ชีวิตบนกระดานโต้คลื่นของ ตุ้ย - ธีรภัทร์  สัจจกุล

ชีวิตบนกระดานโต้คลื่นของ ตุ้ย - ธีรภัทร์  สัจจกุล
ชีวิตบนกระดานโต้คลื่นของ ตุ้ย - ธีรภัทร์  สัจจกุล

เรื่อง ธันยาภัทร์  รัตนกุล  ภาพปกและภาพประกอบ วรวุฒิ  วิชาธร แต่งหน้าทำผม ภัทรานิษฐ์  จันทรกุลเศรษฐ์  สไตลิสต์ ยุวดี  สุวรรณศักดิ์ชัย ผู้ช่วยสไตลิสต์ สุภาดา  อินแผลง, อรอุมา ศิลป์วัฒนานุกูล

 

เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องอยากมีชีวิตที่มีความสุขและราบรื่นแต่สำหรับ ตุ้ย - ธีรภัทร์  สัจจกุล  นักร้องนักแสดงและผู้บริหารหนุ่มไฟแรงของคลื่น Seed ไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขามองว่านิยามความสุขคือการใช้ชีวิตอยู่บนความตื่นเต้น  ท้าทายในทุกลมหายใจ  ซึ่งเป็นเครื่องการันตีว่าผู้ชายคนนี้มีแนวคิดการใช้ชีวิตที่ “น่าค้นหาและไม่ธรรมดา” จริงๆ

 

ช่วงชีวิตวัยเด็กของคุณตุ้ยเป็นอย่างไรคะ

ตอนเด็ก ๆ ผมเรียนที่โรงเรียนสาธิต-ประสานมิตร  รั้วบ้านผมติดกับรั้วโรงเรียนผมเลยปีนรั้วเข้าโรงเรียนบ่อย ๆ  และบ้านผมก็กลายเป็นที่พักพิงของเพื่อน ๆ ไปด้วยหลังจบจากประสานมิตร  ไปเรียนต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบ  ตอนนั้นผมใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรีมาก  ตกเย็นจะเตะบอลกับเพื่อนจนมืด  เสื้อแฉะหมดเลย  เวลาขึ้นรถเมล์กลับบ้าน  คนต้องแหวกทางให้เพราะตัวเหม็น (หัวเราะ)

ที่สวนกุหลาบผมได้เปิดโลกทัศน์หลายเรื่อง ทั้งเรื่องเพื่อน  กิจกรรมต่าง ๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องกีฬา  ที่นี่ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองชอบฟุตบอลมาก  แต่พอรู้ตัวว่าชอบเตะบอล  อยากเป็นนักฟุตบอลก็สายไปเสียแล้ว  เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนกลับไปตอนป.3 ป๋า (บิ๊กหอย - ธวัชชัย  สัจจกุล) มักปลุกผมกับพี่ให้ตื่นตีห้าทุกวันเพื่อไปวิ่งที่สนามมศว. ป๋าสอนให้วิ่งสปีดไป - กลับ  และฝึกเลี้ยงบอลเหมือนฝึกนักฟุตบอล  ตอนนั้นผมรู้สึกเหนื่อยและไม่เห็นว่าการที่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อซ้อมเตะบอลทุกวันมันสนุกตรงไหนช่วงนั้นผมงอแงมาก  เรียกว่า “จูนไม่ติด”ป๋าเลยบอกว่าไม่เป็นไร  ถ้าไม่ชอบก็ไม่บังคับแต่พอเข้าเรียนที่สวนกุหลาบ จำได้ว่าพักเที่ยงปุ๊บทุกคนจะไปรวมตัวกันที่สนามเพื่อเตะบอลตอนขึ้น ม. 2  ผมบอกป๋าว่าผมอยากเป็นนักบอลโรงเรียน  ช่วยฝึกให้หน่อย  แต่ป๋าบอกว่า “ไม่ทันแล้วลูก”  เพราะต้องฝึกตั้งแต่ตอนที่ป๋าให้ฝึกแล้ว  กระดูกบอลจึงแข็งพอที่จะไปเล่นทีมโรงเรียนได้  ตอนนั้นผมก็นึกเสียดายเหมือนกัน

ตอนนั้นคุณพ่อเป็นผู้จัดการทีมชาติ  คงคาดหวังให้ลูกติดนักฟุตบอลทีมชาติด้วยใช่ไหมคะ

ก็คาดหวังครับ  ตอนนั้นป๋าคงอยากปั้นผม  จึงได้ปลุกผมขึ้นมาซ้อมตั้งแต่เด็กเคยถามป๋าว่าเสียใจไหม  เขาก็เฉย ๆ นะ  วิธีของป๋าคือหยิบยื่นโอกาสให้  แล้วดูว่าเราจะเข็นขึ้นหรือเปล่า  แต่การที่ผมไม่ได้เป็นนักฟุตบอลทีมชาติก็ไม่ได้ทำให้ป๋าหรือผมรู้สึกผิดต่อกันเลย  ซึ่งผมได้แบบอย่างการเลี้ยงลูกมาจากป๋านี่เอง  เพราะผมไม่มีทางรู้ว่าลูกผมจะชอบอะไร  สุดท้ายผมจึงเลือกทำแบบป๋า  คือหยิบยื่นโอกาสให้  แล้วลองผลักดันดู  ป๋ากับผมจะใช้คำว่า “จูนติด”แต่ถ้าจูนไม่ติด ก็ลองเปิดหน้าต่างบานใหม่ให้เขาเลือกไปเรื่อย ๆ  แล้วเขาจะพบเองว่าชอบอะไรจริง ๆ

อย่างตอนนี้ผมให้ ไททัน (ลูกชาย)ลองเล่นกีฬาหลายอย่าง  ปรากฏว่าเขาชอบเทควันโดมาก  กลับบ้านมาเตะผมทุกวันเลยผมต้องบอกว่าเตะเบา ๆ ลูก  พ่อเจ็บ  เพราะเขาเตะแรงจริง ๆ  คือของแบบนี้ต้องยอมรับว่าแล้วแต่ใครจะชอบอะไร  หน้าที่ของเราคือให้โอกาสเขาลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆสำหรับผม  ไม่ว่าเรื่องอะไร  มันไม่มีคำว่าสูตรสำเร็จ  เราต้องอย่ากลัวคำว่า “ผิด”เพราะทุกอย่างมันต่างกรรมต่างวาระ

คุณตุ้ยใช้การลองผิดลองถูกในการดำเนินชีวิตด้วยหรือเปล่าคะ

ผมจะใช้คำว่า “Pushing the limits”ในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด คืออย่าอยู่แต่ในคอมฟอร์ทโซน  แต่ต้องกล้าลุยออกไป  เพื่อค้นหาศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองเหมือนการยกน้ำหนัก  ถ้าเรายกเท่านี้ได้แล้วลองยกมากกว่านี้สัก 5 - 10 กิโลกรัมดูว่าจะยกไหวไหม  ถ้าไหว  นั่นคือบทพิสูจน์ว่าเราทำได้

ผมมองว่ากล้ามเนื้อกับจิตใจเหมือนกัน  การออกกำลังกายแบบฝืนแรงต้านอย่างการยกน้ำหนักช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นจิตใจก็เช่นกัน  ถ้าเราอดทนต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ อย่างไม่ยอมแพ้  จิตใจของเราก็จะแข็งแกร่งขึ้นและสามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่ประเดประดังเข้ามาได้อย่างสบายเพราะมีกล้ามใจที่ใหญ่ขึ้น  แกร่งขึ้นแล้ว

Cover พี่ตุ้ย4101

นี่คือเคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังหนุ่มหรือเปล่าคะ

เคล็ดลับจริง ๆ คือคำว่า อดทน  บางคนอาจใช้คำว่าอดทนเป็นคำสุดท้าย  แต่ผมใช้คำนี้เป็นคำแรก  คำที่สองคือ ตั้งใจ  คำที่สามคือ พยายาม  “Don’t give up.”  คุณต้องไม่ลด  ละ  เลิก  ถ้าคุณเจออุปสรรค  สิ่งที่คุณต้องทำคือกัดฟัน  ต้องรู้จักกลืนเลือดให้เป็น  คำนี้เป็นคำที่ป๋าผมชอบใช้ เพราะมันเห็นภาพชัด  เวลาที่นักมวยโดนต่อยจนฟันยางหลุด  สิ่งที่เขาทำคือกลืนเลือดและต่อยต่อเพื่อให้ได้ชัยชนะ

ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องอดทน  อดทนและอดทน  อย่าท้อแม้แต่วินาทีเดียวเปรียบเทียบง่าย ๆ กับคนที่วิ่งร้อยเมตรเข้าเส้นชัย  เขาชนะกันที่ .001 วินาที  จะเห็นว่ามันแค่นิดเดียวจริง ๆ  หลักคิดคือ ใครทะลุจุดที่ร่างกายไม่ไหวแล้วได้มากกว่า  อึดกว่าคนอื่นจะเป็นผู้ชนะ

ในโลกแห่งความเป็นจริง  คนเก่งจะแพ้คนอึด  เพราะคนเก่งกว่าอาจไม่อดทนเท่าคุณ  แต่ถ้าคุณสามารถทนกับความทรมานได้มากกว่า  ก็มีสิทธิ์พบความสำเร็จเข้าเส้นชัยก่อน

ผมเชื่อว่าความเก่งเกิดจากพรสวรรค์กับพรแสวง  สำหรับพรสวรรค์ผมคิดว่าคนเรามีในตัวไม่เกินสิบเปอร์เซ็นต์  นอกนั้นคือเรื่องของพรแสวงล้วน ๆ  ซึ่งคือการฝึกทำซ้ำ  ยิ่งทำ  ยิ่งดี  ยิ่งทำ  ยิ่งเพอร์เฟ็กต์แต่ก่อนที่คุณจะทำงานอะไรก็ตามให้ได้ดีทั้งร้อยครั้ง  คุณจำเป็นต้องฝึกจิตใจให้แข็งแกร่งก่อน  ซึ่งคนแต่ละคนมีวิธีฝึกแตกต่างกันออกไป  สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องอดทน  เผชิญกับความทรมานให้ได้  เรียกว่าต้องกลืนเลือดให้เป็น  นี่คือสิ่งที่พ่อผมสอน

แล้วการเป็นผู้บริหารของคลื่น Seed ถึงขนาดต้องกลืนเลือดไหมคะ

ผมยอมรับว่าเป็นภารกิจที่ยาก  แต่ก็น่าลอง  น่าท้าทาย  คลื่น Seed นำเสนอเพลง เราจึงมีหน้าที่สร้างความสุขให้ผู้ฟังความยากคือการวางแนวทางธุรกิจในระยะสั้นกลาง  และยาว  โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งเป็นเรื่องยากพอสมควร  สิ่งที่ผมต้องทำให้ได้คือการเอาชนะใจผู้บริโภคเพราะปกติบริบทของผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงไปตาม  1. เทรนด์  2. ช่องทางการสื่อสารของเทคโนโลยี  3. ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพสังคม  สิ่งแวดล้อม  และวิธีคิดต่าง ๆโดยเฉพาะฐานผู้ฟังของเราเป็นวัยรุ่น  ซึ่งเขาเปลี่ยนเร็วมาก  แต่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าถ้าดนตรีทำให้ผมมีความสุขได้  ดนตรีก็สามารถสร้างความสุขให้ทุกคนได้เช่นเดียวกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญมากก็คือการหาทีมงานที่รักงานนี้  ผมเชื่อว่า  ถ้าเราทำงานที่เรารัก  ไม่ว่าเจออุปสรรคหนักแค่ไหนทุกปัญหาจะดูเล็กลงหมด  แต่ถ้าเราไม่ได้รักงานนั้น  ทุกปัญหาจะใหญ่หมด  เพราะทุกงานมีปัญหาในตัวของมันเองอยู่แล้วใครบอกไม่มีปัญหา แสดงว่าไม่ได้ทำงาน

ผมรับมือกับอุปสรรคที่เข้ามาด้วยการเซิร์ฟมันไปเรื่อย ๆ เหมือนเล่นกระดานโต้คลื่น  เห็นเป็นเรื่องท้าทาย  เมื่อมีคลื่นอุปสรรคถาโถมเข้ามา  เรามีหน้าที่โต้คลื่นสู้คลื่น  ยิ่งคลื่นใหญ่  แสดงว่างานนั้นยิ่งท้าทาย  ผมก็ยิ่งต้องทำให้สำเร็จ

ขอย้อนถามไปถึงตอนที่ทำงานเพลงออกอัลบั้ม teerapat ตอนนั้นประสบความสำเร็จมากและทำให้เป็นที่รู้จักมาจนทุกวันนี้ความดังทำให้คุณตุ้ย “เหลิง”บ้างไหมคะ

ต้องถามว่านิยามของคำว่าเหลิงคืออะไร  ถ้าเหลิงคือยืนหน้ากระจกแล้วบอกตัวเองว่า  เฮ้ย  กูก็เจ๋งเหมือนกันนี่หว่า  อันนี้มีบ้างเหมือนกัน  แต่ถ้าเหลิงแบบผงาดขึ้นมาว่าฉันคือตุ้ย - ธีรภัทร์  แล้วสะบัดงวงสะบัดงาให้คนอื่นเดือดร้อน  ทำให้คนอื่นหมั่นไส้อย่างนี้ไม่มีครับ  ขอเรียกว่าเป็นการหลงระเริงกับฝันที่เป็นจริงมากกว่า  เหมือนLiving the dream ความรู้สึกจะเหมือนเราเดินอยู่บนเวทีแล้วมีสโมกฟุ้ง ๆ แบบนั้น

ผมกล้าพูดว่าโมเมนต์ที่ดีที่สุดสำหรับนักร้องคือการได้อยู่บนเวที เพราะมันเป็นปรากฏการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วที่เราสามารถส่งความสุขไปให้ผู้รับสารที่อยู่ข้างล่างแล้วเขาก็ตอบรับสารความสุขนั้นกลับมาหาเราเป็นร้อยเป็นพัน  มันเหมือนตัวเราถูกอาบไปด้วยพลังแห่งความสุข  นั่นแหละที่ทำให้ผมหลงระเริง

ตอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดพีคที่สุดของชีวิตวัยหนุ่มเลยก็ว่าได้  เป็นช่วงเวลาที่ได้ใช้ต่อมจินตนาการของเราครบเลย  เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ผมค้นพบว่าดนตรีหล่อเลี้ยงชีวิตผมอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมมาทำงานที่คลื่น Seed  ได้สัมผัสโลกธุรกิจของดนตรีซึ่งท้าทายมากเพราะต้องเรียนรู้และบริหารงานรอบด้านทั้งเรื่องเทคโนโลยี  มาร์เก็ตติ้ง  ไฟแนนซ์ต้องดูหมดทุกอย่าง  เป็นการดึงความรู้ที่เคยเก็บอยู่ในลิ้นชักออกมาใช้  เป็นงานที่ต้องใช้ความมีน้ำใจนักกีฬาและใช้สปิริตสูงมากเพราะต้องทำให้ทุกคนทุกฝ่ายแฮ็ปปี้ในการทำงานที่ต้องอาศัยทีมเวิร์ค  ทุ่มเท และเสียสละ  เป็นความท้าทายและต้องเสี่ยงลองผิดลองถูก  ซึ่งตรงกับสไตล์การใช้ชีวิตของผมอยู่แล้ว

Cover พี่ตุ้ย4025

ใช้ชีวิตบนความท้าทายเท่ากับความเสี่ยง  ฟังดูน่าสนุกแต่ไม่มีความมั่นคงปลอดภัยในความรู้สึกเลยนะคะคุณตุ้ยชอบชีวิตแบบนี้เหรอคะ

ผมว่าทุกคนชอบความมั่นคงนะ  แต่นั่นไม่ใช่สไตล์ของผม  บางคนอาจชอบตอกเข็มทีเดียวจบ  แต่ผมไม่ใช่ ผมหยุดไม่ได้  ผมจะหยุดก็ต่อเมื่อหมดแรงหรือร่างกายไม่ไหวแล้ว  ผมเคยคิดว่าถ้าวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาแล้วไม่มีอะไรทำ

เดี๋ยวก็ถึงเวลากิน  เดี๋ยวก็ถึงเวลานอนวันนั้นคงเป็นวันที่น่าเศร้ามาก  เพราะผมจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าอีกแล้ว

ชีวิตผมต้องมีโจทย์ตลอดเวลาถ้าไม่มี  ผมคงไม่รู้จะทำอะไร  สำหรับผม  เราต้องหาคุณค่าในตัวเองให้ได้เมื่อพบสิ่งที่ทำให้ตัวเราเองมีคุณค่าสิ่งนั้นจะขับเคลื่อนตัวเราให้มีชีวิตอย่างมีความสุข  บางคนอาจไปช่วยงานการกุศลมูลนิธิ  ช่วยเด็กกำพร้า นั่นคือสิ่งที่ทำให้ตัวเขามีคุณค่า

ครั้งหนึ่งผมไปช่วยทำค่ายอาสาพัฒนาสร้างโรงเรียนที่ต่างจังหวัด  ตอนแรกคิดว่าคงไม่เหนื่อย ไม่ยาก ไม่ลำบากเท่าไหร่แต่ที่ไหนได้ ทั้งเหนื่อยทั้งร้อน  งานก็หนักต้องเทปูน  ขึ้นโครง  ขึ้นเสา  ปูกระเบื้องหลังคา  แต่พอทำเสร็จออกมาแล้วเห็นเด็ก ๆดีใจ  เราก็พลอยดีใจถึงกับร้องไห้น้ำตาซึมไปด้วย  อาจฟังดูดราม่า  แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ  ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์มาก  ซึ่งคุณค่าของมันอยู่ตรงนี้

คุณตุ้ยให้คำจำกัดความคำว่าคุณค่ากับครอบครัวอย่างไรคะ

ความเป็นครอบครัวทำให้ต่างคนต่างรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า  เช่น  เราเป็นลูกที่ดีเราก็มีคุณค่ากับพ่อแม่  เป็นพี่ที่ดี  ก็มีคุณค่ากับน้อง  เป็นน้องที่ดี ก็มีคุณค่ากับพี่เป็นสามีที่ดี  ก็มีคุณค่ากับภรรยา  พอมีลูกเราก็เป็นพ่อที่ดี มีคุณค่ากับลูก

ผมโชคดีที่ได้เจอ แอนนา  ต้องเรียกว่าเขาเป็น soulmate ของผม  ผมว่าการที่เราจะเจอคนที่สามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างสอดคล้องสบายใจ  โดยไม่ได้มีดีเอ็นเอเหมือนกันนั้นค่อนข้างยาก  แอนนากับผมอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข  ผมโชคดีมากที่ได้มาเจอคู่ชีวิตที่มีวิธีคิดและตัวตนที่ไปด้วยกันได้

ช่วยเล่าถึงวิธีการดูแลครอบครัวในแบบของคุณตุ้ยให้ฟังหน่อยค่ะ

ผมว่าไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งที่เหมาะสมกับมนุษย์ทุกคน  ดังนั้นผมจึงไม่เคยหยุดทดลองที่จะใช้ชีวิตและลองผิดลองถูกกับทุกสิ่งทุกอย่าง  ผมเชื่อว่าเราสามารถทดลองไปได้เรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังอยู่บนพื้นฐานของความรักความผูกพัน  แล้วเราจะพบคำตอบที่ใช่และเหมาะสม  ผมพยายามทำวันนี้ให้ดีที่สุดในฐานะพ่อคนหนึ่ง  คืออบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี  เป็นสุภาพบุรุษมีประโยชน์ต่อสังคม  ผมปรารถนาให้ลูกเป็นคนอดทน  เป็นคนอึด  ซึ่งก็คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงตั้งชื่อเขาว่า “ไททัน”  เพราะผมอยากให้เขาดูแลคนรอบข้างได้ดี  มีจิตใจเข้มแข็ง  อดทน  แกร่งเหมือนไทเทเนียมนั่นคือสิ่งที่ผมหวังไว้

7

การที่คุณตุ้ยนับถือศาสนาพุทธและคุณแอนนานับถือศาสนาอิสลาม  ไม่ทราบว่าต้องมีการปรับตัวเข้าหากันอย่างไรบ้างคะ          

วิธีของผมคือนับถือทั้งสองศาสนาผมกับแอนนาค่อนข้างมีความเชื่อที่ไม่เจาะจงเสียทีเดียว  เราคิดเหมือนกันว่าศาสนาเป็นตัวช่วยตัวหนึ่งที่ทำให้เรามองเห็นคุณค่าของชีวิต  ทุกศาสนาสอนให้ทำความดี

และเมื่อได้ทำความดี  เราก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

ผมมองว่าเราไม่ต้องเลือกนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่งก็ได้นะ วิธีคิดของผมคือการดึงจุดดี ๆ ของทั้งสองศาสนามาปฏิบัติใช้  หากวันใดผมอยากเรียนรู้พระธรรม  ผมก็บวชได้และหากวันไหนที่ต้องไปกิจกรรมทางศาสนาอิสลามผมก็ไปได้  ผมจำได้ว่าตอนคริสต์มาสผมยังไปเข้าโบสถ์คริสต์เพื่อทำจิตให้บริสุทธิ์เลย  เราไปโดยไม่ต้องกังวลหรือสร้างเงื่อนไขอะไร  แต่ทำด้วยใจบริสุทธิ์  ผมว่าแค่นี้ก็ทำให้มีความสุขอย่างยั่งยืนแล้ว

คุณตุ้ยพูดถึงเรื่องบวชไม่ทราบว่าเคยบวชและคิดจะบวชบ้างไหมคะ

ยังครับ  แต่เคยมีพระทักว่าถ้าผมบวชแล้วจะไม่สึก  ตอนนี้ลูกยังเล็ก  ยังห่วงลูกอยู่  แต่ถ้ามีโอกาส  เคลียร์งานได้  ผมก็อยากบวชเหมือนกัน  ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั่นคือสมาธิ  หรือแปลเป็นคำในภาษาอังกฤษว่า “focus”  ถ้าเราโฟกัสในงานที่ทำ  เราจะสามารถทำสิ่งนั้นออกมาได้อย่างมีประสิทธิ-ภาพที่สุด  ผมฝึกสมาธิด้วยวิธีง่าย ๆ คือหลับตาแล้วดูที่ลมหายใจ  ตราบใดที่เราได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง  สมาธิก็เกิดแล้ว  สติก็กลับมาแล้ว  ซึ่งหลักการนี้นำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

ผมว่าการฟังเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารทั้งหมด  ผมพยายามบอกกับน้อง ๆดีเจว่า  การพูดเริ่มต้นจากการฟัง  เพียงแต่ว่าการฟังครั้งแรกมันไม่ใช่การฟังจากเสียงภายนอก  แต่ต้องฟังสิ่งที่เราคิด  แล้วจึงถ่ายทอดออกมา  ผมว่าการฟังคือความสัมพันธ์ระหว่างกายหยาบกับกายละเอียดถึงผมจะไม่เคยบวช  แต่หลักการนี้ผมเชื่อว่ามันเป็นหลักวิทยาศาสตร์  เราไม่จำเป็นต้องทำสมาธิในแบบที่ยึดติดกับรูปแบบ  ซึ่งได้แก่การนั่งขัดสมาธิหลับตาอะไรแบบนั้นบรูซ  ลี บอกว่า ท่าที่พร้อมที่สุดคือท่าที่พลิ้วที่สุด  ซึ่งมันต้องผสานกันทั้งร่างกายและจิตใจ

คุณตุ้ยเคยคิดถึงเรื่องของนิพพานบ้างไหมคะ

ผมว่าอยู่ที่เป้าหมายของแต่ละคนว่าต้องการอะไร  วางนิยามคุณค่าของชีวิตไว้อย่างไร  เป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  คนที่บอกว่าอยากนิพพานคือเขาอยากไปอยู่ ณ จุดสูงสุดของศาสตร์ในโลกนี้  แต่สำหรับเป้าหมายชีวิตของผมคือ  การอยู่อย่างไรให้มีคุณค่าและทำให้คนอื่นรู้สึกมีคุณค่าด้วย  เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ผมไม่ได้วางแผนชีวิตเอาไว้เป็นฉากว่าอายุขนาดนั้นต้องอย่างนี้  อายุขนาดนี้ต้องอย่างนั้น  ผมเพียงแค่ตั้งธงไว้และปีนขึ้นไปหาเป้าหมายด้วยความสุข  แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เชื่อว่า  เมื่อคนเราถึงจุดสูงสุดวันนั้นเราจะมีความสุขน้อยที่สุด  เพราะว่ามันไม่มีจุดที่จะไปต่อแล้ว  เพราะความสุขอยู่ที่การมีความหวังและคุณได้ทำมัน  เปรียบเหมือนการขึ้นบันได  ความสุขจะเกิดระหว่างที่เราเดินขึ้น  ไม่ใช่ตอนที่ไปถึงชั้นบนแล้วความสุขที่ได้อยู่ชั้นบน  ผมว่ามีไม่เกินสองนาที  หลังจากนั้นความสุขก็จะลดน้อยลง

แล้วความสุขของคุณตุ้ยคืออะไรคะ

นิยามความสุขของผมนั้นง่ายมาก  ผมขอแค่หายใจให้ชุ่มปอดเป็นพอ  ถ้าดูตามหลักการทำงานของร่างกายแล้ว  เวลาที่เราเจออุปสรรคหรือปัญหา  สมองจะสั่งให้กระบังลมเกร็งโดยไม่รู้ตัว  ปอดถูกบีบให้เล็กลง  ส่งผลให้หายใจไม่เต็มปอด  ทางออกก็คือ เราแค่หายใจเอาออกซิเจนเข้าไปให้ชุ่มปอด  สูดลมหายใจเข้า - ออกให้ลึก ๆแค่นี้ก็เป็นความสุขแล้ว  หรือจะพูดว่าอุปสรรคที่ทำให้ร่างกายไม่มีความสุขคือการหายใจไม่เต็มปอดนั่นเอง

ผมขอขยายความอย่างนี้  พระเจ้าให้มนุษย์มีความวิตกจริตเพื่อให้ระแวดระวังอันตราย  แต่ถ้าคุณระแวดระวังอยู่ทุกขณะจิต  คุณจะหายใจไม่เต็มปอด  คิดไม่ออกแก้ปัญหาอะไรไม่ได้  ทางที่ดีที่สุดคือให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน  ซึ่งก็คือหายใจเข้าให้มีความสุข  หายใจออกให้มีความสุข  ซึ่งเป็นหลักของพระพุทธศาสนาที่ผมยึดปฏิบัติอยู่เสมอและจะยึดไปตลอดชีวิต


Secret BOX

การลองผิดลองถูกจะทำให้พบคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต

ธีรภัทร์  สัจจกุล

keyboard_arrow_up