โบยบินจากท้องทุ่งสู่กรุงปารีส…อ๋อย - จิตตินิ วังสินธุ์ (1)

ว่ากันว่า ฐานะที่ยากจนความรู้ที่ต่ำต้อย ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้คนเราไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้

เช่นเดียวกับผู้หญิงคนนี้ที่เกิดมาจากท้องไร่ท้องนาในประเทศไทย เรียนจบแค่ ม.3แต่ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ฝักใฝ่เรียนรู้ และมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้คนในครอบครัวมีความสุข ในวันนี้ชีวิตของเธอเติบโตแบ่งบานอย่างงดงามอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เธอจะนำความรู้ความสามารถที่มีมาเผื่อแผ่ให้แก่คนไทยด้วย

คุณอ๋อย-จิตตินิ วัง-สินธุ์ ในวัย 40 ต้นๆ คือเจ้าของร้านอาหารไทยทั้งหมด8 สาขาในกรุงปารีส  ประเทศฝรั่งเศส ร้านของเธอได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในนาม “มาดามจันทร์”(Mme SHAWN) ชีวิตของเธอเข้มข้นดั่งนวนิยายต้องเผชิญกับโชคชะตาหลากหลายรูปแบบ แต่น่าแปลกใจที่เรื่องราวทั้งหมดไม่เคยทำให้เธอท้อแม้แต่นิดเดียว

ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้เข้าวัดปฏิบัติธรรมใดๆ แต่ธรรมประจำใจของเธอคือ การมั่นคงในความดี บวกกับธรรมะที่ได้เรียนรู้จาก ท่านว.วชิรเมธี และ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ก็ทำให้รู้ว่าตัวเอง “มาถูกทางแล้ว”

เธอเล่าเรื่องราวแต่หนหลังให้ฟังอย่างเป็นกันเอง โดยมีสามี - คุณแม็กซิม (Maxime) และลูกๆ คือ น้องนีน่า(NiNa) และ น้องวีม (Weem) อยู่ใกล้ๆ สีหน้าและแววตาของเธอมีความสุขเมื่อนึกย้อนไปถึงชีวิตในวัยเด็กอีกครั้ง

ในวันที่ไข่ใบเดียว อิ่มท้องทั้งครอบครัว 

ดิฉันเกิดที่จังหวัดยโสธร ในครอบครัวชาวไร่ชาวนา  ฐานะไม่ได้ยากจนมาก  แต่ก็ไม่ได้สบาย พ่อแม่มีลูกทั้งหมด 6 คน ดิฉันเป็นลูกคนที่สี่ แต่ก็ถือเป็นลูกสาวคนโต เพราะ3 คนก่อนหน้านี้เป็นผู้ชาย

ครอบครัวของเราอบอุ่นมาก พ่อแม่ให้สิทธิเสรีภาพกับลูก ไม่เคยมากำหนดชีวิตมีแต่ให้ความรัก  ความเสียสละ มีข้าวปลาอาหารอะไรก็ให้ลูกๆกินก่อน จำได้ว่า  สมัยก่อนไข่ใบเดียวเรากินกับปลาร้า ข้าวเหนียวทั้งครอบครัว นึกย้อนไปก็รู้สึกสนุก มีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตแบบนั้น ไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรเลย และด้วยความรักจากครอบครัวนี่เอง ดิฉันคิดว่าเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เรารักและเอื้ออาทรกับคนรอบข้าง อยากเสียสละ อุทิศตัวทำเพื่อคนอื่นให้เหมือนอย่างที่พ่อแม่ได้ให้เรามา

ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้วดิฉันเป็นคนช่างคิด กล้าแสดงออกเห็นเขาสอนหมอลำก็อยากไปเรียน แต่แม่ไม่ยอมให้ไป เมื่อเรียนจบ ม.3 แม่ก็อยากให้ใช้ชีวิตแต่งงานอยู่บ้านนอกมากกว่าจะอยากให้มาทำงานที่เมืองกรุง แต่ดิฉันเองกลับมีความรู้สึกว่าอยากไปจากบ้านเกิด อยากไปใช้ชีวิตที่ดีกว่านี้ เพราะการเป็นชาวนานั้นลำบาก เงินทองมีใช้ไปวันต่อวัน เดือดร้อนเจ็บป่วยขึ้นมาก็แทบไม่พอค่ารักษา เวลาอยากได้อะไรก็ต้องนำข้าวไปแลก

อย่างไรก็ตาม ชีวิตตามประสาเด็กบ้านนอกทำให้ดิฉันคิดอะไรไม่ได้ไกลมากนัก เพราะวิถีชีวิตวนเวียนอยู่แต่กับการตักน้ำ ทำกับข้าว ทำไร่ทำนา ดูแลน้อง แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อน้าซึ่งเป็นแม่บ้านอยู่ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา พาชาวต่างชาติมาเที่ยวที่บ้าน ดิฉันพบว่าตัวเองชอบที่จะฟังเขาพูดเขาคุย และอยากเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขา วินาทีนั้นความใฝ่ฝันของดิฉันได้ก่อตัวขึ้นมาเงียบๆ โดยไม่รู้เลยว่าแค่เพียงจุดเล็กๆ จุดนี้จะผลักดันชีวิตให้ไปได้ไกลจนเกินกว่าจะคาดคิด

เผชิญโลกที่แอฟริกา

ส่วนใหญ่เมื่อนึกฝันถึงการไปทำงานต่างประเทศ เรามักจะนึกถึงการไปทำงานที่ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกาฝรั่งเศส หรือไม่ก็ออสเตรเลีย แต่สำหรับดิฉันกลับเริ่มต้นที่กรุงเลกอส ประเทศไนจีเรีย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของทวีปแอฟริกา รองจากกรุงไคโรของอียิปต์ แต่กว่าจะไปทำงานที่นี่ได้ก็ต้องฝ่าฟันมิใช่น้อย

หลังเรียนจบ ม.3 ดิฉันจำต้องขัดใจแม่ด้วยการเดินทางมาช่วยงานร้านอาหารตามสั่งของน้าที่กรุงเทพฯ ได้เงินมาเท่าไรดิฉันก็ส่งกลับไปให้พ่อแม่หมดทุกบาททุกสตางค์ ส่วนพี่ชายก็มาเรียนนายร้อยตำรวจและอาศัยอยู่กับน้าเช่นเดียวกัน

ทุกวันดิฉันจะตื่นตั้งแต่ตีสามตีสี่เพื่อเตรียมข้าวของในร้าน เสร็จแล้วจึงซักผ้า ถูบ้าน ทำงานทุกอย่างที่เป็นงานบ้าน พอได้เวลาบ่ายสองโมงก็ไปเรียนเสริมสวยที่โรงเรียนสารพัดช่าง ตอนนั้นคิดฝันไว้ว่าอยากไปทำงานที่ต่างประเทศให้ได้ เพราะน้องสาวของแม่คนหนึ่งทำงานอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และพี่สาวคนหนึ่งของแม่ก็ทำงานอยู่ประเทศอังกฤษ ดิฉันพยายามเขียนจดหมายติดต่อกับป้าอยู่เป็นปี  ด้วยความเอ็นดูท่านจึงส่งเงินมาให้ดิฉันกว่า 30,000 บาทเพื่อให้เรียนหลักสูตรเสริมสวยของเกศเกล้าซึ่งเป็นหลักสูตรชื่อดังในขณะนั้น แล้วในที่สุดโอกาสก็มาถึงเมื่อเจ้านายของป้าตั้งใจที่จะไปเปิดร้านเสริมสวยที่กรุงเลกอสประเทศไนจีเรีย  ป้าจึงขออนุญาตเจ้านายให้ดิฉันไปทำงานที่นั่น

ดิฉันจากประเทศไทยไปต่างประเทศครั้งแรกทั้งที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี ไปอยู่ประเทศที่ค่อนข้างน่ากลัว ทั้งต่างที่ต่างถิ่น ต่างภาษา ที่สำคัญ ที่นั่นยังมีการเหยียดสีผิวและมีการปฏิวัติฆ่ากันเหมือนผักเหมือนปลา ภาพที่ดิฉันจำฝังใจคือภาพคนนอนตายเกลื่อนถนนโดยที่ไม่มีใครสนใจ ดิฉันสะเทือนใจกับภาพที่เห็นนี้มาก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะตัวเองเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ดังนั้น แม้ดิฉันจะได้รับความสะดวกสบาย มีเงินเก็บส่งมาให้ครอบครัวเดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์ แต่เมื่อทำงานครบ 2 ปีดิฉันก็ตัดสินใจว่าจะย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่ขออยู่ที่นี่อีกแล้วไปเป็นโรบินฮู้ดที่ฝรั่งเศส

ด้วยความที่อยากทำงานเก็บเงินส่งไปให้ครอบครัว ดิฉันจึงจำใจทำงานอยู่ที่ไนจีเรียจนครบกำหนด พอครบแล้วเพื่อนผู้หญิงซึ่งเป็นคนไทยและรู้จักกับท่านทูตที่ไนจีเรีย แนะนำว่าควรจะทำวีซ่าเพื่อไปอยู่ประเทศฝรั่งเศสแทนที่จะกลับเมืองไทยเพราะกลับไปก็ไม่มีอนาคต ดิฉันเห็นด้วย ที่สำคัญ หากเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสก็ยังมีน้องสาวคนเล็กของแม่ที่อยู่ที่นั่นให้พึ่งพาได้บ้าง  ตอนนั้นดิฉันทำวีซ่าสำหรับไปท่องเที่ยว 15 วันเท่านั้น แต่กลับทำงานเป็นช่างเสริมสวยอยู่ในร้านเล็กๆ แถวไชน่าทาวน์ของฝรั่งเศสอยู่เป็นปี ในยุคนั้นชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้าไปทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตถูกเรียกว่าเป็นพวก “โรบินฮู้ด”

อย่างไรก็ตาม ดิฉันเป็นพลเมืองที่ผิดกฎหมาย อยู่ได้ไม่นานก็พบกับสามีคนแรกซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสที่ทำงานรับราชการเป็นช่างซ่อมเครื่องบินของสายการบินแอร์ฟรานซ์ เราแต่งงานจดทะเบียนอยู่กินด้วยกัน ชีวิตดูเหมือนจะมีความสุขดี เขาเป็นคนดีมากไม่อยากให้ดิฉันทำงานอะไร และเป็นฝ่ายทำงานหาเลี้ยงเองแต่ความคิดจิตใจคนเราไม่เหมือนกัน ดิฉันเป็นคนที่ทำงานมาโดยตลอด จะให้นั่งเป็นแม่ศรีเรือนขอเงินสามีใช้ก็ทำไม่เป็น ที่สำคัญ ดิฉันมีพ่อแม่พี่น้องที่เมืองไทยให้ส่งเสียดูแล ครั้นจะขอเงินเขาเพื่อส่งให้ทางบ้านก็ดูจะไม่ใช่หน้าที่ของเขา แรกๆ ดิฉันจึงขอไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กตามบ้านโดยมีเขาคอยรับคอยส่ง หลังจากนั้นจึงขอไปทำงานร้านอาหารเป็น “เด็กสวัสดี”มีหน้าที่ไหว้ต้อนรับแขกแล้วเชิญแขกไปนั่งที่โต๊ะ ที่ร้าน Blue Elephant  ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยร้านเดียวในประเทศฝรั่งเศสในขณะนั้น แต่กว่าที่ดิฉันจะไปทำงานที่นี่ได้ก็ต้องนั่งอธิบายให้อดีตสามีฟังเป็นนานสองนานเพราะเขาไม่อยากให้ดิฉันทำงานกลางคืนความจริงแล้วเขารักและห่วงใยดิฉันมาก  แต่หลายสิ่งหลายอย่างที่เขาทำ  ทำให้ดิฉันอึดอัดด้วยความที่เขาเป็นคนหาเงินเข้าบ้าน ดังนั้นเขาจะเป็นคนกำหนดกะเกณฑ์ทุกอย่างจนทำให้ดิฉันรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีสิทธิ์คิด”ยกตัวอย่างเช่น ต่อให้ดิฉันไม่ชอบผ้าปูโต๊ะผืนนี้หรือโต๊ะตัวนั้น เขาก็จะบอกว่า “ฉันเป็นคนจ่ายตังค์”ทุกอย่างก็จบ

แต่ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือการที่เขาเป็นลูกคนเดียว ทำให้แม่ของเขาค่อนข้างเคร่งครัดและคอยควบคุมความคิดของเขา แทบไม่น่าเชื่อว่าจุดแตกหักในชีวิตแต่งงานของดิฉันจริงๆ กลับเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่พาอดีตสามีและแม่ของอดีตสามีมาเที่ยวเมืองไทย

เรื่องราวแบบลูกสะใภ้ไทยกับแม่สามีต่างชาติแทนที่จะลงเอยด้วยดี กลับกลายเป็นเชื้อไฟโหมกระพือหนักกว่าเดิมเมื่อดิฉันพาพวกเขามาดูบ้านช่องห้องหอของตัวเองที่เมืองไทย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

 

 

 

keyboard_arrow_up