โทนี่ รากแก่น กับชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อเห็นน้ำตาแม่

     ผู้ใหญ่มักจะถามเด็ก ๆ ว่า โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร แต่สำหรับผมแล้ว คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดกลับเป็น “หนูเป็นอะไรกับบานเย็น รากแก่น” พอรู้คำตอบว่า ผมเป็นลูกชายแม่บานเย็นเท่านั้น ทุกคนก็จะพากันชื่นชมคุณแม่ว่า ทั้งร้องเก่ง รำเก่ง สวย ฯลฯ

เสียงชื่นชมเหล่านี้ถึงจะทำให้ผมภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกแม่ แต่อีกใจก็รู้สึกว่าตัวเองมีปมนิด ๆ ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้าพร้อมตาเหมือนคนอื่น ยิ่งเวลาโรงเรียนจัดงานวันพ่อวันแม่ ผมก็ยิ่งคิด เพราะผมไม่เคยมีพ่อมีแม่ไปร่วมงานกับใครเขาสักปี จะมีก็แค่ป้ากับอาเท่านั้นที่คอยรับเป็นตัวแทนของพ่อและแม่ให้

บางคนอาจจะมองว่า เรื่องนี้เป็นปมด้อยในชีวิต แต่ผมกลับมองว่า มันเป็น “เครื่องเตือนสติ” มากกว่า แต่ก่อนอื่นเราต้องยอมรับความจริงให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว ถึงวันนี้พ่อกับแม่จะเลิกรากันไปแล้ว เราไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เหมือนคนอื่น แต่เราก็ยังต้องมีชีวิตต่อไปและต้องดูแลตัวเองให้ได้

กว่าจะเข้าใจได้อย่างนี้ ผมก็ลองผิดลองถูกมาเยอะ และหลายครั้งก็เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต…

การผจญภัยครั้งแรกของผมเริ่มตั้งแต่อายุ 12 ครับ หลังจากพ่อได้สัญชาติออสเตรเลีย ท่านก็ตัดสินใจให้ผมและพี่สาวไปอยู่เมืองนอก แรกที่รู้ข่าวนี้ผมดีใจสุด ๆ เพราะคราวนี้จะได้ไว้ผมยาวแล้ว แต่พอถึงวันที่ต้องเดินทางจริง ๆ ผมกลับเอาแต่ร้องไห้ เพราะไม่อยากจากย่า ป้าทอง อานางที่เลี้ยงไปเลย ชีวิตที่ออสเตรเลีย แรก ๆ ผมก็ยังมีวินัยเหมือนตอนอยู่เมืองไทย แต่พอหลัง ๆ อาการเอาแต่ใจตัวเองก็กำเริบ ขี้เกียจไปเรียน แต่ถ้าวันไหนมีวิชาศิลปะที่ชอบผมไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง จนเป็นที่รักของครูศิลปะไปเลย และยังมีพอร์ตงานมากมาย ส่วนวิชาที่เหลือผมโดดเรียนหมด

ผมใช้ชีวิตอย่างนี้จนกระทั่งพี่สาวสองคนเรียนจบ ถึงเวลาต้องย้ายที่เรียนที่พักกันใหม่ ผมก็เลยย้ายออกไปอยู่กับเพื่อน คราวนี้เละเทะเลยครับ ติดเพื่อน ติดเกม บ้ากีฬา แล้วก็เริ่มเล่นไพ่รูเลตต์ อย่างหลังนี่ผมบ้าเล่นหนักเลย ถึงขั้นเงินที่แม่ส่งมาให้เป็นค่าเทอม ค่าบ้านในแต่ละเดือนหมดไปกับไพ่ จนบางวันก็ไม่มีกิน ต้องไปขอเพื่อนข้างห้อง ครั้นจะโทร.ขอเงินแม่เพิ่มอีกบ่อย ๆ ก็ไม่กล้า ผมจึงตัดสินใจไปหางานพาร์ตไทม์ทำแทน

ส่วนเรื่องเรียนไม่ต้องพูดถึงครับ การที่แทบไม่ได้ไปเรียนเลย ทำให้ผมมีเวลาเรียนทั้งเทอมรวมกันไม่ถึงร้อยละ 20 นั่นหมายความว่าสอบไปก็ตก พอแม่รู้เข้าท่านก็ตัดสินใจส่งผมไปอเมริกา แต่ทุกโรงเรียนปฏิเสธผมหมด ผมต้องหอบความผิดหวังกลับมาออสเตรเลียอีกครั้ง คราวนี้ผมสงสารแม่จับใจและเริ่มคิดว่า

 

     “เราคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว อย่างน้อยก็ต้องเรียนให้จบไฮสกูล”

 

ผมกลับไปเรียนซ้ำชั้นอีกครั้งและพยายามไปเรียนอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็จบชั้นไฮสกูลอย่างทุลักทุเล จากนั้นผมก็มองหาที่เรียนระดับอุดมศึกษาต่อ โดยมุ่งเป้าไปด้านศิลปะที่ชื่นชอบ สุดท้ายก็ตัดสินใจแบกพอร์ตงานศิลปะที่เคยทำสมัยเรียนไปสมัครเรียนด้านโฆษณาที่ RMIT (Royal Melbourne Institute of Technology) ซึ่งขึ้นชื่อว่า โหด หิน เข้ายากมาก ๆ เพราะแต่ละปีมีคนมาสมัครกันเป็นพันคน แต่จะรับแค่ 60 คน หลังจากรอลุ้นสักพักผมก็ได้รับข่าวดีว่า RMIT รับผมเข้าเรียน ความรู้สึกตอนนั้นทั้งดีใจทั้งภูมิใจผสมกันเลยครับ

ปีแรกที่เข้าเรียน ผมตั้งใจเรียนสุด ๆ เพราะทุกวิชาที่เรียนมันสนุกไปหมด แต่พอเริ่มขึ้นชั้นปีที่ 2 เท่านั้น วิชาเรียนก็เริ่มยากขึ้นเรื่อย ๆ จนผมเริ่มถอดใจ หนีไปหาอะไรที่สนุกกว่าแทน สุดท้ายผมก็สอบไม่ผ่านต้องลงเรียนชั้นปีที่ 2 ซ้ำอีกถึง 2 ครั้ง กลายเป็นว่าเวลาสามปีผมเพิ่งเรียนได้แค่ชั้นปีที่ 2 เท่านั้น ทั้งที่จริง ๆ แล้วคอร์สนี้ใช้เวลาเรียนเบ็ดเสร็จแค่สามปีก็จบหลักสูตรแล้ว

ระหว่างนั้นแม่ก็เริ่มสงสัยว่า ทำไมลูกยังเรียนไม่จบเสียที มีแค่พี่แคนดี้ พี่สาวคนกลางคนเดียวเท่านั้นที่รับรู้ปัญหาของผมตลอด เขาก็จะคอยแอบส่งเงินมาช่วยเรื่อย ๆ สุดท้ายผมก็ทนอยู่ในสภาพนี้ไม่ไหว ยอมสารภาพกับแม่ตรง ๆ ว่า ที่ทุกวันนี้ยังเรียนไม่จบเพราะผมเกเร นอกจากแม่จะไม่ด่าว่าอะไรผมแล้ว ท่านให้กำลังใจผมด้วยว่า “ไม่เป็นไร เอาใหม่” ตามสไตล์แม่ที่เป็นคนสบายๆ

จากนั้นไม่นาน แม่ก็บินมาหาผมที่ออสเตรเลีย เราแม่ลูกพูดคุยกันตามปกติ แล้วจู่ ๆ แม่ก็ขอร้องผมว่า

“แม่อยากให้ลูกเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะลูกเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน จะต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวต่อไป ถ้ายังทำตัวแบบนี้ใครจะกล้ามาฝากชีวิตไว้ด้วย”

ถึงแม้ว่าสิ่งที่แม่พูดจะกระแทกหัวใจผมจัง ๆ แต่ก็ยังไม่รุนแรงมากเท่ากับการที่ผมเห็น “น้ำตาของแม่” นั่นหมายความว่า แม่กำลังร้องไห้เพราะผม ตอนนั้นผมพูดไม่ออก รู้สึกแย่มากที่ทำให้แม่ร้องไห้ ยิ่งพอแม่ถามผมต่อว่า เงินที่ส่งมาพอใช้ไหม ทั้งที่แม่ก็รู้ว่าผมเอาเงินไปเที่ยวเสเพลหมด ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดขึ้นไปอีก วันนั้นผมสัญญากับท่าน พร้อมกับบอกตัวเองว่า “ต่อไปนี้ผมจะไม่ทำให้แม่ต้องเสียใจอีกแล้ว”

สิ่งแรกที่ผมทำคือ ตั้งใจเรียนให้จบ ซึ่งก็โชคดีที่มีเพื่อนคนรอบข้าง และรุ่นน้องช่วยให้คำแนะนำดี ๆ ในที่สุดผมก็เรียนจบหลักสูตรโฆษณาของ RMIT จนได้ พอเรียนจบ ผมก็เริ่มหางานทำ แต่ก็ยังไม่ได้งานที่จริงจังอะไรนัก เน้นเที่ยวสลับกับทำงานพาร์ตไทม์มากกว่า

การทำงานพาร์ตไทม์ของผมในปีหลังนี้ ทำให้ผมได้รู้จักอาชีพใหม่ที่ไม่เคยสนใจมาก่อน นั่นก็คือ “ช่างทำผม” ผมเริ่มจากเป็นลูกจ้างกวาดพื้นในร้าน เป็นลูกมือนายช่างใหญ่ ค่อย ๆ เรียนรู้ อาศัยครูพักลักจำไปเรื่อย ๆ ยิ่งทำก็ยิ่งชอบ เพราะรู้สึกว่าการทำผมก็เหมือนงานศิลปะ หลังจากหาประสบการณ์งานนี้ได้ 2 ร้าน ผมก็ตัดสินใจกลับเมืองไทย และเริ่มทำงานที่บริษัทโฆษณาตามที่ได้เรียนมา

เชื่อไหมว่า ผมทำงานโฆษณาได้ไม่นาน ชีวิตก็พลิกผันให้ผมต้องกลับมาเป็นช่างทำผมอีก ก่อนชีวิตจะเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการเข้ามาทำงานวงการบันเทิงเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

     ชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่เคยโทษใครทั้งนั้น ถึงจะมีดีบ้าง ร้ายบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยคิดอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต เพราะผมถือว่าทุกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาคือบทเรียนและประสบการณ์ที่ดีของผมเสมอ

 

 

จากคอลัมน์ Turning Point ::: โทนี่ รากแก่น “อดีตจะดีหรือร้าย ผมก็ไม่เคยคิด อยากย้อนเวลา”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี

นิตยสาร Secret ฉบับวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557

keyboard_arrow_up