ชีวิตคลอเสียงเพลงเคล้าเสียงหัวเราะของ สุเทพ ประยูรพิทักษ์ (1)

สุเทพ ประยูรพิทักษ์
สุเทพ ประยูรพิทักษ์

ราว 20 กว่าปีที่แล้วใครเคยดูโฆษณา“เสี่ยฮีโน่” ที่มีเพลงฮิตติดหูว่า“…เสี่ยเก่า เสี่ยใหม่ เสี่ยไฮเทค เสี่ยใหญ่เสี่ยเล็ก…เสี่ยฮีโน่ทั้งเมือง” คงจะจำอาเสี่ยในโฆษณานี้ได้แม่นยำเพราะนอกจากหน้าตาจะดูอารมณ์ดีแล้ว ยังแขวนพระเครื่องเต็มคอแถมยังใส่แหวนทองวงใหญ่จนดูเหมือนตู้ทองเคลื่อนที่ให้ผู้ชมได้ยิ้มสนุกไปด้วยทุกครั้ง

หลายคนอาจไม่ทราบว่าเสี่ยฮีโน่คนนี้นอกจากจะแสดงเป็นเสี่ยแล้ว ยังควบตำแหน่งคนแต่งเพลงและร้องเพลงนี้ด้วยคุณอี๊ด - สุเทพ ประยูรพิทักษ์ นักร้องดารานักแสดงที่มีภาพลักษณ์อาเสี่ยติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ เล่าย้อนความหลังให้เราฟังด้วยรอยยิ้มและท่าทางที่ผ่อนคลาย

ชีวิตที่มีเสียงเพลงเป็นเพื่อนมาค่อนชีวิตและเรื่องราวของการเป็นนักแสดงที่ดูเหมือนจะตกกระไดพลอยโจนมากกว่าจะเกิดจากความตั้งใจ รวมถึงสาเหตุที่ชักนำให้เขาชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ไปซ่อมวัดวาอารามเกิดขึ้นได้อย่างไร คุณอี๊ดพร้อมแล้วที่จะเล่าให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง

เกาะเรือพ่วง กินข้าววัด

วัยเด็กของผมเป็นความทรงจำที่งดงามมาก ตอนนั้นสังคมไทยยังเอื้อเฟื้อแบ่งปันกันมากกว่านี้ ผมเกิดริมคลองบางหลวง ได้เล่นน้ำคลอง เกาะเรือพ่วงเล่นตามประสาเด็ก สมัยก่อนเวลาปิดเทอมเด็ก ๆ จะมารวมตัวกันแถวบ้านผม เพราะเป็นท่าน้ำใหญ่ มีวัดตั้งอยู่ติดกันหลายวัดทั้งวัดสังข์กระจาย (วัดสังข์กระจายวรวิหาร)วัดมอญ (วัดราชคฤห์วรวิหาร) วัดหงส์ (วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร) ตอนนั้นน้ำในคลองยังใส ชาวบ้านยังตักขึ้นมาต้มดื่มได้ ที่สำคัญ น้ำประปายังไม่มี เวลาจะใช้น้ำก็ตักน้ำคลองมาแกว่งสารส้ม

ตอนเด็ก ๆ ผมใกล้ชิดกับคุณพ่อมากท่านไปไหนผมไปด้วย คุณพ่อทำงานเกี่ยวกับปศุสัตว์ มีหน้าที่ตรวจโรคของหมู ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน

คุณพ่อเป็นคนมีเพื่อนมาก จิตใจดีเพื่อนฝูงรักใคร่ และตัวท่านเองก็รักและมีเมตตากับคนอื่น ไม่เคยสอนให้ลูกหลานไปชกต่อยกับใคร แต่ตัวท่านเองถือว่าเป็น“นักเลง” มาก นักเลงสมัยก่อนหมายถึงคนที่จริงใจ เอื้อเฟื้อกับเพื่อน เวลาพรรคพวกมีปัญหาก็ช่วยเคลียร์ให้

ด้วยความที่พ่อเคยเป็นนักมวยคาดเชือกมาก่อน ท่านจึงมีความเป็นนักสู้สูงมาก แม้กระทั่งจะหัดลูกให้ว่ายน้ำท่านก็มีวิธีการไม่เหมือนใคร วันหนึ่งหลังจากที่เห็นผมพยายามหัดว่ายน้ำอยู่เป็นวัน ๆ ก็ยังว่ายไม่ได้ คุณพ่อจึงทำเสาไม้ไผ่ไว้กลางน้ำ แล้วว่ายน้ำกระเตง ผมไปเกาะไว้ที่เสาต้นนั้น พร้อมกับบอกผมว่า “ถ้าอยากกลับมาที่ท่าก็ต้องว่ายกลับมาเอง” มิหนำซ้ำยังโยนลูกหมาตัวหนึ่งลงไปในน้ำด้วย หมาก็ตะกุย ๆ ว่ายน้ำใหญ่จนถึงฝั่ง แต่ผมกลับร้องไห้ด้วยความกลัวอยู่พักใหญ่ คุณพ่อจึงพูดกับผมว่า “หมายังกลับได้เลย ทำไมแกจะกลับไม่ได้” (หัวเราะ)

จริงอย่างที่ท่านว่า เพราะในที่สุดผมซึ่งอายุราว 5 ขวบก็ตะกุยน้ำกลับเข้าท่าในท่าเดียวกับลูกหมาตกน้ำนั่นเอง และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็ว่ายน้ำเป็น

ผมชอบสังคมไทยสมัยก่อนที่ผู้ใหญ่จะให้ความรักความเมตตากับเด็ก แม้จะไม่ใช่ญาติก็รักเอ็นดูเหมือนญาติ เวลาพ่อจะไปไหนทีก็มักจะนำผมไปฝากไว้บ้านญาติหรือไม่ก็ฝากไว้กับพระที่วัด เวลาฝากไว้กับพระที่วัดก็ไม่ต้องให้สตางค์ลูก เพราะคุณพ่อรู้ว่าอยู่วัดไม่อดตายแน่ ๆ

แต่การจะกินข้าววัดได้ต้องใช้ความกล้าเพราะผมต้องแย่งกินกับเด็กวัด ช่วงชีวิตตอนนี้สอนให้ผมรู้ว่า ถ้าเรามัวแต่อายไม่กล้า และเราก็จะไม่มีทางทำสิ่งใดได้สำเร็จรวมถึงยังได้เรียนรู้ระเบียบวินัยจากการกินข้าววัด เพราะกินเสร็จแล้วต้องช่วยเขาเก็บกวาด เช็ดล้างถ้วยชาม และถ้ามีญาติพี่น้องบวช ผมก็จะทำหน้าที่เด็กวัดคอยถือย่ามเวลาพระเดินบิณฑบาต

เย็น ๆ หลวงพ่อก็จะสอนให้อ่านหนังสือสอนให้สวดมนต์ สมัยก่อนยาเสพติดไม่เยอะมากเท่าสมัยนี้ และไม่เป็นที่นิยมในหมู่บ้านใครไปเสพ ไปหยิบจับถือว่าน่ารังเกียจมากกิจกรรมที่วัยรุ่นสมัยนั้นทำคือการเล่นกีฬาอย่างฟุตบอล เล่นเสร็จก็นั่งคุยกันที่ราวสะพาน แต่ต้องไม่เกิน 5 คน เพราะยุคนั้นเป็นยุคที่บ้านเมืองมีความวุ่นวายจึงห้ามชุมนุมกัน

Concert1

ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่เด็ก

พอผมอายุได้ 10 ขวบ คุณพ่อก็เสียในฐานะลูกชายคนโต แต่เป็นลูกคนที่สามผมจึงต้องช่วยคุณแม่ทำงานทุกอย่าง เมื่อสิ้นคุณพ่อ คุณแม่พยายามทำงานหารายได้มาเลี้ยงลูก ๆ ทั้ง 6 คน ท่านมีความสามารถในการทำอาหารตำรับชาววัง รวมถึงงานเย็บปักถักร้อยต่าง ๆ โชคดีที่เราอยู่ใกล้กับหอพักนักศึกษาวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จฯผมกับพี่สาวจึงช่วยแม่เดินเร่ขายขนมตามหอพัก รวมถึงรับจ้างทำงานสารพัด ทั้งรับจ้างโม่แป้งที่กว่าจะได้เงินสัก 4 บาทต้องโม่แป้งให้ได้ถึง 15 กิโลกรัม แม้กระทั่งรับขายเรียงเบอร์ผมก็เคยทำมาก่อน

สมัยวัยรุ่นผมเล่นฟุตบอลเก่ง จึงสมัครไปเป็นนักฟุตบอลรุ่นเยาวชนของสโมสรธนาคารกรุงเทพพาณิชยการซึ่งดังมากที่สุดในยุคนั้น ที่สำคัญ ยังได้ค่าจ้างวันละ 25 บาทมาช่วยจุนเจือครอบครัว แต่เล่นได้สักระยะ อนาคตของผมกับเส้นทางสายนี้ก็ดับวูบลง เหตุมาจากการที่ผมฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อจะสมัครเข้าทีมชาติไทย ทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดจนเกิดการบาดเจ็บมีเลือดช้ำใน คุณหมอจึงแนะนำให้เลิกเล่น เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นอันตราย

ผมไม่ใช่คนที่รักเรียน แต่ก็ไม่ได้มีนิสัยเกเร ทำงานได้เงินมาก็ให้คุณแม่อย่างเดียว เพราะรู้ว่ามีคนในครอบครัวอีกหลายปากหลายท้องที่ต้องดูแล มีบ้างที่เคยทำงานได้เงินเยอะ ๆ แล้วฟุ้งเฟ้อ พาเพื่อนไปเที่ยวไปกิน ซื้อข้าวของเครื่องใช้แพง ๆแต่สุดท้ายชีวิตวัยเด็กที่เคยลำบากก็จะคอยดึงให้ผมใคร่ครวญว่าสิ่งที่ทำอยู่สมควรหรือไม่ เราควรจะพอแค่ไหน

ทุกวันนี้ผมอยากให้เด็กไทยรู้จักการประหยัด และที่อยากบอกมากที่สุดคือหากเราเป็นเด็ก ห้ามก้าวร้าวกับผู้ใหญ่เด็ดขาด คนสมัยก่อนอยู่กันอย่างสงบสุขเพราะเด็กเชื่อฟังผู้ใหญ่ ไม่เหมือนสมัยนี้ที่สอนให้ทุกคนเท่าเทียมกัน ผมเชื่อว่าความเท่าเทียมกันเป็นสิ่งที่ดี แต่คงไม่ใช่การเท่าเทียมกันทุกเรื่อง มีบางเรื่องที่ต้องยกไว้ โดยเฉพาะในสังคมไทย ผมคิดว่าการมีสัมมาคารวะ การพูดจานอบน้อมกับผู้ใหญ่ และรู้จักกาลเทศะยังเป็นสิ่งจำเป็นมาก

ฝึกร้องเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์

ตอนผมอายุได้ 23 ปีคุณแม่ก็มาจากไปอีกคน เหลือแต่ลูก ๆ ที่ต้องดูแลตัวเองผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นนักร้องอาชีพ คิดแค่ว่าชอบเสียงเพลงเท่านั้น

สมัยเป็นเด็กผมนั่งฟังเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ซ้ำไปซ้ำมา ยุคก่อนมีแต่คลื่นเอเอ็มเท่านั้น ยังไม่มีเอฟเอ็มเหมือนยุคนี้และเพลงที่มีให้ฟังก็เป็นเพลงฝรั่ง แม้จะไม่เข้าใจภาษา แต่ผมสัมผัสได้ว่าท่วงทำนองนั้นไพเราะ เพราะมันออกมาจากใจจริง ๆ

ช่วงหนึ่ง วัยรุ่นยุคนั้นจะชอบใส่กางเกงยีนฟิต ๆ สวมเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ ๆ เหมือนเอลวิส เพรสลีย์ จนเมื่อเพลงของวงเดอะบีเทิลส์เข้ามา พร้อม ๆ กับหนังตะวันตกเรื่องหนึ่งที่พระเอกสวมรองเท้าผ้าใบ นุ่งกางเกงยีน ใส่เสื้อยืดดังไปทั่ว คราวนี้วัยรุ่นทั่วบ้านทั่วเมืองก็แต่งตาม ที่สำคัญในช่วงสงครามที่มีทหารอเมริกันเข้ามาในประเทศไทย ทหารเหล่านี้ก็มีอิทธิพลต่อการฟังเพลงสากลของคนไทยเช่นกัน

เพลงไหนที่ชอบ ผมก็จะไปซื้อเทปคาสเซ็ตมาอัด ฟังแล้วฟังอีก พยายามถอดเนื้อร้องมาฝึกร้อง ส่วนน้องชายของผมอีกสองคนคือ อ้อย ชอบเล่นเบส ส่วน ติ่งก็ชอบเล่นกีตาร์ วันหนึ่งเราสามคนจึงรวมตัวกันตั้งวงดนตรีเพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเอง
แต่เส้นทางการทำงานของผมไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักร้อง แต่เริ่มจากอะไรนั้น คราวหน้าผมจะเล่าให้ฟัง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

Secret Box
ความสุขแท้อยู่ข้างใน ใครที่แสวงหาความสุขจากข้างนอก ย่อมผิดหวังเป็นธรรมดา

ว.วชิรเมธี

keyboard_arrow_up