้จะถูกล้มแชมป์ไปแล้ว แต่ Titanic ก็ยังเป็นหนังทำเงินอันดับต้นๆ ของโลก

 

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ

 

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ

 

ด้วยวัยเพียง 22 ปี Titanic ได้เปลี่ยนชีวิตของเลโอให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับ A-List ค่าตัวของเขาพุ่งขึ้นไปถึงเรื่องละ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงค่อนโลกหมายปอง ทว่าชื่อเสียงและความมั่งคั่งไม่เคยทำให้เขาเตลิด หลงระเริง หรือลืมที่จะทำตามความฝันของตัวเอง ซึ่งก็คือการเป็นนักแสดงที่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ด้วยการสวมบทบาทบนแผ่นฟิล์มไปจนตลอดชีวิต

ณ วันนี้เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เขาเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยของเขา ซึ่งจุดเริ่มต้นจะมาจากสิ่งอื่นใดไม่ได้เลยนอกจากครอบครัวของเขาเอง

เลโอเป็นตัวอย่างของเด็กที่เติบโตมาโดยที่พ่อแม่แยกทางกันแต่ไม่ขาดความอบอุ่น เขาเกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ปี 1974 แม่ของเขาเป็นชาวเยอรมันที่มาตั้งรกรากในอเมริกา ส่วนพ่อมีเชื้อสายเยอรมันและรัสเซีย ทั้งคู่หย่ากันตั้งแต่เลโออายุได้เพียงหนึ่งขวบ เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับแม่ แต่พ่อก็หมั่นมาดูแลเสมอ เช่น ในขณะที่แม่ไปส่งเขาที่โรงเรียนตอนเช้า พ่อก็จะมารับกลับบ้านตอนเย็น

สมัยเด็ก เขากับแม่อาศัยอยู่ในเขตยากจนในเมืองลอสแอนเจลิส เขาได้เห็นภาพที่เด็กเล็กๆ ไม่ควรเห็นมากมาย แต่โชคดีที่พ่อแม่เลี้ยงดูเขาอย่างใกล้ชิด ทำให้สภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่กลายเป็นบทเรียนชั้นดี เลโอเคยเห็นคนที่ชีวิตพังเพราะยาเสพติด เขาจึงไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเลยสักครั้ง และแม้ว่าครอบครัวของเขาจะไม่ร่ำรวย แต่แม่ก็พยายามส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด ส่วนในวันหยุด พ่อแม่ก็จะพาเขาไปพิพิธภัณฑ์ หรือบ่อยครั้งพ่อซึ่งเป็นศิลปินนักวาดการ์ตูนก็จะพาเขาติดสอยห้อยตามไปทำงานด้วย ทำให้เลโอได้รู้จักคุ้นเคยกับศิลปะตั้งแต่เด็ก

 

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ
เลโอนาร์โดกับคุณพ่อคุณแม่และคุณยาย

 

เลโอเล่าว่า เขาเป็นเด็กที่อยู่นิ่งไม่เป็นเลย ไม่สนใจเรียนและซนมหาศาล แต่ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาบอกว่า “ผมอยากเป็นนักแสดง” ทั้งพ่อและแม่ต่างก็หันมาทุ่มเทให้กับความฝันของเขาอย่างเต็มที่ ด้วยการพาเขาไปแคสติ้ง ไปนั่งรอ คอยให้กำลังใจ เป็นที่รู้กันดีว่าเลโอนาร์โดนั้นเป็นคนที่รักแม่และยายมาก แม้ว่าเขาจะออกเดตกับนางแบบระดับโลก แต่ก็มักจะออกงานพร้อมกับสุภาพสตรีผู้เป็นที่รักทั้งสองอยู่บ่อยครั้ง (ยายของเขาเสียชีวิตไปเมื่อปี 2008)

ดังที่ทราบว่าดาราเป็นอาชีพที่มีอายุขัยสั้นมาก น้อยคนนักที่จะโลดแล่นอยู่ในวงการได้นานเป็นสิบๆ ปี แม้ว่าจะเป็นพระเอก – นางเอกก็ตาม แต่เลโอนาร์โดก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถฝืนกฎข้อนี้ได้ ตรงกันข้าม เขาเป็นนักแสดงที่งานชุกมาก และภาพยนตร์ส่วนใหญ่ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดี เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับชาวอเมริกันชื่อดังมาแล้วเกือบทุกคน และมักได้รับคำชมเชยเสมอ ทั้ง มาร์ติน สกอร์เซซี ผู้กำกับคู่บุญของเลโอ และ คลินต์ อีสต์วู้ด ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เลโอเป็นนักแสดงที่ชอบพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยและสามารถเลือกเล่นบทฮีโร่ที่สร้างจากคอมมิก ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้ชมยุคนี้ได้ แต่เขากลับเลือกเส้นทางที่ท้าทายกว่าด้วยการรับบทบาทที่ช่วยแตกแขนงความสามารถของเขาออกไป”

 

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ
เลโอนาร์โดกับมาร์ติน สกอร์เซซี

 

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ
เลโอนาร์โดกับคลินต์ อีสต์วู้ด

 

เกราะอีกอันที่ช่วยปกป้องเลโอแม้จะต้องอยู่ในวงการมายาก็คือการไม่หลงตัวเอง ความรักจากครอบครัวทำให้เขาแน่ใจว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่เงิน และเขาก็ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการเป็นนักแสดงที่ดีจริงๆ “หลังจากเข้ามาทำงานในธุรกิจบันเทิงไม่นานนัก เราก็จะเรียนรู้ว่าผู้คนไม่ได้จดจำเราได้จากค่าตัวแพงๆ แต่เป็นเพราะหนังที่เราแสดงน่าจดจำต่างหาก”

เลโอไม่ได้เป็นที่รักเฉพาะในจอภาพยนตร์เท่านั้น แต่เป็นที่รักของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย เนื่องจากการที่เขาลุกขึ้นมาเป็นตัวตั้งตัวตีเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนมาเป็นเวลาเกือบสิบปี เลโอและครอบครัวก่อตั้งมูลนิธิ Leonardo Foundation ตั้งแต่ปี 1998 เพื่อสนับสนุนงานการกุศลที่เขาสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับการพิทักษ์สัตว์ป่า ป่าไม้ มหาสมุทร การพัฒนาพลังงานทดแทน ฯลฯ เขาเป็นสมาชิกของกองทุนพิทักษ์สัตว์ป่าโลกและมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์เสือโคร่งซึ่งปัจจุบันอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์

 

เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ

 

ทั้งหมดนี้เลโอทำอย่างเงียบๆ แต่จริงจัง ซึ่งก็เหมือนกับตัวเขาที่สีสันของชีวิตดูจะอยู่ที่ภาพยนตร์ที่เขาแสดงมากกว่าชีวิตนอกจอ เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ผมไม่ใช่คนที่เจ๋งหรือทันสมัย ผมแค่เป็นตัวของตัวเองเท่านั้น ผมไม่ค่อยมีอารมณ์ต่อสิ่งต่างๆ มากนัก ไม่ค่อยโกรธ ไม่ค่อยเสียใจ ผมอาจจะตื่นเต้นกับเรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้าง แต่ไม่ค่อยเศร้า และไม่ได้มีความสุขแบบมากมายมหาศาล…ทุกวันนี้ผมแค่พยายามรักษาความสุขที่มีเอาไว้ และนี่อาจเป็นทั้งหมดที่ผมแคร์จริงๆ”

บางทีคำตอบสุดท้ายนี่เองที่ทำให้เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ เป็นคนที่เจ๋งที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยของเขา

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  Violet

ภาพ   imbd.com, onedio.com, zimbio.com, cbsnews.com

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine

keyboard_arrow_up