“นาย ณภัทร เสียงสมบุญ” ดวงใจของซิงเกิ้ลมัม กับวิธีสอนลูกที่ใช้ธรรมนำทาง

” นาย ณภัทร เสียงสมบุญ ” ดวงใจของซิงเกิ้ลมัม

นาย ณภัทร เสียงสมบุญ พระเอกหน้าใหม่ เท่หนักมาก

ย้อนไปเมื่อหลายๆ ปีก่อน คำว่า “ซิงเกิ้ลมัม” หรือ “คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว” ไม่ได้เป็นที่ยอมรับแพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน ตรงกันข้าม หลายคนถูกมองในแง่ลบด้วยซ้ำ

ท่ามกลางอุปสรรคที่ถาโถม  “หมู - พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ” นักแสดงสาวชื่อดัง หนึ่งในคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในยุคนั้น  แปรเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นพลังใจเข้มแข็งในการเลี้ยงดูลูกชาย “ นาย - ณภัทร เสียงสมบุญ ” จนเติบโตและกลายเป็นหนุ่มในฝัน ของสาว ๆ กว่าค่อนประเทศไปเรียบร้อยแล้ว

เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน  ซิงเกิ้ลมัมไม่ได้รับการยอมรับมากเท่าในปัจจุบันผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้อย่างไรคะ

แม่หมู :ตอนนั้นหมูไม่ได้คิดเลยว่าใครจะคิดยังไงกับเรา  คิดอย่างเดียวว่าหมูอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีลูก  ขอเล่าย้อนไปตั้งแต่ก่อนหย่า  ตอนนั้นหมูตั้งใจลาออกจากวงการบันเทิง  ลาออกจากการเป็นพิธีกรทุกงาน  เพื่อมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว  แต่พอครอบครัวไม่ได้เป็นอย่างที่ฝัน  หมูก็ต้องเข้มแข็งและเลี้ยงดูลูกคนเดียวให้ได้

ตอนเด็ก ๆ  ป๊า (พ่อ) ก็เลี้ยงหมูมาคนเดียวเหมือนกันดังนั้นพอหมูเลิกกับพ่อน้องนาย  หมูไม่ได้มองว่าผู้ชายร้ายเหมือนกันทั้งโลก  เพราะอย่างน้อยก็ยังมีป๊าเป็นต้นแบบ  แต่สิ่งที่หมูขาดคือแม่  จึงคิดเสมอว่าไม่อยากให้ลูกตกอยู่ในสภาพเดียวกับเรา  ตอนนั้นแอบไปนั่งร้องไห้เสียใจบ่อยมากแต่ก็พยายามเลี้ยงน้องนายอย่างเต็มที่  พยายามเติมในสิ่งที่เขาขาดหายไป  จำได้ว่าตอนนั้นหมูโอ๋ลูกมาก

จนวันหนึ่ง พี่ต๋อย (ไตรภพ  ลิมปพัทธ์) เตือนว่า  “เฮ้ยหมูไม่ต้องกลัวว่าลูกจะขาดหรอก เพราะหมูรักเขามากขนาดนี้เด็กเขารู้สึกได้” หมูจึงคิดได้ว่า  ถ้าเราให้ความรัก  ให้เวลาและให้ทุกสิ่งกับลูกเต็มร้อย  ก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะขาดอะไรความคิดของแม่เป็นความคิดประกาศิตค่ะ  เป็นแรงดึงดูดที่ทรงอานุภาพที่สุดในจักรวาลนี้แล้ว  ถ้าเราคิดว่าลูกขาดความรัก  ลูกจะเป็นอย่างที่เราคิด  แต่ถ้าเราคิดว่าลูกเป็นคนดี  เป็นสุภาพบุรุษ  เขาก็จะโตมาเป็นผู้ชายเพอร์เฟ็กต์อย่างที่เราต้องการ

หมูเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูกเหมือนกันหมด  แต่บางคนอาจบอกว่า  ฉันก็รักลูก  แต่ทำไมลูกโตมาแล้วไม่ได้ดี  หมูอยากบอกว่า  นอกจากความรักแล้ว  เราต้องให้เวลากับลูกด้วยต้องคุยกัน  ต้องกอดกัน  หมูกับลูกคุยกันได้ทุกเรื่อง  หมูไม่เคยวางท่าว่าเป็นแม่เขา  แต่เราเป็นเหมือนเพื่อนกัน ตั้งแต่น้องนายเด็ก ๆ  หมูให้เขาตัดสินใจเอง  เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆเช่น  ก่อนออกจากบ้านหมูจะถามเขาว่า “น้องนายว่าแม่ใส่รองเท้าคู่ไหนดี”  เขาก็จะเลือกให้เรา เท่ากับเป็นการปลูกฝังความเป็นผู้นำให้เขาทีละนิด  การที่เรารับฟังความคิดเห็นของลูก  เขาจะซึมซับความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองไปโดยอัตโนมัติ

แล้ววันนี้คำประกาศิตของแม่ที่ว่า“ลูกเป็นผู้ชายเพอร์เฟ็กต์” เป็นจริงแล้วหรือยังคะ

แม่หมู :เป็นอย่างที่คิดไว้แล้วค่ะ (หัวเราะแล้วหันไปมองหน้าลูก)  ตั้งแต่เล็ก ๆ  เวลานายไปเล่นบ้านใคร  กลับมาจะมีแต่คำชม  บางคนถึงกับขอเขาไปเลี้ยงที่บ้านก็มี  ใครได้รู้จักน้องนายมักจะรักเขา  หมูภูมิใจในตัวน้องนายทุกเรื่องจนทุกวันนี้  เพราะหมูรู้ว่าก่อนที่นายจะทำอะไร  เขาคิดอย่างรอบคอบมาก่อนแล้ว

น้องนายไม่ดื้อ  แต่เขาบอกว่าเขาเคยดื้อนะ  แต่แม่ไม่รู้หมูเข้าใจอารมณ์เด็กผู้ชายที่อาจมีดื้อบ้าง  เผอิญหมูไม่ได้เป็นแม่ที่จู้จี้จุกจิก  จึงไม่เห็นว่าเขาดื้อตรงไหน

น้องนาย :จริง ๆ แล้วผมเคยดื้อ  เรื่องการเรียนนี่แหละครับผมเป็นคนเรียนไม่เก่ง  ตอนแรกภาษาอังกฤษนี่ไม่ได้เลย  พอขึ้น ม. 1 แม่ให้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ  ซึ่งเรียนเป็นภาษาอังกฤษทุกวิชา  พอเข้าไปเรียนผมงงมาก  เรียนไม่รู้เรื่องอาจารย์ให้การบ้านก็ทำไม่เป็น

วันหนึ่งแม่มาเปิดกระเป๋านักเรียนหาของอะไรสักอย่างเลยเห็นสมุดที่มีรอยแก้จากอาจารย์เขียนเต็มไปหมด  แล้วแม่ก็ร้องไห้  ผมเห็นก็ยิ่งเสียใจมากกว่าเดิมอีก  สงสารแม่  ต้องหาเงินเลี้ยงผมคนเดียว  ผมยังเรียนไม่เก่งอีก  ตั้งแต่วันนั้นผมก็บอกตัวเองว่า  ต้องพยายามมากขึ้น  จากเด็กที่ไม่เคยสนใจการเรียน  ผมพยายามตั้งใจเรียนอย่างมาก  ผ่านไปสองปีผมก็เริ่มเขียนอ่านฟังพูดภาษาอังกฤษได้  แต่ไม่ถึงกับดี  ผลของความพยายาม  ทุกวันนี้ผมเริ่มพูดภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้นแล้วครับ

น้องนายเคยรู้สึกน้อยใจหรือเสียใจบ้างไหมที่ครอบครัวไม่อบอุ่นเหมือนคนอื่น

น้องนาย :จริง ๆ ตอนเป็นเด็กผมไม่เคยรู้เรื่องเลยครับว่าพ่อแม่แยกทางกัน  แม่ไม่เคยพูดถึงพ่อในแง่ไม่ดี  ผมจึงไม่คิดว่าผมขาดพ่อหรือแตกต่างจากเพื่อนคนอื่น ๆ  ตั้งแต่เกิดมาผมจำได้ว่าผมมีแม่คนเดียวแค่นั้น  ตรงกันข้ามผมกลับแฮ็ปปี้เสียอีกที่แม่ผมไม่เหมือนแม่คนอื่น  แม่ลุยมาก  อะไรที่ผู้ชายทำได้ แม่ทำได้หมด  ตั้งแต่เดินขึ้นดอย  กางเต็นท์นอนบนภูเขา  กินหมูปิ้งข้างทาง  ขับรถไกล ๆ  ไปเที่ยวทะเล  หรือแม้แต่เล่นยิงปืนบีบีกัน  แม่ก็ทำได้  ผมจึงไม่เคยมองว่าผมขาด  ผมมีความสุขในแบบของผม

 

หลังจากรับรู้ถึงความลำบากของคุณแม่  ช่วยแบ่งเบาภาระอย่างไรบ้าง

น้องนาย :ผมรู้ว่าแม่ลำบาก  จึงคิดมาตลอดว่าวันหนึ่งต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนแม่  และจะดูแลแม่ให้ได้ อีกหน่อยซึ่งคงไม่นานนี้ผมตั้งใจว่าจะดูแลค่าใช้จ่ายในบ้านทุกอย่างแทนแม่  นี่คือเป้าหมายหลักของผม  แต่ยังไม่เคยบอกแม่นะครับตอนนี้ผมอายุ 19 ปี  คาดว่าประมาณ 22 ผมน่าจะทำได้แล้ว (ยิ้ม)

ที่ผ่านมาผมพยายามแบ่งเบาภาระแม่มาตลอด  ผมเรียนโรงเรียนนานาชาติ  ค่าใช้จ่ายสูงมาก  ปีละเป็นล้านบาทไม่รวมที่ผมเล่นกอล์ฟซึ่งมีค่าใช้จ่ายครั้งละหลายหมื่นบาทผมรู้ว่าแม่หาเงินเหนื่อยมาก  แต่แม่ไม่เคยบ่นเลย  จำได้ว่าเริ่มแรกผมซ้อมกอล์ฟหนักมากหวังจะชนะการแข่งขัน  แต่แข่งเท่าไหร่ก็ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป  จึงหาทางใหม่จนพบว่าถ้าสอบเทียบได้จะช่วยแม่ประหยัดค่าเทอมได้ 2 ปีรวมแล้วก็เกือบสองล้านบาท  จึงพยายามอ่านหนังสืออย่างหนักต้องขยันกว่าคนอื่น  เพราะผมเรียนไม่เก่ง  อยู่อันดับท้าย ๆของห้องมาตลอด  พอผลออกมาว่าผมสอบเทียบได้  ผมและแม่ดีใจกันมาก  นอกจากจะช่วยแม่ประหยัดเงินได้เยอะแล้วยังทำให้แม่ภาคภูมิใจในตัวผมอีกด้วย

ลูกชายน่ารักขนาดนี้  มีวิธีสอนลูกอย่างไรคะ

แม่หมู :สอนลูกด้วยธรรมะค่ะ  ถ้าเป็นเมื่อก่อนหมูยอมรับเลยว่าเป็นคนไม่มีศาสนา  จนเมื่อ 8 ปีก่อน  เหมือนธรรมะจัดสรร  จู่ ๆ ก็ไปซื้อหนังสือ คู่มือมนุษย์ ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ  อ่านครั้งแรกไม่เข้าใจเลยสักบรรทัด  ต่อมามีคนบอกว่าให้ลองไปปฏิบัติธรรมสิ  ชีวิตจะเปลี่ยน  ตอนแรกก็งงว่าจะเปลี่ยนได้ยังไง  ไปแค่ไม่กี่วัน

ด้วยความอยากพิสูจน์จึงไปปฏิบัติธรรมคอร์สของคุณแม่สิริ  กรินชัย  7 วันได้มาแบบเต็ม ๆ  หมูน้ำตาไหลร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล  ร้องไห้ด้วยความดีใจ  หัวใจเต้นแรงคิดอยู่ตลอดเลยว่าดีจังที่รู้  กลับมาชีวิตเปลี่ยนจริง ๆ  ได้ปัญญามา สว่าง  ใส  โล่ง  และได้วิธีคิดมาเต็ม ๆ จากที่เคยเป็นคนคิดมาก  คิดจนนอนไม่หลับ  จนกลัวว่าวันหนึ่งเราจะเป็นบ้ารึเปล่า  แต่พอกลับจากปฏิบัติธรรมก็ฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันขณะ  ดูแค่ลมหายใจเข้า - ออก  ทำกิจกรรมอะไรก็คิดถึงแต่สิ่งที่เรากำลังทำ  พอทำได้  ใจเราก็มีความสุขตอบคำถามในชีวิตของตัวเองได้แล้ว

สิ่งที่คิดต่อมาคือ  เราต้องมอบสิ่งนี้ให้ลูก  ตอนนั้นน้องนายอายุประมาณ 10 ขวบ  ก็มานั่งคิดว่าจะให้ธรรมะกับเด็ก 10 ขวบอย่างไรดี  หมูใช้วิธีทำให้ดู  เขาเห็นเราอ่านหนังสือธรรมะหรือนั่งสวดมนต์บ่อย ๆ ก็อยากอ่าน อยากสวดตามพยายามสอนเขาเดินจงกรม  เด็ก 10 ขวบสมัยนั้นชอบหุ่นยนต์กันดั้ม  เราก็สอนด้วยการเปรียบเทียบว่า  กันดั้มต้องประกอบร่างเข้ากับคนถึงจะเก่ง  เอาชนะจอมวายร้ายได้ใช่ไหมแม่ก็มีวิธีประกอบร่างกับกันดั้ม คือเราต้องเอาจิตใจของเราไปอยู่ที่เท้า (ทำท่ายืนเหมือนหุ่นยนต์)  ก้าวเท้าขวาย่างหนอซ้ายย่างหนอ  พอเราเอาจิตมาอยู่ที่เท้าทีละก้าว ๆ  ก็เหมือนเป็นการเพิ่มพลังให้กันดั้มในการเอาชนะเหล่าร้ายได้  อธิบายแบบนี้น้องนายก็เข้าใจได้ง่ายขึ้น

หมูไม่เคยบังคับลูกให้สวดมนต์หรือปฏิบัติธรรมเลยเพราะถ้าบังคับเขาจะเกลียด  แต่พอเราทำให้เขาดูเป็นตัวอย่างไปเรื่อย ๆ  เขาก็อยากทำตามเราไปเอง  จำได้ครั้งหนึ่งตอนนั้นน้องนาย 11 ขวบ  พาเขาไปวัด  กลับบ้านมาน้องนายถามว่า “แม่  น้องนายอยากบวช  ขอบวชได้ไหม”  แต่ตอนนั้นเราทำงานหนักและเลี้ยงลูกคนเดียว  เตรียมงานบวชก็ไม่เป็นยังไม่พร้อม  จึงต้องปฏิเสธลูกไปก่อน

ทุกวันนี้ไม่ต้องสอนแล้ว  น้องนายเดินจงกรมและสวดมนต์เก่งกว่าแม่เสียอีก  เราสองแม่ลูกสวดมนต์กันทุกคืนส่วนกิจกรรมสำคัญประจำปีของบ้านเราคือการสวดมนต์ข้ามปี  น้องนายไม่เคยเบี้ยวเลยสักครั้ง  มีแต่หมูที่บางปีติดเที่ยวกับเพื่อนจนลืม น้องนายต้องโทรมาทวงว่า  “แม่ลืมสัญญาหรือเปล่าครับ”  พอเรานึกได้  ต้องยกเลิกทริปนั้นแล้วรีบกลับมาสวดมนต์ข้ามปีกับลูก (หัวเราะ)

 

วัยรุ่นส่วนใหญ่อาจมองว่าธรรมะเป็นเรื่องไกลตัว  น้องนายคิดอย่างไรค่ะ

น้องนาย :ตอนแรกผมไม่ได้คิดอะไรเลยครับ  เห็นแม่สวดมนต์  นั่งสมาธิ  ปฏิบัติธรรม  เดินจงกรมแล้วแม่มีความสุขบวกกับตอนนั้นผมกำลังจะสอบเข้ามหิดล  เลยลองทำตามแม่ดูบ้าง  รู้สึกเหมือนได้เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ  ตอนนั้นผมตั้งใจมาก  สวดมนต์ทุกคืน  สวดพาพุงฯ  คาถาชินบัญชร  แผ่เมตตาทุกอย่างที่แม่สอน  ทำให้ผมมีสติ  มีสมาธิมากขึ้น  รู้สึกเหมือนมีแรงผลักดันอะไรบางอย่าง  ทำแล้วสบายใจ  เห็นผลดีขึ้นทันตาเลย  ตั้งแต่นั้นผมก็สวดมนต์ยาวมาจนวันนี้  เพราะรู้แล้วว่าพุทธศาสนาดีกับชีวิตผมและแม่จริง ๆ

คุณแม่สอนอะไรน้องนายบ้างคะ

น้องนาย :แม่มักสอนผมเรื่องศีล 5 ครับ  ศีลข้อ 1  แม่สอนว่า  อย่าเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต  เพราะสัตว์หรือต้นไม้ก็เจ็บปวดเหมือนกัน  เพียงแต่เราอาจไม่ได้ยินเสียงร้องของเขาเท่านั้นเอง  ข้อ 2  ห้ามลักทรัพย์  รวมถึงเบียดเบียนทรัพย์ของคนอื่น  ข้อ 3  ประพฤติผิดในกาม  แม่สอนว่า  ถ้ารักใคร  อย่าทำให้เขาเสียใจ  เสียน้ำตา  รวมถึงอย่าทำให้คนอื่นมีความทุกข์  ข้อ 4  ห้ามพูดเท็จ  แม่เพิ่มว่าไม่พูดจาส่อเสียดนินทา  หรือพูดให้ร้ายคนอื่นด้วย  และ ข้อ 5  ไม่ดื่มสุรารวมถึงสิ่งมึนเมาทุกอย่างที่ทำให้เราขาดสติ

แม่ชอบถามว่า  “วันนี้ผิดศีล 5 รึเปล่าเนี่ย”  ผมมักตอบว่าไม่ผิดครับ  ผมเคยถามแม่ว่า  ถ้าเผลอเหยียบมดโดยไม่รู้ตัวล่ะ  ผิดไหม  แม่บอกไม่ผิดหรอก  เพราะไม่ได้มีเจตนาพุทธศาสนาสอนให้ดูที่เจตนา

ทุกวันนี้น้องนายกลายเป็นนักแสดงดาวรุ่งที่มีแต่คนกล่าวถึง  ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะไหมคะและมีหลักในการใช้ชีวิตอย่างไร

น้องนาย :ชีวิตเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะครับ  แต่ผมโชคดีที่มีแม่ช่วยรับงานให้  ผมทำงานในวงการบันเทิงแค่วันหยุดเสาร์ - อาทิตย์  วันจันทร์ถึงศุกร์ผมเรียนหนังสือ  หลักในการใช้ชีวิตในแบบของผมคือ  เต็มที่กับทุกอย่างที่ทำ  จะได้ไม่เสียใจภายหลัง  และสิ่งที่ผมถือเป็นแผนที่ชีวิตคือ  กฎไตรลักษณ์ครับ  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา

อนิจจัง  คือ  ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง  บนโลกนี้ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป  วันนี้ผมเป็นเด็ก  สักวันก็ต้องแก่วันนี้มีคนรัก  สักวันก็ต้องมีคนเกลียด  วันนี้เรารวย พรุ่งนี้เราอาจจนก็ได้  เช่นเดียวกัน  วันนี้มีแม่อยู่  พรุ่งนี้อาจไม่มีแม่อยู่ด้วยก็ได้  ถ้าเรายอมรับการเปลี่ยนแปลงได้  เราก็จะมีความสุขเพราะทำใจไว้แล้ว  แม่บอกเสมอว่า  สักวันหนึ่งแม่อาจไม่อยู่แล้ว  เพราะฉะนั้นผมต้องเต็มที่กับแม่  ส่วนแม่เองก็ทำแบบนี้กับผมเหมือนกัน

ทุกขัง  หรือความทุกข์  เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเจออยู่แล้ว  ผมมองว่าทุกปัญหามีเอาไว้ให้แก้ไข  ถ้าเราแก้ได้ก็ดีใจแต่ถ้าแก้ไม่ได้และพยายามแก้แล้ว  ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร  เราทำดีที่สุดแล้ว  บางคนทุกข์มาก  ถามตัวเองตลอดว่าทำไมเราโชคร้ายอย่างนี้  แล้วก็ไปจมอยู่กับความทุกข์  โดยไม่พยายามหาทางแก้  ทุกข์ก็เหมือนกับการที่เรากำมือเอาไว้แน่นเกินไปแค่เราปล่อยมือสบาย ๆ  ทุกข์ก็อยู่ของมันไป  เราไม่จำเป็นต้องจมอยู่ด้วย  เพราะทุกข์เป็นสิ่งที่เราต้องเจอทุกวัน  เช่นทุกข์เรื่องเรียน  เรื่องงาน  เรื่องเงินทอง  เรื่องความรัก  อยู่ที่ว่าเรามองความทุกข์อย่างไรมากกว่า

ส่วน อนัตตา  คือ  การไม่มีตัวตน  สมมุติวันนี้เราอาจมีทุกอย่าง  สุดท้ายวันหนึ่งก็เอาไปไม่ได้อยู่ดี  สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “กิเลส” ครับ  ทั้งอำนาจ  เงินทอง  ที่เรากำลังขวนขวายหากันอยู่ทุกวันนี้  มีข่าวฆ่ากันตายเพราะแย่งทรัพย์สินออกเยอะแยะ  แต่ถ้าเรามองให้ดีจะรู้ว่าความสุขกับเงินทองไม่ใช่สิ่งเดียวกัน  เรามีความสุขในรูปแบบอื่นโดยไม่ต้องเบียดเบียนใครก็ได้

ทั้งหมดที่ผมเล่ามา  มีทั้งแม่และผู้ใหญ่อีกหลายท่านคอยสอนครับ  ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกแต่พอได้ลองลงมือทำด้วยตัวเอง  ปรากฏว่าทุกสิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้ครับ ผมเชื่อสุดใจเลย  และผมก็เชื่อว่า  ถ้าใครได้เรียนรู้และได้พิสูจน์กฎไตรลักษณ์เหมือนกันกับผม  ชีวิตเขาจะเปลี่ยน  พลิกไปในทางที่ดีเช่นกัน

คุณแม่หมูรักลูกมากขนาดนี้  เคยคิดถึงวันที่ต้องจากลูกไปบ้างไหมคะ

แม่หมู :หมูรักลูก  แต่รักแบบปล่อยวาง  ตั้งแต่ไปปฏิบัติธรรม  หมูมองทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด รวมทั้งความรักที่มีให้ลูกด้วย  หมูสอนลูกทุกอย่างประหนึ่งว่าวันนี้คือวันสุดท้ายของหมู  ตอนนี้หมูมั่นใจแล้วว่าชีวิตของน้องนายต่อไปจากนี้จะมีความสุขและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน  เพราะเขามีธรรมะคอยนำทางชีวิตเช่นกัน

หลายคนชอบถามว่าหวงลูกชายไหม  ตอบเลยว่าไม่เคยหวง  หมูเคยปล่อยให้ลูกไปเที่ยวกับแก๊งเพื่อนพร้อมบอกเขาว่า  ทุกคนต้องพกอาวุธไปด้วยนะ  ไม่พกไม่ได้  เด็ก ๆ ตกใจกันใหญ่  ถามว่า “ทำไมล่ะครับ”หมูตอบว่า  “อาวุธของแม่มีสองอย่าง  คือคำขอโทษกับรอยยิ้ม”  เพราะถ้าเด็กผู้ชายมีแค่สองอย่างนี้  ก็ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะไปมีเรื่องมีราวกับใคร  และที่สำคัญหมูรู้ว่าน้องนายมีศีล 5 ประจำใจเขาเสมอ  ถ้าวันใดที่หมูไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว  หมูไม่ห่วงเลย  เพราะเชื่อว่าพุทธศาสนาและความดีที่ทำจะปกปักคุ้มครองน้องนายตลอดไป

หากมีธรรมนำทาง  ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิตมากมายเพียงใด  ย่อมพาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีเสมอ 


เรื่อง ชลธิชา  แสงใสแก้ว  ภาพปก / ภาพประกอบ สรยุทธ  พุ่มภักดี  ผู้ช่วยช่างภาพ ณสุด  ภาวัฒนานุกูล  สไตลิสต์ ณัฏฐิตา  เกษตระชนม์ แต่งหน้า ปิยะวัฒน์  เมธาโรจนพรสิน  ทำผม ภัทรานิษฐ์  จันทรกุลเศรษฐ์

ขอขอบคุณเสื้อผ้า  Fly  Now III, Gin and Milk


“สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ”

หมู – พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ


บทความน่าสนใจ

“ทุกลมหายใจนี้เพื่อลูก” หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ (1)

“ทุกลมหายใจนี้เพื่อลูก” หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ (จบ)

keyboard_arrow_up