อารมณ์ไม่ดี

5 อารมณ์ไม่ดี ที่ต้องรีบกำจัดให้สิ้นซาก…อย่างเร่งด่วน!

อารมณ์ไม่ดี
อารมณ์ไม่ดี

5 อารมณ์ไม่ดี ที่ต้องรีบกำจัดให้สิ้นซาก…อย่างเร่งด่วน!

ในชั่วโมงพระพุทธศาสนามีหลายต่อหลายครั้งที่มักได้ยินธรรมเทศนาย้ำให้ใช้สติควบคุมอารมณ์ โดยเฉพาะ อารมณ์ไม่ดี ทั้งหลาย

ด้วยเหตุผลที่ว่าจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ซึ่งจิตเป็นนาย ไม่ได้หมายความว่าจิตเป็นศูนย์กลางให้เกิดการกระทำต่าง ๆ ตามมาเท่านั้น ทราบหรือไม่ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาวะทางอารมณ์ หรือการแปรปรวนของจิตยังส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นตับ ไต หัวใจ ม้าม ปอด ฯลฯ

นั่นหมายความว่า ทางที่ดีที่สุดที่คุณจะห่างไกลโรคไม่ใช่เพียงแค่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ หรือตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญในการมีอายุยืนนานคือ การหมั่นตรวจเช็กสภาวะทางอารมณ์ พร้อมควบคุมไม่ให้ลุกลาม ดังเช่น 5 อารมณ์ต่อไปนี้ที่แนะนำว่าต้องกำจัดเป็นการเร่งด่วน

1. ความโกรธ

 เหตุที่ต้องกำจัด: สังเกตไหมว่าเวลาที่โกรธ ร่างกายจะรู้สึกร้อนแก้มและตาเริ่มเป็นสีแดง บางคนถึงขั้นหูอื้อ มือไม้สั่น หรือไม่ก็วิงเวียนศีรษะ อาจถึงกับเป็นลมหมดสติ ซึ่งทั้งหมดเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังแปรปรวน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตับของคุณกำลังทำงานหนักเกินไปจนไปกระทบม้าม ทำให้เกิดอาการท้องอืด กระทบกระเพาะอาหารจนเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน กระทบไตจนทำให้เกิดอาการอ่อนแรง และทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ เวลาที่ความโกรธพุ่งสูงจนทะลุเพดาน อาจทำให้สติขาดวูบ ความสามารถในการควบคุมตนเองต่ำลง ไม่ต่างอะไรจากการดื่มสุรา ท้ายสุดคุณอาจจะทำอะไรที่รุนแรงออกไปโดยไม่รู้ตัว ดังในธนัญชานีสูตรได้บรรยายลักษณะความโกรธไว้ว่า ความโกรธจะแสดงพิษสงทำให้ใจเร่าร้อน หงุดหงิด เดือดดาล จนต้องรีบระบายออกไปโดยเร็วด้วยการด่าว่า ทุบตี ทำลายบุคคลหรือสิ่งของที่เป็นเหตุให้โกรธ เมื่อนั้นใจจึงรู้สึกสบาย

วิธีจัดการ: วลีแรกที่อยากให้ท่องทันทีที่ความโกรธเกิดขึ้นเพื่อเรียกสติให้คืนมาคือ“โกรธเขาใจเราร้อน”จำไว้ว่า คน สัตว์ คำพูด หรือสิ่งของใด ๆ ก็ตามที่ทำให้เราโกรธ อาจไม่ได้รับรู้ว่าเลยว่า เรากำลังกระสับกระส่ายด้วยความโกรธ ที่สำคัญคือ เขาหรือเธอคนนั้นไม่มีทางรู้เลยว่าตับของเรากำลังทำงานหนักด้วยความโกรธ หรือเรากำลังนอนไม่หลับเพราะความโกรธที่ยังวิ่งวนอยู่ในสมอง อย่างนี้แล้วเราจะโกรธเพื่อให้ใจและกายเราย่ำแย่ทำไม

2.ความปีติยินดี

 เหตุที่ต้องกำจัด: อาการดีใจแม้จะเป็นการแสดงอารมณ์ทางบวกที่ส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลาย เลือดลมไหลเวียนดี แต่หากเราดีใจมากเกินไปหรือหยุดความตื่นเต้นยินดีนั้นไม่ได้ก็อาจเกิดโทษเช่นกัน เพราะความปีติยินดีเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการทำงานของหัวใจ ดังข่าวที่ออกมาบ่อย ๆ ว่า มีคนดีใจจนช็อกตาย นั่นเป็นเพราะหัวใจทำงานหนักเกินไป สังเกตได้ง่ายที่สุดเวลาที่ดีใจมาก ๆ เรามักจะกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือมีอาการใจสั่น นั่นเป็นเพราะจิตมัวแต่วิ่งวุ่นอยู่กับอาการดีใจ และเมื่อจิตไม่มั่นคง สมาธิก็จะไม่เกิด ท้ายสุดความสามารถในการควบคุมกายและใจจะลดต่ำลงทันที

 วิธีจัดการ: สติ คือเครื่องมือที่ดีที่สุดที่สามารถนำมาควบคุมความดีใจได้เป็นอย่างดี แต่กว่าที่เราจะนำสติมาใช้ได้อย่างทันท่วงทีนั้น ต้องผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีเช่นกัน การฝึกสติที่ดีที่สุดคือ การหมั่นตามลมหายใจเข้า-ออกเพื่อให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ พร้อมทั้งย้ำกับตัวเองว่า ชีวิตก็มีสุขและทุกข์เป็นของคู่กัน ความสุขสูงสุดวันนี้อาจจะเปลี่ยนเป็นความทุกข์แสนสาหัสในวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้ เมื่อเรามีสติกับความสุขที่เกิดขึ้น คราวนี้เราก็จะมีสติในการบริหารความสุขเหล่านั้นให้อยู่กับเราได้อย่างคุ้มค่า

3. ความเศร้าเสียใจ

เหตุที่ต้องกำจัด: ไม่น่าเชื่อเลยว่า ความเศร้าเสียใจรวมทั้งการร้องไห้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของปอด ซึ่งเป็นอวัยวะในการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย และแน่นอนว่าเมื่อการทำงานของปอดผิดปกติ ย่อมส่งผลให้เกิดการหายใจขัด แน่นหน้าอก เราจะรู้สึกซึมและรู้สึกใจสั่นเนื่องจากออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงไม่เพียงพอ

ที่ร้ายกว่าคือ เมื่อจิตถูกความเศร้าเข้าครอบงำอยู่นานจนเกิดอาการจิตตก คราวนี้สมองก็จะเริ่มเฉื่อยชา จะคิดหรือทำอะไรก็ดูเหมือนจะตีบตันไปเสียทุกอย่าง ท้ายสุดจิตใจก็จะจมอยู่กับความเศร้าจนทำให้เกิดอาการป่วยทางจิตประเภทต่าง ๆ ตามมา

วิธีจัดการ: ณ เวลาที่คนเราจมอยู่กับความเศร้ามาก ๆ การเรียกสติให้คืนกลับมาครบ 100 เปอร์เซ็นต์อาจเป็นเรื่องยากเกินไป แต่สิ่งที่พอทำได้คือ ลุกขึ้นไปออกกำลังกายให้หัวใจได้เต้นแรง ๆ เพื่อปอด และหัวใจจะได้กลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง ยิ่งกว่านั้นการออกกำลังกาย ยังเป็นการดึงจิตให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน มาอยู่บนลู่วิ่ง อยู่บนจักรยานที่ปั่น ไม่ใช่อยู่กับความเศร้าในอดีตที่ผ่านมา

4.ความหวาดกลัว

เหตุที่ต้องกำจัด: หนึ่งในมุกตลกของละครโทรทัศน์ที่ขายดีตลอดกาลคือ การที่ตัวละครปัสสาวะราดเวลาเผชิญกับสถานการณ์ที่น่ากลัว ซึ่งนั่นไม่ได้เป็นเพียงมุกตลก เพราะในทางการแพทย์ อารมณ์หวาดกลัวมีผลโดยตรงต่อการทำงานของไต ทำให้ไตไม่มีแรงดูดรั้ง หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่สามารถกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระได้ พร้อมมีอาการปวดเอว แขนขาไร้เรี่ยวแรงตามมา และเมื่อไตทำงานผิดปกติ ของเสียที่ควรจะถูกขับถ่ายก็จะสะสมอยู่ในกระแสเลือด อันจะส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของหัวใจ และความกลัวนี่เองที่ทำให้จิตเกิดอาการฟุ้งซ่านคิดไปต่าง ๆ นานาท้ายสุดก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความเครียดและวิตกกังวล

วิธีจัดการ: “จงชนะความกลัวด้วยการเผชิญหน้ากับความจริง” คือสูตรลับที่ยังใช้ได้ตลอดกาลเวลาที่เกิดความกลัวจิตจะเริ่มฟุ้งซ่าน และปรุงแต่งไปต่าง ๆ นานา ดังนั้นทันทีที่เจอความกลัว ให้เราข่มใจให้เข้มแข็ง แล้วเดินเข้าไปหาความกลัว พร้อมมองหาสาเหตุที่แท้จริงว่า เรากำลังกลัวอะไร ถ้าเดินไปในที่มืดแล้วกลัว ให้หยุดแล้วมองไปรอบ ๆ

ดูให้ชัดว่าเรากลัวอะไร ได้ยินเสียงแว่วแล้วทำให้กลัว ก็ให้หยุดฟังเสียงนั้นให้ชัดว่าแท้จริงคืออะไร และเมื่อฝึกบ่อย ๆ ความกล้าก็จะบังเกิด และความฟุ้งซ่านจากอาการกลัวก็จะหมดไปในที่สุด

5.ความวิตกกังวล

 เหตุที่ต้องกำจัด: ความวิตกกังวลดูจะเป็นสิ่งที่หนุ่มสาววัยทำงานต้องเผชิญอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นความวิตกกังวลเกี่ยวกับการงาน การเงิน เรื่องปากท้อง หรือเรื่องครอบครัว ทั้งหมดส่งผลให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและส่งผลกระทบโดยตรงไปยังม้าม จึงไม่แปลกหากเราเครียดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก ๆ จะรู้สึกท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร ตำราแพทย์แผนจีนเชื่อว่า ม้ามทำหน้าที่สร้างพลังชี่หรือพลังชีวิตที่จำเป็นที่สุดในร่างกาย ดังนั้นถ้าม้ามทำงานผิดปกติ ย่อมหมายถึง การทำงานของหัวใจ ปอด ไต ระบบการย่อยที่ผิดปกติด้วยนั่นเอง

 วิธีจัดการ: เมื่อมีความวิตกกังวลเกิดขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือแยกแยะเรื่องราวนั้น ๆ ว่าเราสามารถจัดการควบคุมได้ด้วยตัวเราเองหรือไม่ หรือต้องให้คนอื่นเข้ามาช่วยแก้ หรือเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม หากเรื่องไหนที่เราจัดการได้ก็ให้เริ่มต้นจัดการด้วยสติ พร้อมคิดเสียใหม่ ว่าทุกปัญหามีทางออก ถ้าเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับผู้อื่น ก็ต้องให้คนคนนั้นเป็นคนจัดการ จำไว้ว่าโลกไม่ได้หมุนไปด้วยเราคนเดียว สุดท้ายถ้าเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม อย่างเช่น ภัยธรรมชาติ ก็ให้ปล่อยวางและคิดเสียว่า เมื่อมีวิกฤติก็ย่อมมีโอกาสตามมาเสมอ

อารมณ์ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ ย่อมส่งผลต่อกายและใจด้วยกันทั้งสิ้นเมื่อรู้ตัวว่าอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเริ่มก่อตัว ก็อย่าลืมเข้าไปดูแลและจัดการอารมณ์นั้น ๆ เพื่อไม่ให้อารมณ์ก่อพิษร้ายและตกค้างอยู่ในร่างกายจนแปรเปลี่ยนเป็นมะเร็งทางอารมณ์ ซึ่งไม่ต่างจากก้อนเนื้อร้ายที่ยากแก่การเยียวยารักษา

 

เรื่อง ศรัณยู นกแก้ว

ที่มา: นิตยสาร Secret

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

ผมเชื่อว่าความลำบากทำให้เรา “เติบโต” เฟิสท์ - เอกพงศ์ จงเกษกรณ์

Dhamma Daily: ถ้า เป็นคนหูเบาและเชื่อคนง่าย จะทำอย่างไรดี

6 ความเชื่อ เรื่อง ชีวิตคู่ ที่ดูเหมือนใช่

เลิกได้แล้ว! มาประกาศอิสรภาพจาก หวย กันเถอะ

จ.เลยตั้ง “ธนาคารข้าว ธนาคารความดี” ข้าวสารแลกการทำความดีในชุมชน

“ก็เพราะเราคิดไม่เหมือนกัน…เราจึงต้องแยกกัน” แม่ชีศันสนีย์ กับข้อคิดดีๆ


 

keyboard_arrow_up