ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ

สุดยอดเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ ดอกเตอร์จากกองขยะ

ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ
ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ

สุดยอดเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ ดอกเตอร์จากกองขยะ

ขยะอาจเป็นที่รังเกียจของคนอื่น แต่มันคือทองคำสำหรับผม ( ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ ) และแม่…

ตั้งแต่เกิดมา ครอบครัวของเราก็มีฐานะยากจน พ่อเป็นพนักงานขับรถทัวร์ปรับอากาศสายกรุงเทพฯ-ชุมพร ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน ทั้งคู่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว พ่อมีลูกติดเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ส่วนแม่มีลูกติดเป็นหญิงหนึ่งชายหนึ่ง หลังจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ก็มาเริ่มต้นชีวิตคู่ที่จังหวัดชุมพร ดังนั้นเมื่อเกิดมาผมก็มีพี่แล้ว 3 คน และหลังจากนั้นอีกสองปีก็มีน้องสาวอีก 1 คน

อย่างไรก็ตาม พ่อกับแม่ใช้ชีวิตครอบครัวได้ไม่นาน ทั้งคู่มักทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องหึง จนในที่สุดก็เลิกรากันไป พ่อจากไปทำงานที่อื่นพร้อมกับนำลูกสาวคนเล็กไปด้วย ทิ้งให้แม่ดูแลลูกอีก 4 คนตามลำพัง การจากไปของพ่อซึ่งเคยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวสร้างความลำบากให้แม่มากที่สุด เงินทองที่เคยพอมีใช้บ้างก็เริ่มร่อยหรอ แม่แก้ปัญหาด้วยการนำข้าวของเครื่องใช้ในบ้านไปจำนำ ด้วยเหตุนี้ผมก็เลยเดินเข้าโรงรับจำนำเป็นว่าเล่นตั้งแต่อายุ 6 ขวบ

เมื่อข้าวของที่จะนำไปจำนำหมดแล้ว แม่ก็พยายามหางานทำ มีคนรู้จักแถวนั้นแนะนำให้ไปเป็นนายตรวจตั๋วที่บขส. แม่ทำงานนี้ไปได้สักพักก็มีคนแนะนำให้ไปทำงานที่ได้เงินดีกว่า ด้วยการไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารแถวทับสะแก ท่านต้องไปทำงานกินนอนที่นั่น และฝากภาระดูแลน้องให้กับลูกสาวคนโต

ทุกเดือนแม่จะส่งเงินให้เรา 500 บาท โดย 300 บาท เป็นค่าเช่าบ้าน อีก 200 บาทเป็นค่ากินอยู่ของพวกเรา 4 คน แต่ไม่รู้ว่าด้วยเงินที่น้อยเกินไป หรือเพราะไม่มีผู้ใหญ่ดูแลกันแน่ หลังจากแม่ไปทำงานต่างจังหวัด พี่ ๆ ของผมก็ทยอยหายออกจากบ้านไปทีละคน พี่สาวต่างพ่อที่เป็นพี่คนโตหอบเสื้อผ้าหายไปตอนอายุ 15 ปี ทุกวันนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไรผมก็ไม่อาจทราบได้ ส่วนพี่ชายต่างพ่อไปเป็นลูกเรือตังเก

ตอนนั้นชีวิตของผมต้องฝากไว้กับพี่สาวอีกคน ผมไม่ค่อยอนาทรร้อนใจกับการหายตัวไปของพี่สาวและพี่ชายมากนัก ด้วยความเป็นเด็ก ผมคิดว่า ดีเสียอีก พวกพี่ ๆ ไปแล้ว ภาระค่าใช้จ่ายจะได้ลดลง เพราะถ้าอยู่กันครบ เงินก็ไม่พอใช้ ถึงแม้ว่าจะมีคนหายไปแล้วสองคน ค่าใช้จ่ายก็ไม่พอต้องอยู่กันอย่างอด ๆ อยาก ๆ นานเข้าพอทนไม่ไหว ผมกับพี่สาวก็เริ่มหาทางรอดให้ตัวเอง แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตย่ำแย่ที่สุดก็เกิดขึ้น

วันนั้นเราสองคนพี่น้องไม่มีเงินเลยสักบาท พี่สาวจึงชวนผมไปเด็ดผักบุ้งในบึงเล็ก ๆ ใกล้บ้าน เราสองคนนำอิฐสามก้อนมาวางแล้วก่อกองไฟ นำผักบุ้งที่เด็ดได้มาผัดในน้ำเปล่าๆกินประทังชีวิต ด้วยความอดอยากหิวโหยมาหลายวัน ผมกินผักบุ้งผัดกับน้ำเปล่าด้วยความเอร็ดอร่อย เหมือนเป็นของกินแสนวิเศษที่ไม่เคยกินมาก่อน ผมกินแบบไม่ยั้ง เหมือนกินหมูกระทะแสนเลิศรสก็ไม่ปาน แต่กินผัดผักบุ้งแบบนี้ได้ไม่เกินสองวัน ร่างกายของผมก็เริ่มประท้วงอ้วกออกมาจนหมด ด้วยความสงสาร พี่สาวจึงเดินร้องไห้ไปขอข้าวของเพื่อนบ้านมาให้ผมกิน นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้ว่า เราขอคนอื่นกินได้ หลังจากนั้นไม่นานเมื่อพี่สาวคนนี้หนีความจนไปอีกคน ผมก็ใช้ชีวิตเป็นเด็กเร่ร่อน กลับบ้านบ้าง ไม่กลับบ้าง และเริ่มหนีเรียน

ผมแต่งตัวเหมือนไปโรงเรียนทุกวัน ชุดนักเรียนของผมมีอยู่ชุดเดียว ใส่จนสีขาวกลายเป็นสีเทา ตกเย็นผมแสร้งทำเป็นว่ากลับมาจากโรงเรียน ด้วยการมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน แล้วใส่ชุดอยู่บ้านออกไปวิ่งเล่นแทน เพราะไม่อยากให้เพื่อนบ้านสงสัย ในวัย 7 ขวบ ชีวิตของผมกำลังเดินเข้าไปสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากเด็กธรรมดา ๆ ผมก้าวเข้าไปสู่การเป็นเด็กขอทานเต็มขั้น เนื้อตัวมอมแมมมแถมยังขี้ขโมยอีกต่างหาก

ส่วนใหญ่ผมจะกินนอนอยู่ที่ บขส. ผมกินข้าวที่เหลือในจานของผู้โดยสารที่มารอรถและเดินขอเศษเงินบาทสองบาทจากคนแถวนั้น บางวันก็ไปขอข้าวกินที่ศาลเจ้าหรือไม่ก็ตามวัด ด้วยความที่มีเพื่อนเป็นลูกแม่ค้าแถว บขส. พวกเราก็ชวนกันไปทำเรื่องสนุก ๆ ด้วยการไปขโมยผลไม้ของแม่ค้าตามแผงต่าง ๆ หนักเข้าก็มีคนสอนให้ผมขโมยเงินจากตู้เกม แต่ทำได้ไม่นานผมก็เลิกเพราะกลัวถูกตำรวจจับเข้าคุก

ผมใช้ชีวิตคนเดียวราวสองปี หลังจากนั้นแม่ก็กลับมาอยู่ด้วย วันแรกที่แม่กลับมาผมดีใจมาก แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิด เพราะแม่ทั้งขัดทั้งเกลาผมด้วยสารพัดวิธี เพราะรู้ดีว่าเด็กที่ใช้ชีวิตตามลำพังมานานแสนนานนั้น ดื้อดึงขนาดไหน แม่ให้ผมไปโรงเรียนอีกครั้ง ท่านสอนผมว่า ถึงเราจะยากจนก็อย่าให้ใครมาดูถูก อย่าไปลักเล็กขโมยน้อย และสอนผมทำงานสารพัด ตั้งแต่หุงข้าวไปจนถึงการเดินขายข้าวขายน้ำใน บขส. และหลังสุดแม่ก็ค้นพบว่า การเก็บขยะคืออาชีพที่หาเลี้ยงครอบครัวได้

 

กดเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป>>>

keyboard_arrow_up