5 เรื่องเล่าดีๆ ของจอย รินลณี ผู้หญิงสวยใส มองโลกในแง่บวก

ทุกช่วงจังหวะของชีวิตมนุษย์ย่อมจะมีทั้งความทุกข์และความสุขผสมปนเปไปด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ไม่เว้นแม้แต่ชีวิตของนักแสดงเจ้าบทบาทอย่างจอย-รินลณี  ศรีเพ็ญ แต่เมื่อใดก็ตามที่พบเธอ  เราก็มักจะได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสอยู่เสมอ  มาอ่านเรื่องและดีๆ และเคล็ดลับการมองชีวิตของเธอของเธอกันค่ะ

 

1.สมัยเด็กๆ คุณจอยตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือหนักมาก จึงทำให้เครียดมากถึงขนาดเป็นเริมที่ปากช่วงใกล้สอบ เพราะแม่เคยบอกกับเธอว่า “แม่ไม่มีสมบัติอะไรให้ มีสิ่งเดียวคือการศึกษาที่แม่จะให้ได้” เธอจึงคิดเอาเองว่าแม่คงอยากให้ตั้งใจเรียนมากๆ แต่วันหนึ่งแม่ก็บอกเธอว่า “แม่ไม่ได้อยากให้ลูกเป็นคนที่เรียนหนังสือเก่งนะ แต่แม่อยากให้ลูกเป็นคนดี ซึ่งลูกเป็นคนดีอยู่แล้ว ไม่ต้องทำคะแนนให้ดีมากก็ได้” นั่นทำให้เธอเลิกเครียดและผ่านช่วงนั้นมาได้

 

2.ตอนที่จอยเพิ่งเข้าวงการใหม่ๆ เธอยังเด็กมาก ไปถ่ายโฆษณาแชมพูสระผมกับทีมงานมาเลเซีย ทีมงานให้เธอสะบัดผมอยู่นานราวสี่ชั่วโมงได้ เธอก็คิดในใจว่า “โอ๊ย! ไม่ไหวแล้ว ทั้งเจ็บคอ เวียนหัวไปหมด” สักพักทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามาหาแล้วบอกว่า “รู้ไหม อย่าทําอะไรเพราะว่าเป็นสิ่งที่เราต้องทํา แต่เราควรทําเพราะเราอยากทํา” พอเขาพูดจบ เธอก็รู้สึกขอบคุณเขาที่ทำให้เข้าใจความหมายของคําว่า “ต้องทํา” กับ “อยากทํา” ว่าต่างกันมาก ต้องทํา เหมือนเป็นหน้าที่ แต่ถ้าเราอยากทําไม่ว่าอะไรก็ตาม เราจะทําสิ่งนั้นได้ดี เพราะเราอยากทําออกมาจากใจ ตั้งแต่นั้นมาเธอจึงยึดแนวคิดนี้ในการทำงาน

 

3.แม้ว่าจอยเคยสวมบททั้งนางเอก นางร้าย พิธีกรและนางแบบ แต่เธอบอกว่าตัวตนจริงๆ เป็นคนธรรมดานิ่งๆ พร้อมเล่าว่า คนเราไม่ได้ขาวหรือดําทั้งหมดเหมือนในละคร ทุกคนมีความเป็นสีเทา แต่อาจจะเอียงไปทางขาวหรือดํามากกว่ากัน ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง แต่เหตุผลที่เขาคิดอาจจะเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้เขาอาจจะไปยึดมั่นถือมั่นในเรื่องของความรักแล้วไม่ยอมปล่อยวาง ทําทุกอย่างเพื่อความรัก ก็อาจจะมีจุดจบอย่างในละครได้ เธอเชื่อว่าไม่มีใครที่เกิดมาแล้วคิดหรือตั้งใจว่าฉันจะเป็นคนร้ายเป็นคนเลว

จอย รินลณี
4.จอยเคยกลัวเข็มฉีดยามากถึงมากที่สุด แต่วันหนึ่งก็คิดได้ว่า ถ้ามัวแต่คิดอย่างนี้แล้วไม่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ วันหนึ่งเลือดในคลังมีไม่พอขึ้นมาจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าวันนี้เธอยอมเจ็บตัวนิดหน่อยเพื่อให้ได้เลือดออกมาสักถุง อย่างน้อยๆ เลือดของเธอก็อาจจะช่วยต่อชีวิตให้ใครสักคนได้ ก็ถือว่าคุ้มค่า

เมื่อคิดได้อย่างนั้นเธอก็ตัดสินใจไปบริจาคเลือด แม้จะทั้งเจ็บทั้งกลัวและล้มเหลวตั้งแต่การบริจาคครั้งแรกเพราะเลือดมีปริมาณน้อยเกินไป แต่เธอก็ไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจ ในที่สุดก็ลองใหม่และสามารถเอาชนะความกลัวได้ในที่สุด จากนั้นมาการบริจาคเลือดก็กลายเป็นสิ่งที่เธอทํามาโดยตลอด แม้บางครั้งเลือดจะไม่ค่อยสมบูรณ์ ต้องกินธาตุเหล็กบํารุงเลือด กินเนื้อสัตว์ (ปกติจอยไม่ค่อยกิน) แต่เธอก็พยายามฝืนกินเข้าไปให้มากๆ เพื่อให้เลือดมีความสมบูรณ์พร้อมจะบริจาค ถ้าครั้งไหนสภาพเลือดไม่สมบูรณ์บริจาคไม่ได้จริงๆ เธอก็จะใช้วิธีบอกบุญชวนเพื่อนๆ ญาติๆ ไปบริจาคแทนจอย รินลณี

 

5.ตั้งแต่จอย รินลณีเริ่มปฏิบัติ เธอก็มีชีวิตเปลี่ยนไป จากเด็กที่เคยคิดมากอย่างสุดโต่ง เปลี่ยนเป็นคนที่ไม่คิดอะไรเยอะ มองทุกอย่างรอบตัวอย่างเข้าใจมากขึ้น เข้าใจความหมายของทางสายกลาง ซึ่งเธอนําไปใช้กับทุกเรื่องในชีวิตให้เป็นไปแบบพอดีไม่ตึงและไม่หย่อนจนเกินไป ทําให้ชีวิตของเธอ “ง่ายและมีความสุข” อย่างที่ใครๆ เห็นกันขึ้นมาก

 

keyboard_arrow_up