ชีวิต “จริง” ของนางเอกสาวขาลุย ต่าย สายธาร นิยมการณ์

ชีวิต “จริง” ของนางเอกสาวขาลุย ต่าย สายธาร นิยมการณ์

    เมื่อย้อนกลับไปราว 20 ปีที่แล้ว ในยุคที่หนังไทยวัยรุ่นแนวกระโปรงบานขาสั้นกำลังโด่งดังหลายคนคงประทับใจกับบทบาทของสาวน้อยหน้าใส ไว้ผมหน้าม้า ฉายา “แหม่ม จินตหรา 2” อยู่ไม่น้อย

แม้วงการมายาจะมอบแต่บทบาทนางเอกที่ดูน่ารัก อ่อนหวานน่าทะนุถนอมให้กับ ต่าย สายธาร นิยมการณ์ อยู่เสมอ แต่ดูเหมือนในชีวิตจริงเธอจะไม่ได้สวยหวานเหมือนบทบาทเหล่านั้นด้วยบุคลิกทะมัดทะแมง พูดจาตรงไปตรงมา รักอิสระและความยุติธรรม จนเป็นที่มาของกระแสข่าวมากมาย ทั้งที่กล่าวว่าเธอท้อง ติดยาเสพติด มีเสี่ยเลี้ยง หรือแม้แต่คลิปที่เธอทะเลาะกับแท็กซี่ก็กลายเป็นเรื่องโด่งดังในสังคมออนไลน์

แต่ความ “จริง” ในชีวิตของเธอนั้นยังมีอีกหลากหลายมุมที่เราไม่รู้ ซึ่งเธอจะมาเผยใจอย่างหมดเปลือกให้เราฟัง…

วัยเด็กผูกพันอยู่กับวัด

ชีวิตวัยเด็กของต่ายโลดโผนมาก ต่ายเกิดและเติบโตที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้รับการเลี้ยงดูมาแบบเด็กผู้ชาย จึงมีนิสัยแก่นๆ ชอบออกไปวิ่งเล่น ปั่นจักรยานกับเพื่อนแถวบ้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ต่ายจำได้ดีคือ พ่อกับแม่จะสอนให้ต่ายสวดมนต์ไหว้พระมาตั้งแต่เด็ก หากวัดผาสุการาม (หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดไม้ลุงขน) มีงานบุญ พ่อกับแม่ก็จะพาต่ายไปช่วยงานที่วัดเสมอ แต่ที่ทำให้ต่ายชอบการไปวัดคือ ขากลับท่านเจ้าอาวาสมักจะให้ขนมและผลไม้ติดไม้ติดมือกลับมาเป็นประจำ

ดังนั้นแม้ว่ารอบบ้านของต่ายจะรายล้อมไปด้วยสถานเริงรมย์และบ่อนการพนัน แต่ต่ายกลับไม่เคยสนใจหรือข้องแวะกับการพนันและอาชีพขายบริการเลย หลายคนอาจมองว่าเด็กที่เติบโตมาในสภาพแวดลอ้ มแบบนจี้ ะตอ้ งเปน็ คนไม่ดีแต่สำหรับต่ายแล้วสภาพแวดล้อมแทบไม่มีผลต่อชีวิตเลย เพราะในวัยเด็กพ่อแม่ปลูกฝังแต่เรื่องการทำบุญ เข้าวัด สวดมนต์จนเป็นนิสัยติดตัวมาจนโต

หลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนแม่สายประสิทธิศาสตร์ ต่ายก็ย้ายมาเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคโนโลยีพาณิชยการล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ แต่เรียนไปได้แค่เทอมเดียวก็เข้าวงการบันเทิง เลยต้องย้ายมาเรียนการศึกษานอกโรงเรียนที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต่ายต้องขึ้นเครื่องบินจากกรุงเทพฯ กลับมาเรียนที่เชียงใหม่ทุกสัปดาห์ เพราะไม่อยากให้ใครมาว่าได้ว่าต่ายเรียนจบ เพราะใช้อภิสิทธ์ความเป็นดาราหรือซื้อวุฒิการศึกษา เราจึงต้องพยายามมากกว่าคนอื่น จนสุดท้ายก็เรียน กศน. จนจบ ม.6 ตามความตั้งใจ

จากนั้นต่ายก็เข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ช่วงนั้นต่ายกำลังดังมาก มีทั้งงานหนังงานละคร และงานเพลง แต่ต่ายก็ไม่ยอมทิ้งการเรียน แม้ว่าวันจันทร์ถึงวันศุกร์จะเรียนต้งั แต่เท่ยี งถึงห้าโมงเย็น แต่พอเลิกเรียนต่ายก็รีบมาเข้าห้องอัดจนถึงตีสอง ช่วงนั้นวันเสาร์-อาทิตย์ต้องไปถ่ายละครเรื่อง แม่ศรีไพร ที่จังหวัดกาญจนบุรี แต่ต่ายก็ยังสู้ แม้จะเพลียมากแค่ไหนต่ายก็ยังพยายามทุ่มเทเพื่อให้งานออกมาดีเรียกว่าทำงานจนหมดแรงแล้วก็น็อกหลับไปเลย พอมีช่วงเวลาว่างก็จะงีบหลับตลอด จนคนคิดว่าเรากินยานอนหลับ สุดท้ายเมื่อมีงานเข้ามาเยอะมาก เวลาเรียนจึงไม่พอ ประกอบกับตอนนั้นคุณพ่อเสียชีวิต ต่ายต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว จึงตัดสินใจหยุดเรียนเพื่อทำงานหาเงินอย่างเต็มตัว

แม้ว่าต่อมาต่ายจะได้รับโอกาสไปอบรมคอร์สต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำงานมากมาย เชน่ คอร์สเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพ คอร์สเกี่ยวกับจิตวิทยา ซึ่งได้ความรู้ไม่แพ้การเรียนในมหาวิทยาลัย แต่ต่ายก็ยังย้ำกับทุกคนเสมอว่า ถ้ามีโอกาสก็ต้องเรียนสูงๆ เข้าไว้เพราะคนเรียนสูงจะมีมุมมอง ทัศนคติที่กว้างกว่า และมีทักษะในการใช้ชีวิตที่ดีกว่า

ใช้ชีวิตแบบสุดขั้ว

การเป็นนางเอกในยุคของต่ายไม่เหมือนกับในยุคนี้ เพราะในตอนนั้นต่ายมีผู้ใหญ่ดูแลอย่างเข้มงวด เราต้องเป็นนางเอกในแบบที่เขาตีกรอบไว้ให้ แต่พอหลุดจากกรอบนั้นมา เราก็เป็นตัวของตัวเอง ตอนนั้นต่ายติดเพื่อนมาก เฮกันไปเที่ยวและปาร์ตี้ลองทุกอย่าง ทั้งกินเหล้า สูบบุหรี่ แต่ไม่เคยติดยาเสพติดอย่างที่เคยมีข่าวออกมา ต่ายชอบเต้นรำมาก เวลาไปเที่ยวก็จะเต้นอยู่หน้าลำโพงบ้าง บนลำโพงบ้าง เมาก็เมาตรงนั้น ถ้าใครเป็นนักเที่ยวสมัยนั้นคงจำกันได้ ต่ายเคยเที่ยวหนักถึงเช้า จนต้องจอดรถทิ้งไว้หน้าสถานบันเทิงแล้วไปทำงานต่อ แต่ถึงจะเที่ยวหนักแค่ไหนต่าย–สายธารก็ไม่ยอมให้เสียงานแน่นอน

นอกจากนี้ต่ายยังโดนข่าวว่ามีเสี่ยเลี้ยง ทั้งที่ความจริงไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว แต่ถ้าเป็นการจ้างไปนั่งทานข้าวกับคนที่มีชื่อเสียงหรือคนรวยๆ แบบนี้ต่ายเคยไป แต่ทุกครั้งที่ไปจะมีผู้ใหญ่ไปด้วยตลอด ไม่เคยไปส่วนตัวเลย และต่ายขอเถียงขาดใจเลยว่าไม่มีเสี่ยเลี้ยงแน่นอน ถ้ามีเสี่ยเลี้ยงจริง ป่านนี้ต่ายคงสบายไปแล้ว

ตอนนั้นหลายคนมองว่าชีวิตในวงการบันเทิงของต่ายกำลังไปได้สวย มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่อยู่มาวันหนึ่งต่ายก็ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างแล้วกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ เพราะต้องการกลับไปดูแลแม่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะและพี่สาวซึ่งป่วยหนัก รวมทั้งรับหน้าที่ดูแลลูกสาวบุญธรรม ซึ่งแม่แท้ๆ ของเขาเป็นพี่ที่เลี้ยงดูต่ายมาตั้งแต่เด็ก แต่หลังจากแม่ของเขาเสียชีวิต ต่ายจึงต้องทำหน้าที่แทน

เมื่อกลับมาอยู่เชียงใหม่ ต่ายก็ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ส่วนใหญ่มักอยู่บ้านนั่งทำเว็บไซต์ ขายของทางอินเทอร์เน็ตชนิดไม่ยอมหลับยอมนอน ทำงานไปด้วยกินขนมไปด้วย จนน้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่า 10 กิโล จึงตัดสินใจไปตรวจและพบว่าตัวเองเป็นโรคความดันโลหิตสูง และมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงมาก ทั้งยังมีอาการชาบริเวณแก้มด้านซ้าย เพราะชอบนั่งเท้าคางทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน รวมทั้งเป็นไมเกรนชนิดที่เรียกว่า “ไมเกรนออร่า” ทำให้เห็นแสงวาบ ร่วมกับมีอาการปวดหัวข้างเดียว

แต่ที่หนักกว่านั้นคือ ต่อมาต่ายเริ่มมีอาการปวดหลัง และปวดหนักมากขึ้นถึงขนาดเดินไม่ได้ เหมือนกับจะเป็นอัมพฤกษ์คุณหมอตรวจพบว่ากระดูกสันหลังข้อที่ 5 อักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการยกของหนักด้วยท่าทางที่ผิดมาตลอด คุณหมอจึงแนะนำให้ต่ายรักษาด้วยการกินยาและทำกายภาพบำบัดอยู่นานเป็นปี

    ต่ายใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลา 4 ปี ใครๆ คิดว่าคงหายไปจากวงการบันเทิงแล้ว แต่วันหนึ่งต่ายก็ตัดสินใจกลับมาอีกครั้ง

ต่าย สายธาร นิยมการณ์

    หลังจากใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา 4 ปี หัวหน้าพยาบาลของมูลนิธิร่วมกตัญญูก็ติดต่อให้ต่ายกลับมาอบรมหลักสูตรเวชกรฉุกเฉินพื้นฐานที่โรงพยาบาลราชวิถีเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นพื้นฐานอย่างเต็มตัว นี่จึงเป็นการเดินทางกลับมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่ายไม่ได้ต้องการมาแสวงหาชื่อเสียงหรือเงินทองอีกต่อไป

ทำงานตอบแทนสังคม

ต่ายเริ่มเข้ามาทำงานอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูเพราะคุณอ๊อฟ-อภิชาติ พัวพิมล ซึ่งในเวลานั้นเรียกว่าเป็น “เพื่อนที่รู้ใจ” อ๊อฟทำงานเป็นอาสาสมัครมาก่อน จึงชวนต่ายเข้ามาทำงานด้วยกัน แรกๆ ต่ายไม่ชอบงานนี้เลยเพราะกลัวเลือดมาก เคสแรกที่เจอ คือ คนโดนสิบล้อทับศีรษะ อ๊อฟมีหน้าที่ถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วต่ายต้องนำรูปนั้นกลับมาไว้ที่คอนโด ตลอดสามสี่วันที่ต่ายอยู่ในห้องคนเดียว ต่ายเห็นภาพใบหน้าของคนคนนี้ติดตาตลอดเวลา ต่ายหลอนถึงขนาดเห็นหน้าของเขาลอยมาติดกับหน้าเราเลย สุดท้ายต่ายทนไม่ไหว ต้องรีบไปวัด ไหว้พระสวดมนต์ คงเป็นเพราะตอนนั้นจิตของเรายังไม่นิ่ง จึงคิดว่าตนเองเห็นอะไรไปต่างๆ นานา

ช่วงแรกที่มาทำงานอาสาสมัคร ต่ายยังไม่ได้อบรมพื้นฐานการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บมาก่อน วันหนึ่งเจอคนโดนรถชน กระดูกข้อเท้าโผล่ เขาร้องว่าเจ็บๆ ด้วยความหวังดีอยากจะช่วยเขา จึงรีบหยิบกระปุกยาหม่องน้ำแบบที่มีสำลีซึ่งชุ่มไปด้วยน้ำยาหม่องอยู่ข้างใน ต่ายรีบดึงสำลีนั้นออกมาให้เขาดม เขาหยุดร้องทันที นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะร้องออกมาว่า โอ๊ย…แสบตา! เพราะตอนที่เราดึงสำลีออกมายาหม่องกระเด็นเข้าตาเขา ถือเป็นเรื่องที่เราทำพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ ตอนนั้นต่ายคิดทันทีว่า ถ้าจะทำงานช่วยเหลือคน เราจะทำพลาดไม่ได้ จึงไปอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในการช่วยเหลือผู้ได้รับอุบัติเหตุอย่างถูกต้อง

ต่ายทุ่มเททำงานอาสาสมัครกับมูลนิธิร่วมกตัญญูเรื่อยมา จากที่ไม่ชอบกลายเป็นรักงานนี้ เพราะต่ายรู้สึกว่างานนี้เหมาะกับธรรมชาติของตัวเอง เราเป็นเด็กต่างจังหวัด ทำงานลุยๆ ได้สบาย ที่สำคัญคือ เมื่อได้ช่วยเหลือคนอื่นแล้ว ตัวเราก็มีความสุข และยังได้ทำงานร่วมกับคนที่มีใจอาสาเหมือนกัน จึงเหมือนกับเราทำงานกับพี่น้องหรือครอบครัว

การทำงานเป็นอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูทำให้ต่ายได้รับโอกาสไปอบรมความรู้ในหลายๆ ด้าน เช่น การฝึกกระโดดร่ม ฝึกยิงปืน การอบรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพอากาศ (พสบ.ทอ.) รุ่นที่ 6 และที่สำคัญคือ อบรมหลักสูตรเวชกรฉุกเฉินพื้นฐานที่โรงพยาบาลราชวิถี

การอบรมหลักสูตรเวชกรฉุกเฉินนี้ ต่ายได้เรียนตั้งแต่พื้นฐานกายวิภาคศาสตร์ การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยตลอดจนการช่วยทำคลอด ซึ่งต้องเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติจริง เพราะงานของหน่วยกู้ชีพสำคัญรองจากแพทย์และพยาบาล เราตอ้ งช่วยเหลือคนเจ็บให้ดีที่สุดก่อนส่งให้ทางโรงพยาบาลดูแลรักษาต่อไป จึงต้องใช้ความรู้และทักษะในการทำงานมากทีเดียว

ที่ผ่านมาต่ายได้รับอากสต่างๆ จากสังคมมามาก ต่ายจึงตั้งใจทำงานตอบแทนสังคมอย่างเต็มความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้คนในฐานะอาสาสมัครกู้ชีพ การไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องปฐมพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บตามหน่วยงานต่างๆ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ต่ายได้ทำงานเพื่อในหลวง ซึ่งเกิดมาชาตินี้ก็ไม่เสียดายแล้ว

ปะทะคารมกับแท็กซี่

การกลับมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ต่ายมีผลงานในวงการบันเทิงบ้างประปราย อาจจะได้เห็นหน้าค่าตากันในฐานะพิธีกรและนักแสดงรับเชิญในละครบ้าง แต่เรื่องที่ทำให้ต่ายเป็นข่าวดังอีกครั้งคือเรื่องคลิปทะเลาะกับแท็กซี่

จริงๆ แล้วต่ายไม่ได้เป็นคนเหวี่ยงวีน เพียงแต่ต่ายไม่ชอบคนพูดจาไม่สุภาพ วันนั้นต่ายนั่งแท็กซี่กลับคอนโด คนขับแท็กซี่เลี้ยวเข้าซอยผิด ต่ายจึงทักว่าไม่ใช่ซอยนี้นะคะ ต้องเลี้ยวเข้าซอยข้างหน้า เท่านั้นแหลเขาก็โมโหและพูดจาไม่ดีใส่ต่าย ต่ายพยายามพูดดีๆ ใช้น้ำเย็นเข้าลูบ แต่เขายังตะคอกใส่ต่ายไม่หยุด จนกระทั่งก่อนลงรถต่ายจึงถ่ายคลิปวิดีโอไว้ทั้งหมด ตั้งแต่ที่เขาชี้หน้าว่าเราและลงจากรถมาเหมือนจะหาเรื่องต่ออีก ต่ายคิดว่าคนทำงานบริการไม่ควรพูดจาหรือทำกิริยาไม่สุภาพแบบนี้ ถ้าไม่พร้อมด้านร่างกายหรอืออารมณ์ก็ไม่ควรมออกมาทำงาน เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้โดยสารด้วย

ตอนที่ปล่อยคลิปออกไปนั้น ต่ายคิดแค่ว่าไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น โดยเฉพาะผู้หญิง หรือคนแก่ที่ไม่กล้ามีปากเสียงตอบโต้ คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะบานปลายถึงขั้นคนขับแท็กซี่คนนั้นจะโดนไล่ออกจากงาน แต่ทางเจ้าของยืนยันกับต่ายว่าคนขับรถของอู่ไม่ควรทำมารยาทไม่ดีแบบนี้กับผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

หลังจากนั้นต่ายก็โดนโจมตีว่าปล่อยคลิปนี้ออกมาเพราะอยากดังหรือสร้างกระแสให้กับตัวเอง จริงๆ แล้วต่ายเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่เชื่อในการทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และไม่ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ ต่ายสอนลูก (บุญธรรม) และทุกคนเสมอว่า อย่าเอาเปรียบใคร และอย่าให้ใครมาเอาเปรียบเรา

    คนทั่วไปอาจมองว่าต่ายเป็นคนอารมณ์ร้าย พูดจาตรงๆ แรงๆ คงไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งด้วย แต่ทุกวันนี้ต่ายมีความสุขเพราะได้อยู่กับคนที่เข้าใจธรรมชาติของต่ายอย่างแท้จริง

ถ้าถามเรื่องหัวใจ ตอนนี้ต่ายมีคนรักที่เข้าใจความเป็นต่ายอย่างแท้จริงเขาทำงานเบื้องหลังในวงการบันเทิง เรารู้จักกันเพราะเขาเป็นลูกค้าซื้อของในเว็บไซต์ของต่าย จากนั้นเราก็เริ่มคุยกัน ต่ายเปิดเผยตัวตนให้เขาเห็นตั้งแต่แรกเลยว่าเราทำงานเป็นอาสาสมัครกู้ชีพ เพื่อดูว่าเขารับได้ไหม เพราะเราต้องทำงานในช่วงเวลากลางคืนเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งต้องทำงานยันสว่าง หลับคาป้ายรถเมล์ก็เคยมี

กลายเป็นว่าครั้งแรกที่เขาเห็นต่ายทำงาน เขาประทับใจมาก เพราะวันนั้นพอได้รับแจ้งเหตุ ต่ายสลัดส้นสูงเปลี่ยนชุดแล้วออกไปทำงานทันที เขาเห็นต่ายทำงานแบบนี้บ่อยเข้า ไปๆ มาๆ เขาจึงมาทำงานอาสาสมัครด้วยกัน

เจ้าสาวที่กลัวฝน

ระหว่างที่ศึกษาดูใจกัน ต่ายพบว่าแฟนของต่ายสนใจพระพุทธศาสนาเหมือนกัน เราไปทำบุญปฏิบัติธรรมด้วยกันเสมอ ครั้งหนึ่งเขาซื้อหนังสือพระไตรปิฎกให้ต่ายเป็นของขวัญ เพราะรู้ว่าต่ายศึกษาธรรมะและชอบอ่านหนังสือธรรมะมาก

เรื่องแต่งงานนั้นต่ายยังกล้าๆ กลัวๆ เหมือนเป็นเจ้าสาวที่กลัวฝน ตอนแรกที่คบกัน ต่ายก็อยากแต่งงาน แต่พอแฟนถามเรื่อง แต่งงานอย่างจริงจัง ต่ายกลับลังเลใจ ไม่อยากจะแต่งงานขึ้นมาดื้อๆ แต่พออายุมากขึ้น ตอนนี้ 39 แล้วก็อาจจะแต่งเร็วๆ นี้ ส่วนเรื่องมีลูก ต่ายวางแผนว่าอยากจะมีเอง แต่คุณหมอตรวจพบว่า ผนังมดลูกบางมาก คือผนังมดลูกของผู้หญิงทั่วไปจะหนาประมาณ 7 มิลลิเมตร แต่ผนังมดลูกของต่ายหนาไม่ถึง 2 มิลลิเมตร นอกจากนั้นยังมีปัญหาเรื่องฮอร์โมน ทำให้ประจำเดือนไม่มากว่า 5 เดือนแล้ว คุณหมอจึงให้ยาเพื่อปรับฮอร์โมน ทำให้มีผลข้างเคียงคือ ตัวบวม น้ำหนักขึ้น จนคนทักว่าอ้วน

ตอนนี้ต่ายพยายามดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดี หมั่นออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ใช่เพื่อให้ผอมสวยเหมือนเมื่อก่อน ถึงใครจะว่าต่ายอ้วนก็ไม่เป็นไร ต่ายคิดเสมอว่าเราไม่ได้ขายรูปร่าง เราขายแค่หน้าตา (ฮา) ถึงเราจะอ้วน แต่ถ้าเราสุขภาพดีก็เพียงพอแล้ว ที่ทำอยู่ทุกวันนี้แค่เพียงซิตอัพในตอนเช้าวันละนิดหน่อย แต่ถ้ามีเวลาก็ไปเข้าฟิตเนสบ้าง

น้อมรับธรรมะเข้ามาในจิตใจ

ต่ายชอบสวดมนต์ไหว้พระมาตั้งแต่เด็ก จึงน้อมรับธรรมะเข้ามาในจิตใจได้อย่างง่ายดาย ต่ายมีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถานของ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ทำให้ต่ายได้คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ใจของเรา ถ้ามีเรื่องต่างๆ มากระทบ แล้วเราแค่ทักทาย จ๊ะเอ๋ แล้ว บ๊ายบาย อย่างที่ท่านแม่ชีสอน ทุกอย่างก็จบ บางครั้งเวลาที่ต่ายโกรธ จะรู้ตัวว่าโกรธ แต่แป๊บเดียวก็หาย ต่ายเชื่อว่า หากคนทั่วไปน้อมนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันจะทำให้สังคมของเราน่าอยู่ขึ้น

คนที่รู้จักต่ายจะรู้ดีว่าต่ายไม่ชอบการนินทา ต่ายไม่ค่อยเอาเรื่องคนโน้นคนนี้มาคุยในวงสนทนา บางครั้งมีคนโทร.มาหาจะเล่าเรื่องคนโน้นคนนี้ให้ฟัง ต่ายบอกเลยว่าไม่มีเวลาฟังนะ ฉันปั๊มหัวใจอยู่นะหรอื ฉันทำ CPR อยู่นะ ชีวิต ของเราทำงานอยู่กับความเป็นความตาย เวลาหนึ่งวินาทีที่มีอยู่ต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ทุกวันนี้ต่ายไม่เกลียด ไม่อาฆาตใคร และสิ่งหนึ่งที่ไม่มีในชีวิตเลยคือ อิจฉา ต่ายอิจฉาคนอื่นไม่เป็น เพราะต่ายมีความสุขและพอใจในสิ่งที่ต่ายมี

คุณธรรมที่ต่ายถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดคือ ความกตัญญูไม่ว่าเราจะทำอะไรให้ใครต่อใครมากมายแค่ไหน แต่เราต้องไม่ลืมพระคุณของพ่อและแม่ผู้ให้กำเนิด บางคนทำงานป้อนข้าวป้อนน้ำให้คนอื่น แต่เคยตักข้าวให้พ่อแม่บ้างหรือเปล่า เวลาเราเกรงใจคนอื่นเราต้องคิดด้วยว่าเราเคยเกรงใจพ่อแม่ตัวเองบ้างไหม บางทีรอเพื่อนเป็นชั่วโมงเรารอได้ แต่ทำไมเรารอพ่อแม่ของเราไม่ได้ ทั้งที่พ่อแม่รอเราได้ตลอดชีวิต ต่ายเชื่อว่า คนที่กตัญญูต่อพ่อแม่เจริญทุกคน ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย

ทุกวันนี้ต่ายอาจไม่ได้เข้าวัดเพื่อปฏิบัติธรรมนุ่งขาวห่มขาวอย่างเคร่งครัดตลอดเวลา เพราะคิดว่าการปฏิบัติธรรมสามารถทำได้ทุกเวลา เราสามารถไหว้พระ สวดมนต์ และปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้านก็ได้ เราอาจต้องไปฝึกปฏิบัติที่วัดก่อน เพื่อศึกษาวิธีการนั่งสมาธิและการฝึกปฏิบัติ เมื่อเรารู้หลักแล้วก็สามารถทำได้ทุกที่ ขอเพียงมีความตั้งใจแน่วแน่ ต่ายชอบเข้าวัดทำบุญ เวลาไปทำบุญที่ไหน ถ้ามีแจกหนังสือธรรมะ ต่ายจะหยิบมาฝากคนใกล้ชิดเสมอ

แม้ว่าทุกวันนี้จะมีบางคนว่าต่ายสร้างภาพทำความดี แต่เรื่องนี้ไม่มีผลกระทบต่อต่ายเลย ต่ายบอกได้เลยว่า ถ้ามันเป็นภาพที่ดีฉันก็จะสร้างมันต่อไป เพราะอย่างน้อยฉันก็ได้ทำความดี ต่ายไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น และเชื่อมั่นในการทำความดีเสมอ ถึงแม้ต่ายจะทำบางอย่างไม่ถูกใจใคร แต่ก็เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง เสียงติฉินนินทาก็เหมือนกับพวกยุงหรือแมลงหวี่ แค่เราปัดออกไปก็ไม่สามารถมากวนใจเราได้อีก

ต่ายเชื่อว่า ถ้าเราคิดบวก ชีวิตจะมีแต่เรื่องดีๆ แต่ถ้าเราคิดลบก็จะมีแต่เรื่องไม่ดีเข้ามาในชีวิต ถ้าเรามองว่า คนอื่นเป็นแบบไหนในใจเราก็เป็นคนแบบนั้น เพราะทุกอย่างมันมาจากจิตใจของเรา

ทุกวันนี้ต่ายได้ทำงานอาสาสมัครช่วยเหลือสังคม และมีธุรกิจขายของทางอินเทอร์เน็ตเล็กๆ ที่พอมีรายได้เลี้ยงชีพ ต่ายไม่มีหนี้สินอะไร งานในวงการบันเทิงก็มีบ้าง ส่วนมากต่ายจะรับงานที่ใช้เวลาไม่มากนัก เช่น งานโชว์ตัว พิธีกร ร้องเพลง หรือละครสั้น เพื่อจะได้มีเวลาทำงานอาสาสมัครและดูแลเว็บไซต์ขายของ เพื่อส่งของให้ลูกค้าได้ตรงเวลา

    เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่อิสระ ได้ทำในสิ่งที่รักโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และต่ายเองก็มีความสุขกับชีวิตที่พอเพียงแบบนี้ค่ะ


บทความน่าสนใจ

เป็น ผู้สูงอายุ อย่างมีความสุข สุขภาพใจแข็งแรง

วิธี ให้อภัยตัวเอง และ รักตัวเอง เมื่อทำผิดพลาดไป

2 วิธี อนุรักษ์ธรรมชาติ สไตล์ชาวพุทธ

5 Step เรียกสติ ให้กลับคืนมา อย่างรวดเร็วทันใจ

keyboard_arrow_up