เพื่อลูก

“ลมหายใจนี้มีเพื่อลูก” เรื่องจริงของคุณแม่ ผู้ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อลูกชาย

เพื่อลูก
เพื่อลูก

ใครจะคิดว่าเด็กที่เติบโตขึ้นมาบนกองเงินกองทอง ชีวิตไม่เคยรู้จักกับคำว่าลำบาก แต่เมื่อเลือกเดินทางผิด ทำให้ชีวิตที่เคยสุขสบายราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ กลับกลายเป็นตกนรกทั้งเป็น แต่ฉันจะท้อไม่ได้ เพราะมีอนาคตของลูกชายเป็นเดิมพัน ลมหายใจนี้จึงมี เพื่อลูก ของเธอเท่านั้น

ฉันไม่กล้าบากหน้ากลับไปพึ่งครอบครัว ฉันจะเลี้ยงดูลูกทั้งสองคนได้อย่างไร ในเมื่อตัวฉันเองยังไม่มีความมั่นคงในชีวิตสุดท้ายฉันตัดสินใจไปทำแท้ง

ฉันเกิดในครอบครัวชาวจีน ฐานะค่อนข้างร่ำรวยจึงมีชีวิตอย่างสุขสบาย มีเงินใช้ไม่ขาดมือ ได้เรียนโรงเรียนเอกชนดี ๆ ใช้ของแพง ๆ แต่ฉันกลับไม่มีความสุขเลยเพราะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์สารพัด  ต้องตื่นและเข้านอนเป็นเวลา ต้องสอบให้ได้ไม่เกินที่ 10 ของห้อง ถ้าทำไม่ได้จะถูกตีและต่อว่าไม่มีสิทธิ์มีเสียง ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ช่วงกำลังจะขึ้น ม. 1 ฉันเริ่มติดเพื่อนและออกเที่ยวด้วยกันทุกวันหยุด ครอบครัวกลัวว่าฉันจะกลายเป็นเด็กมีปัญหา จึงส่งให้ไปเรียนต่อที่ไต้หวัน

แม้ว่าจะมีบ้านอยู่ที่ไต้หวันและแม่ก็อาศัยอยู่ที่นั่น แต่ฉันกลับต้องไปอยู่โรงเรียนประจำซึ่งมีกฎระเบียบมากมายคอยควบคุมเช่นเดิม แต่มีค่าตอบแทนคือได้ไปเที่ยวทุก ๆ ปิดเทอม ทั้งฟิลิปปินส์ ฮ่องกง  ญี่ปุ่น และอีกหลาย ๆ ประเทศ ฉันเรียนที่ไต้หวันเป็น

เวลา 10 ปีเต็ม เมื่อจบปริญญาตรีจึงย้ายมาอยู่กับแม่และทำงานเป็นพนักงานดูแลบัญชีอีก 2 ปี ดูเหมือนชีวิตของฉันกำลังจะไปได้สวย แต่แล้วครอบครัวกลับบังคับให้ฉันไปเรียนต่อที่ประเทศแคนาดา

คืนก่อนกลับประเทศไทยเพื่อต่ออายุหนังสือเดินทาง ฉันทะเลาะกับแม่อย่างรุนแรงเพราะเพื่อนของแม่ตะคอกฉันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ด้วยความที่ฉันเป็นคนไม่ยอมคนจึงด่ากลับไปอย่างไม่ไว้หน้า  ปรากฏแม่เข้าข้างเพื่อนมากกว่าลูกตัวเอง ครั้งนั้นฉันทั้งน้อยใจ โกรธและหงุดหงิดที่ถูกบังคับให้ไปเรียนต่อ จึงต่อว่าแม่ด้วยคำพูดที่หยาบคายขนาดตัวเองยังไม่คิดว่าจะกล้าพูดได้ขนาดนั้น แม่ตบหน้าฉันฉาดใหญ่ เจ็บทางกายยังไม่รุนแรงเท่าเจ็บทางใจ คืนนั้นฉันเก็บข้าวของออกจากบ้านและบอกกับตัวเองว่าจะไม่กลับไปเหยียบที่นั่นอีก

วันรุ่งขึ้นฉันเดินทางกลับเมืองไทยด้วยเงินเต็มกระเป๋า และจิตใจที่แน่วแน่ว่าจะไม่เดินตามเส้นทางที่ครอบครัววางไว้อีกแล้ว เพียงไม่กี่วันที่กลับมาอยู่เมืองไทย ฉันก็เริ่มทะเลาะกับญาติ ๆ รวมทั้งเบื่อที่แม่โทรศัพท์มาต่อว่าเรื่องที่ไม่เรียนต่อแทบทุกวัน ฉันจึงตัดสินใจออกไปอยู่กับเพื่อน เพราะคิดว่าตัวเองมีวุฒิภาวะพอที่จะเลือกทางเดินชีวิตตัวเอง แต่ท้ายที่สุดการตัดสินใจครั้งนั้น กลับทำให้ชีวิตที่เคยอยู่อย่างสุขสบาย ได้ลิ้มรสชาติของความลำบากที่ยากจะลืมเลือน

 

เพื่อลูก

 

ชีวิตของฉันเหมือนนกที่ถูกขังอยู่ในกรงตั้งแต่เล็กจนโตมีคนคอยป้อนข้าวป้อนน้ำไม่ได้ขาด  แม้จะสุขสบายแต่ก็เฝ้ารอว่าเมื่อไรประตูกรงจะเปิด จะได้โบยบินไปหาอิสระ แต่เมื่ออิสระมาถึงฉันกลับไม่รู้ว่าต้องใช้มันให้ถูกต้องอย่างไร

เมื่อออกมาใช้ชีวิตกับเพื่อน ฉันออกเที่ยวทุกวัน กินเหล้าทุกคืนจนเงินนับแสนที่เก็บมา 2 ปีเต็มละลายหายไปในเวลาไม่ถึง 1 เดือน เมื่อเงินเริ่มขาดมือ ฉันก็นำทองที่ครอบครัวซื้อให้เป็นของขวัญวันรับปริญญาไปขายได้เงินร่วมแสน แต่ทุกบาททุกสตางค์ก็หมดไปอย่างรวดเร็วเช่นเดิมเพราะไม่รู้จักใช้เงิน  เมื่อได้มันมาง่าย ๆ จึงใช้ไปโดยไม่คิดระหว่างนั้นฉันได้พบกับสามีคนแรก  เขาเป็นนักดนตรีที่ร้านอาหารซึ่งฉันไปเที่ยวเป็นประจำหลังจากไปมาหาสู่กันสักพัก ฉันก็ย้ายไปอยู่กับเขาที่คอนโด เขาสัญญาว่าจะเลี้ยงดูฉันอย่างดี

เขาทำตามสัญญาที่ให้ไว้จริง ๆ ในช่วง 3 - 4 ปีแรกที่อยู่ด้วยกัน ฉันไม่ต้องทำงานเขาเลี้ยงดูทุกอย่างจนมีลูกชายด้วยกัน 1 คนครอบครัวของฉันกำลังจะสมบูรณ์และมีความสุขกันตามประสาพ่อแม่ลูก แต่แล้ววันหนึ่งสามีกลับเดินมาบอกลาโดยให้เหตุผลว่าเขามีคนอื่น

วันนั้นเหมือนโลกถล่มลงมาต่อหน้าสามีที่ฉันรักมากเดินออกจากห้องโดยไม่คิดจะหันกลับมามองลูกชายวัย 3 ขวบที่นั่งเล่นอยู่แม้แต่น้อย ฉันได้แต่นั่งร้องไห้อยู่ในห้องไม่มีที่พึ่ง ไม่มีหลักยึดเหนี่ยว  ไม่มีงานหนำซ้ำเงินที่สามีให้ไว้ก็หมดไปกับค่าใช้จ่ายประจำวัน ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร รู้เพียงว่าทนอยู่กับความรู้สึกเดิม ๆ บรรยากาศเดิม ๆ ที่เคยมีเขาอยู่ในห้องไม่ได้อีกแล้ว จึงตัดสินใจขายข้าวของทุกอย่าง  เหลือเพียงผ้าห่มสองผืนหมอนสองใบ และพัดลมอีก 1 ตัว และพาลูกเดินไปตามถนนเพื่อหาที่พักใหม่  ฉันเดินอย่างไร้จุดหมายราวกับคนเสียสติ ทั้งผิดหวังในความรัก สับสน และเครียด งานก็ไม่มีจะเลี้ยงดูลูกอย่างไร เงินก็มีติดตัวเพียงน้อยนิด ใจหนึ่งก็อยากฆ่าตัวตายเพราะทนรับความผิดหวังไม่ไหว แต่สัมผัสอุ่น ๆ ของมือเล็ก ๆ ที่จับจูงอยู่ย้ำเตือนให้ฉันก้าวเดินต่อไป ฉันจะตายตอนนี้ไม่ได้ จะทิ้งลูกให้อยู่คนเดียวไม่ได้

ทุกวันนี้ก่อนนอนฉันพูดกับลูกชายทุกวัน

“แม่ขอบคุณหนูนะที่อยู่เป็นเพื่อนแม่ไม่เคยทิ้งแม่ ขอบคุณที่หนูทำให้แม่มีชีวิตมาถึงทุกวันนี้”

ฉันย้ายไปอยู่ห้องแถวเล็ก ๆ โดยได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัว แม้เคยทำไม่ดีเอาไว้นับไม่ถ้วน  แต่ยามลำบากเขาก็ยังช่วยเหลือ ตอนนั้นฉันจึงได้เรียนรู้ว่า ชีวิตที่ผ่านมาโชคดีแค่ไหนที่มีครอบครัวคอยดูแลไม่เคยต้องกังวลว่าจะมีกินไหม จะมีที่ซุกหัวนอนหรือเปล่า สิ่งที่พวกเขามอบให้คือความหวังดี ฉันเสียอีกที่ไม่รักดีเอง

ฉันเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองพร้อมวางแผนชีวิตใหม่ โดยเปิดร้านซักรีดเล็ก ๆ กิจวัตรประจำวันของฉันคือ  เช้าไปส่งลูกที่โรงเรียนจากนั้นกลับมาทำงานซักรีด ตอนเย็นก็ไปรับลูกกลับบ้าน พอค่ำก็ออกไปรับจ้างล้างจานถึงตีหนึ่ง ถึงจะเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแต่ก็กัดฟันสู้เพราะ “ฉันอดได้ แต่ลูกอดไม่ได้” ช่วงนั้นฉันไม่มีเวลาให้ลูกมากนัก

 

เพื่อลูก

 

เขาต้องนอนคนเดียว เล่นคนเดียว แต่ฉันไม่มีทางเลือก ฉันจำเป็นต้องทำงานหนักเพราะไม่อยากกลับไปขอใครกินอีกแล้ว พอชีวิตฉันกำลังเริ่มเข้าที่เข้าทาง สามีก็กลับมาหาอีกครั้ง

คำขอของลูกที่ต้องการความอบอุ่นจากพ่อทำให้ฉันใจอ่อน เพราะเขามักถามฉันเสมอว่าพ่อไปไหน  ทำไมไม่อยู่กับเรา ทำไมไม่ไปงานวันพ่อที่โรงเรียน ฉันจึงคืนดีกับสามีอีกครั้ง เขาบอกให้ฉันเลิกทำงาน และเขาจะเลี้ยงดูเองแต่ครั้งนี้ฉันไม่ประมาทเหมือนคราวที่แล้ว ฉันปฏิเสธและเลือกใช้ชีวิตในทางที่ถูกต้อง

เราสองคนช่วยกันทำมาหากินจนมีเงินเก็บพอสมควร แต่ทุกครั้งที่เริ่มมีเงินก้อนสามีมักเอาไปใช้เสมอ เงินที่ฉันคิดไว้ว่าจะเก็บไว้ให้ลูกหมดไปกับเครื่องดนตรีราคาหลายหมื่น มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ราคาเหยียบแสน ค่ากินเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่เพื่อน ฉันคัดค้านก็ไม่เป็นผล มีแต่จะทำให้ทะเลาะกันแล้วเขาก็ทิ้งฉันไปอีกครั้ง

ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ฉันมีสติมากขึ้นจึงทำงานต่อไป แม้จะเสียใจที่หมดเงินไปกับสิ่งไร้ค่า แต่คิดเสมอว่าฉันยังมีสองมือสองเท้า ยังมีกำลังและความรู้ อย่างไรเสียก็ไม่มีวันอดตาย แต่สามียังคงวนเวียนอยู่ในชีวิตของฉัน กลับมาอยู่ด้วยแล้วทิ้งไปเป็นอย่างนี้ประมาณ 3 - 4 ครั้ง ทุกครั้งที่กลับมามักมีเรื่องให้ต้องเสียเงินเสมอ

กระทั่งครั้งสุดท้ายที่ฉันตัดสินใจเลิกกับเขาเด็ดขาดเพราะเบื่อที่จะต้องฝากอนาคตไว้กับผู้ชายไม่เอาถ่าน ฉันจึงย้ายออกจากที่พักเดิมเพื่อจะได้ไม่ต้องติดต่อกับเขาอีกต่อไป

หลังจากย้ายมาอยู่ที่ใหม่และเริ่มรู้จักกับสามีคนที่สอง โดยตกลงกันว่าจะไม่อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเพราะฉันกลัวจะผิดหวังซ้ำเป็นครั้งที่สอง ซึ่งเขาก็ยอมรับและส่งเสียเงินให้ฉันกับลูกอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี ฉันก็ตั้งท้อง ลูกชายของฉันดีใจมากที่กำลังจะมีน้อง ฉันรีบโทรศัพท์ไปบอก  แต่เขากลับไม่รับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นเคยบอกว่าอยากมีลูก เขาหนีหายไปเฉย ๆ  ฉันเพียรพยายามโทร.หาเขานับร้อยครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยรับสาย

ตอนนั้นฉันแพ้ท้องหนักมากจนทำงานไม่ได้ ทั้งเวียนหัวจะอาเจียนตลอดเวลา กินข้าวแทบไม่ได้  ได้กลิ่นแป้งหรือผงซักฟอกไม่ได้เลย จึงต้องเลิกทำงานซักรีดไปโดยปริยาย หนำซ้ำยังร้อนไปทั่วทั้งตัวราวกับคนเป็นไข้ จนย่างเข้าเดือนที่ 4 อาการแพ้ท้องก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทุเลา เงินเก็บก็เริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ จนฉันต้องเอาข้าวของเครื่องใช้ในบ้านไปขาย ทั้งตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า เพื่อเอาเงินมาใช้จ่ายประจำวัน กระทั่งสุดท้ายฉันไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง จึงอ้อนวอนขอผัดผ่อนกับเจ้าของบ้านเพราะฉันไม่เคยค้างค่าเช่าเลยแม้แต่เดือนเดียว แต่ก็ไม่เป็นผล ฉันถูกไล่ออกจากห้องโดยไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร

ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดก็ยังมีสิ่งดี ๆเกิดขึ้น น้องที่ฉันรู้จักแนะนำให้ไปอยู่เกสต์เฮ้าส์เล็ก ๆ โดยให้ฉันจ่ายค่าเช่าหลังจากฉันหางานทำได้ แต่จนแล้วจนรอดอาการแพ้ท้องก็ไม่หายสักที ฉันอับจนหนทาง ไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปทางไหน แค่เงินจะกินข้าวในแต่ละวันหรือ เงินจะให้ลูกติดตัวไปโรงเรียนยังไม่มี ตอนนั้นฉันเครียดมาก กังวลไปหมดว่าอีก 5 เดือนนับจากนี้ ฉันกับลูกจะอยู่อย่างไร จะเอาอะไรกิน จะหยิบยืมใครก็ไม่ได้

ฉันไม่กล้าบากหน้ากลับไปพึ่งครอบครัวเพราะสำนึกได้ว่าเขาช่วยเหลือฉันมามากเกินพอแล้ว  และหากผ่าน 5 เดือนนี้ไปได้ฉันจะเลี้ยงดูลูกทั้งสองคนได้อย่างไร ในเมื่อตัวฉันเองยังไม่มีความมั่นคงในชีวิต สุดท้ายฉันตัดสินใจไปทำแท้ง

ก่อนวันที่จะไปทำแท้ง ฉันพาลูกไปฝากกับครูให้ช่วยเลี้ยง และบอกลูกว่า “แม่จะไปเอาน้องออกนะ” ลูกชายยืนมองตาแป๋วอย่างไม่เข้าใจว่าแม่ของเขากำลังจะทำสิ่งที่บาปมหันต์ คืนวันนั้นเวลาประมาณ 5 ทุ่ม ฉันได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งจากเด็กผู้ชายอายุ 8 ขวบที่ถามไถ่อาการด้วยน้ำเสียงสดใส “แม่คลอดน้องหรือยัง น้องน่ารักไหม” ฉันน้ำตาร่วง ทั้งรู้สึกผิด หดหู่ และสงสารลูก แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว ได้แต่ตอบเขาว่า

“น้องไม่อยู่แล้วนะ น้องตายแล้ว”

 

เพื่อลูก

 

ชีวิตหลังจากนั้นของฉันล้มลุกคลุกคลาน จนตอนนี้ทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งแม้จะได้เงินเดือนไม่มากและต้องคอยหลบเลี่ยงหัวหน้าที่จ้องแต่จะลวนลาม แต่ก็ต้องสู้และบอกลูกว่าให้อดทน

“ถึงแม่จะมีเงินไม่มาก แต่แม่จะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น ทุกวันนี้เราอาจยังไม่มีอะไร แต่ขอให้หนูตั้งใจเรียน เรียนไม่เก่งไม่เป็นไร แต่ขอให้หนูเป็นเด็กดี เดินในทางที่ดีเท่านั้นพอ”

ทุกวันนี้ฉันได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญที่สุดในชีวิต ฉันเชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้ชีวิตทุกวันนี้ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพราะผลกรรมที่เคยทำเอาไว้ทั้งหมด และขอรับผลกรรมนั้นไว้ทั้งหมดโดยไม่ขอผัดผ่อน เพราะไม่อยากให้กรรมเหล่านั้นตกอยู่กับลูก

หากย้อนเวลากลับไปได้ ฉันคงเลือกเดินตามเส้นทางที่ครอบครัววางไว้ให้ ฉันอาจได้พบเจอคนที่ดีกว่านี้ แต่ในเมื่อคนเราไม่สามารถแก้ไขอดีต จึงได้แต่ยอมรับชะตากรรมจากเส้นทางที่ฉันเลือกเอง

ทุกวันนี้ทำได้แค่ภาวนาว่าเมื่อไรผลกรรมเหล่านี้จะจบสิ้น  เพื่อที่วันหนึ่งฉันกับลูกจะได้มีความสุขเสียที 

 

≈≈≈≈≈≈≈≈

ความเห็นของพระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

ผู้ที่มีความเห็นถูกก็จะคิดพูดทำในสิ่งที่ถูกเป็นบุญกุศลนำพาชีวิตให้พบกับสิ่งที่เป็นมงคล มีความสุขความสำเร็จตามกำลังของบุญที่ได้ทำไว้ ส่วนผู้ที่มีความเห็นผิดก็จะคิดพูดทำในสิ่งที่ผิดเป็นบาป  อกุศลนำทุกข์โทษภัยมาสู่ชีวิต

การด่าทอมารดาด้วยคำหยาบคายโดยขาดความเคารพยำเกรง ทำให้ท่านเสียใจ และการทำแท้ง ถือเป็นบาปที่ร้ายแรง เป็นเหตุให้ชีวิตต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่างๆ นานา ยากที่จะมีความสุขความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม เมื่อสำนึกผิดไม่ทำสิ่งนั้นอีก ตลอดจนไม่ทำสิ่งใด ๆ ที่เป็นความชั่ว ตั้งหน้าทำแต่ความดีด้วยความขยันอดทน แม้จะเหนื่อยยากก็ไม่ท้อถอย

หากความดีหรือบุญที่ทำไว้มีกำลังมากพอ ก็จะนำพาชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น มีความสุขความสำเร็จได้ในบั้นปลายเหมือนน้ำในภาชนะที่สกปรกหากเจ้าของเติมน้ำใสสะอาดเข้าไปเนือง ๆ จนน้ำสะอาดมีปริมาณมากพอ ก็จะเจือจางความสกปรกของน้ำให้จางคลายลงได้ จงตั้งหน้าทำแต่ความดีละเว้นความชั่วเถิด มีแต่ความดีเท่านั้นที่ช่วยอุปการะชีวิตให้เจริญรุ่งเรือง

≈≈≈≈≈≈≈≈

****ภาพและบุคคลในภาพจำลองขึ้นตามเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง

เรียบเรียง Pitchaya ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ แบบ น้องเดฟ,  จูน

สนใจส่งเรื่องจริงสะท้อนชีวิตที่อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจ หรือเรื่องจริงที่เป็นอุทาหรณ์ inbox มาได้ที่ Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

True Story : ในวันที่ลูกคิดได้ เมื่อเป็นแม่ เรื่องของผู้หญิงที่จำต้อง ทิ้งลูก

จากเด็กแสบที่เคยทำพ่อแม่เสียใจ สู่ชีวิตที่คิดได้เมื่อเข้าถึงความเป็นพุทธของ ท็อป จรณ โสรัตน์

รักแท้ ไม่แพ้อะไรทั้งนั้น ถึงแม้หย่ากันแล้วก็กลับมาแต่งกันใหม่ได้

ลูกชายสุดยอดกตัญญู ยอมแต่งหญิงเพื่อแม่นานกว่า 20 ปี

ลูกต้องรับกรรม เพราะแม่ทำแท้ง เรื่องเล่าชวนคิด คุณเชื่อเรื่องแบบนี้หรือไม่?

keyboard_arrow_up