“ผมทำบางสิ่งหาย แต่ได้บางสิ่งมา” โดโด้ – ยุทธพิชัย ชาญเลขา (1)

ชีวิตคนเราก็เหมือนเชือกที่ตอนเด็กๆยังเป็นเพียงเส้นสั้นๆแต่พอยิ่งโตเชือกก็ยิ่งยาว เริ่มยุ่งขมวดเป็นปม เชื่อมร้อยโยงใยเกี่ยวพันเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้าด้วยกันทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

ชีวิตของผม (โดโด้ – ยุทธพิชัย ชาญเลขา) ก็เช่นเดียวกัน ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้ผมเดินทางไปเจอกับเรื่องราวยุ่งเหยิงมากมาย คำตอบคือ ทุกเรื่องราวมันเชื่อมโยงกัน เมื่อเกิดเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งก็เกิดตามมา แต่ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ตาม ทุกวันนี้ผมรู้แล้วว่าทุกอย่างล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่ช่วยหนุนส่งให้ผมได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น เพื่อจะได้เห็นเหตุแห่งทุกข์นั้นอย่างแท้จริง

 

โดโด้…หายไปไหนมา”

ในช่วงระยะเวลาสี่ห้าปีที่ผ่านมา ผู้คนที่รู้จักมักถามผมว่า “หายไปไหนมา” ส่วนใหญ่มักคิดว่าผมหนีไปบวช บางคนว่าผมเพี้ยนเป็นบ้าไปแล้ว ก็นานาจิตตัง เพราะข่าวสารต่างๆ ที่ถูกนำเสนอออกไปก็ชวนให้คิดไปอย่างนั้น

แต่ความจริงก็คือ ผมไม่ได้หนีไปบวช ไม่ได้เพี้ยน และไม่ได้บ้า ในช่วงที่หายไปผมไปอยู่วัดในฐานะผ้าขาวบ้าง ธรรมบริกรบ้าง ที่วัดป่าสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี ที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี และที่วัดอื่นๆ อีกหลายแห่ง

ผมสนใจธรรมะมาตั้งแต่อายุ 17 ปี ก่อนเข้าวงการด้วยซ้ำ แต่ไม่มีใครรู้ ประกอบกับหน้าตาและภาพลักษณ์ของผมเป็นแบบนี้ จึงไม่ค่อยมีใครเชื่อเวลาพูดออกไปอีกอย่างเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว การปฏิบัติธรรมยังไม่เป็นที่แพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน ใครที่เข้าวัดปฏิบัติธรรมมักถูกมองว่าเป็นคนมีปัญหาอกหัก หลักลอย คอยงาน บ้านไม่มี ดังนั้น เวลาที่ผมใช้ชีวิตในสังคมก็จะเป็นแบบหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติธรรมก็เป็นอีกแบบหนึ่งซึ่งคนที่ไม่รู้อาจไม่เข้าใจ

ช่วงที่เป็นดาราผมมีรายได้เข้ามามากมายในระยะเวลาอันสั้นผมนำรายได้ส่วนใหญ่ไปแปลงเป็นทรัพย์สิน บ้าน ที่ดิน คอนโด

และรถยนต์ โดยบ้านหลังแรกผมซื้อเป็นของขวัญให้คุณพ่อคุณแม่ที่เหลือนำไปจัดตั้งบริษัทโดโด้ยิมเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นธุรกิจการเรียนการสอนที่คนนิยมกันมากในขณะนั้น จนทำให้ผมรู้สึกว่าผมสามารถสร้างรากฐานความมั่นคงให้กับชีวิตได้แล้วในระดับหนึ่ง นับเป็นความภาคภูมิใจและทำให้ผมมีความสุขมาก โดยเฉพาะในวันที่พาคุณพ่อคุณแม่และน้องๆ ไปดูบ้านที่ซื้อให้ สายตาที่ท่านทั้งสองมองมาแสดงความชื่นชมแบบที่ไม่สามารถจะอธิบายได้ ผมเก็บเรื่องซื้อบ้านไว้เป็นความลับจนถึงวันที่พาท่านไปดูบ้าน จึงเป็นวันที่ทำให้ทุกคนมีความสุขมาก รวมทั้งตัวผมด้วย

ในช่วงทองของชีวิตกราฟมีแต่ขาขึ้นเท่านั้น นับเป็นช่วงชีวิตที่ผมมีทุกอย่างพร้อม ขนาดที่เรียกได้ว่ามีความสุขล้นจนแทบสำลักเลยทีเดียว

แต่แล้ววันหนึ่ง ทุกอย่างก็เริ่มหายไป…

 

บางอย่างที่หายไป

ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของผม มีคำสองคำที่เกิดขึ้นกับชีวิตอย่างชัดเจนมากคือ คำว่า “หาย” และ “สูญเสีย” เริ่มจากผมหายไปจากวงการบันเทิงไปเรียนรู้และศึกษาธรรมะอยู่ที่วัด แล้วหลังจากนั้นความสูญเสียก็เกิดขึ้นตามมาครบชุด ทั้งการงาน การเงิน สุขภาพ ครอบครัว และเพื่อนฝูง

ปรกติเวลาอ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เราพบว่าบางคนตัดสินใจฆ่าตัวตายเพียงเพราะตกงาน หรือบางคนเพราะมีปัญหาอกหักรักคุดเท่านั้น แต่ในกรณีของผมมีปัญหาถึงห้าอย่างเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันราวกับพายุที่พัดโหมกระหน่ำจนทำให้ชีวิตที่เคยขึ้นสู่จุดที่รุ่งเรืองของผมแทบจะบี้แบนติดดิน

เรื่องราวเกิดขึ้นตอนต้นปี พ.ศ. 2546 หลังจากที่ผมไปบวชที่วัดป่าสุนันทวนาราม เมื่อสึกออกมาปรากฏว่ามีปัญหาเล็กๆ ที่มองไม่เห็นเกิดขึ้นในครอบครัวระหว่างที่ผมบวชอยู่ ผมพยายามแก้ปัญหานั้นแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ในที่สุดผมจึงต้องสูญเสียสิทธิ์ในการดูแลครอบครัว อดีตภรรยาพาลูกๆ ทั้งสามคนไปอยู่บ้านของคุณตาคุณยาย ส่วนผมใช้ชีวิตที่บ้านหลังเดิมตามลำพัง ในช่วงนั้นผมวางแผนว่าจะให้คุณหมอผ่าตัดรักษาหัวเข่าซ้ายที่มีอาการเจ็บมานาน โดยก่อนหน้านั้นผมเคยผ่าตัดมาแล้วถึงสองครั้ง ดังนั้นผมจึงไม่สามารถรับงานแสดงได้ เพราะต้องใช้เวลาพักฟื้นนานหลายเดือน

ช่วงที่ผมว่างเพราะต้องรอวันที่คุณหมอนัดผ่าตัด ผมไปอยู่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี นานเป็นเดือน กลับออกมาอีกทีก็เข้าผ่าตัดเลย แต่ที่สำคัญก็คือ โทรศัพท์ผมหายก่อนไปอยู่วัด แต่ตอนนั้นไม่สนใจ คิดว่าน่าจะดี จิตใจจะได้สงบ แต่ไม่น่าเชื่อว่า “แค่โทรศัพท์หาย” มันกลับมีผลมากมายมหาศาลในภายหลัง

จากการที่ผมมีนิสัยเป็นคนรักสันโดษและมีเพื่อนน้อยอยู่แล้วเวลาเกิดปัญหาจึงไม่ค่อยปรึกษาใคร ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำเงียบๆคนเดียว จึงไม่มีใครรู้ถึงเหตุผลของเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ยิ่งกว่านั้นจู่ๆ ผมก็มาหายไป ติดต่อไม่ได้ถึงสองเดือน ทุกคนเลยเดาว่าผมคงเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ หรือไม่ก็เพี้ยนหนีเข้าป่าไปแล้ว

ที่สุดผมก็ค่อยๆ หายไปจากวงการอย่างช้าๆ และที่ทำให้เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิมคือ ตอนที่รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งเชิญผมไปออกรายการหลังผ่าตัด แล้วนำเสนอชีวิตผมในลักษณะที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าผมกลายเป็นบุคคลพิการไปแล้ว ทั้งๆ ที่ความจริงผมกำลังจะหายเมื่อภาพออกมาอย่างนี้ งานการต่างๆ ก็เลยหายหมด เมื่องานไม่มีเงินก็เริ่มหดหายลงไปเรื่อยๆ จนเหลือรายได้แค่เดือนละไม่กี่พันบาทจากการเป็นผู้ควบคุมการสอบสายเทควันโด

 

ผมทำตัวเอง”

ลองคิดถึงสภาพของผมในตอนนั้นดูนะครับ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ครอบครัวแตกสลาย เดินไม่ได้ ต้องเจ็บปวดกับการผ่าตัดหัวเข่า และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ การผ่าตัดหัวเข่าครั้งนี้มีความเสี่ยงมากขนาดที่ทำให้ผมพิการได้ แต่โชคดีที่ทีมแพทย์ที่ให้การรักษาเก่งมาก ทำให้ผมรอดพ้นวิกฤติมาได้

ในช่วงพักฟื้นผมเดินไปไหนมาไหนไม่ได้ ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันเวลาเย็นๆ ที่ความเศร้ามาเยือน ผมเรียกมันว่า “ช่วงหลอนตอนสนธยา”มีเพียงผมนั่งอยู่คนเดียวในบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยมีพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกัน พอตกเย็นแสงอาทิตย์ส่องเข้ามาในบ้าน มีเสียงเด็กๆ บ้านข้างๆ วิ่งเล่นรอบๆ บ้าน ผมจะคิดถึงลูกๆ ซึ่งปรกติจะกลับมาจากโรงเรียนเวลานี้ เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งหน้าบ้านครั้งใด ผมก็จะชะเง้อมองหาคิดว่าอดีตภรรยาคงพาลูกๆ มาเยี่ยม แต่มันก็…ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมหวังทุกครั้งไป เพราะหลายครั้งเป็นเพียงเสียงลมพัดกระดิ่งหน้าบ้านเท่านั้นเอง…

ตอนแรกคุณพ่อคุณแม่อยากให้ผมย้ายไปอยู่ที่บ้านของท่านเพื่อจะได้สะดวกในการดูแล แต่ผมกลับยืนยันที่จะอยู่ที่บ้านตามลำพังมีเพียงเพื่อนไม่กี่คนเท่านั้นที่มาเยี่ยม ผมรู้ซึ้งเลยครับว่าเวลางานหายเงินหมด สุขภาพไม่ดี ครอบครัวไม่มี และเพื่อนไม่เหลียวแลนั้นเป็นอย่างไร แต่ผมไม่โทษใครทั้งนั้นนอกจากตัวเอง

โดยเฉพาะเหตุแห่งการสูญเสียครอบครัวของผมในครั้งนี้มาจากหลายเหตุหลายปัจจัย ถ้ามองภาพรวมอย่างเป็นธรรมแล้ว เหตุปัจจัยเกือบทั้งหมดก็น่าจะมาจากตัวผมนี่แหละ เริ่มจากผมเป็นผู้นำครอบครัวที่ไม่เก่งพอ ผมไม่เด็ดขาดในสิ่งที่ควรเด็ดขาด ไม่ประนีประนอมในสิ่งที่ควรประนีประนอม เช่น เรื่องนิสัยการใช้เงินที่ประหยัดจนเกินไปของผม หรือการใช้แต่หลักการและเหตุผล ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล และสาเหตุสุดท้ายที่ถึงแม้จะไม่ใช่เป็นต้นเหตุตัวจุดชนวนในครั้งนี้ แต่ก็เป็นสิ่งที่สะสมอยู่ในใจอดีตภรรยาผมมานานคือเรื่องความเจ้าชู้ของผม เมื่อทุกเหตุผลมารวมกันก็เลยทำให้อีกฝ่ายหนึ่งทนไม่ได้และจำเป็นต้องไป ซึ่งในตอนนั้น…แน่นอนว่าผมไม่เข้าใจหรอก ติดอยู่กับความสงสัยว่าทำไม…เพราะอะไร วนอยู่อย่างนี้จนเป็นทุกข์มากมาย

ผมพยายามยื้อชีวิตการแต่งงานไว้ด้วยการไปปรึกษาจิตแพทย์ ท่านแนะนำให้ทำแฟมิลี่เทอราปี โดยให้ผมและอดีตภรรยามาร่วมนั่งพูดคุยแก้ไขปัญหาด้วยกัน แต่ทำได้ประมาณสี่ห้าเดือน หลังจากนั้นเขาก็เลิกไป มีเพียงผมที่พยายามอยู่คนเดียวอย่างต่อเนื่อง เพราะตอนนั้นผมทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆ นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาที่หนักหนาในชีวิตของผมแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นาน ปัญหาอีกระลอกก็ตามมาแบบคาดไม่ถึง

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

keyboard_arrow_up