เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ…เส้นทางชีวิตสายนี้สีขาวดำ (2)

ตอนเด็กๆ จำได้ว่า เวลาเพื่อนพูดถึงพ่อมักจะพูดถึงความรักความอ่อนโยนของพ่อ จนทำให้ฉัน (เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ) อยากมีพ่อในฝันอย่างนั้นบ้าง เพราะในความเป็นจริงฉันมีพ่อที่ไม่ค่อยพูด ไม่แสดงออกใดๆ ว่ารัก และยิ่งไปกว่านั้นยังชอบทำโทษฉันแรงๆอีกด้วย

 

เมื่อก่อนฉันไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมพ่อต้องตีฉันแรงๆ ด้วยไม้ฟุตเหล็ก แต่วันนี้ฉันรู้แล้วว่าพ่อต้องทำงานเหนื่อยยากสายตัวแทบขาดแต่ฉันกลับเอาแต่วิ่งเล่นซน ทำตัว “กวนโอ๊ย” สารพัด ทั้งขโมยข้าวของไปแจกเพื่อน ชอบไปยิงนกตกปลา เล่นอะไรพิเรนทร์อีกมากมายที่เด็กผู้หญิงเขาไม่ทำกัน

ด้วยเหตุนี้ฉันจึงแตกต่างกับพี่สาวคนโตอย่างชัดเจนเพราะพี่สาวเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ ขยันทำงาน ในสายตาของฉันในตอนนั้นจึงคิดว่าพ่อรักพี่สาวมากกว่าโดยไม่ต้องสงสัย ส่วนแม่นั้นด้วยความเอ็นดูสงสารฉัน ท่านก็แสดงให้เห็นว่ารักฉันมากกว่าพี่สาว

แต่แม้ว่าแม่และคุณตาจะรักฉันมากเพียงใด ก็ไม่สามารถชดเชยความรู้สึกที่ว่า “พ่อไม่รักฉัน” ได้ ความเคืองแค้น น้อยใจทั้งหลายของฉันจึงไปลงที่พี่สาวอยู่เป็นประจำ

และครั้งหนึ่ง ความคับแค้นที่อัดแน่นอยู่ในใจของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็กลายเป็นการกระทำที่รุนแรงถึงขนาดตั้งใจฆ่าพี่สาวของตัวเอง!

ตั้งใจทำให้พี่สาวจมน้ำตาย

เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นตอนฉันอายุได้ประมาณ 9 ขวบ ด้วยความที่รู้สึกว่าพ่อรักพี่สาว แต่ไม่รักฉันเลย จึงคิดในใจตามประสาเด็กว่า “คอยดูเถอะ มีโอกาสเมื่อไรจะฆ่าพี่สาวให้ตาย ถ้าไม่มีพี่สาวแล้ว พ่อก็ต้องรักเรา”

ต้องย้ำเลยว่าตอนนั้นเป็นความคิด “ตามประสาเด็ก” แต่เมื่อความคิดนี้ก่อตัวขึ้นแล้ว ฉันก็วางแผนลงมือทำจริงๆ เริ่มจากฉันเป็นคนที่ชอบว่ายน้ำมาก มีความสุขเวลาที่ได้แช่ตัวอยู่ในน้ำ วันหนึ่ง ว่ายน้ำอยู่ดีๆ ความคิดร้ายๆ ก็แวบเข้ามาว่า “รู้แล้วว่าจะฆ่าพี่ยังไงก็ทำให้จมน้ำตายไปเลยสิ” เพราะพี่สาวก็ว่ายน้ำไม่เก่งอยู่แล้ว

ฉันคิดว่าถ้าพี่จมน้ำก็คงไม่มีใครจับได้ว่าเป็นฝีมือฉัน เย็นวันหนึ่งฉันจึงชวนพี่สาวไปที่ท่าน้ำใกล้บ้าน ฉันถอดเสื้อผ้าเปลือยล่อนจ้อนลงไปว่ายน้ำให้พี่สาวดูก่อน พร้อมกับบอกว่า “น้ำไม่ลึก ลงมาเถอะ” แต่ความจริงแล้วน้ำลึกมาก ที่ดูเหมือนไม่ลึกก็เพราะฉันพยายามลอยตัวอยู่ในน้ำทำให้พี่สาวเห็นว่าน้ำลึกแค่เอวเท่านั้น

พี่สาวก็เชื่อ เดินลงมาในน้ำโดยไม่เฉลียวใจใดๆ นาทีนั้นเมื่อได้จังหวะ ฉันดึงมือพี่สาวสุดแรงเกิดเพื่อให้ลงไปที่น้ำลึกหวังให้จมน้ำตาย แล้วตัวเองก็วิ่งขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันไปมองพี่สาวอีกเลยว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

หลังจากนั้นฉันรีบวิ่งเปลือยล่อนจ้อนไปฟ้องแม่ว่า พี่สาวผลักฉันตกน้ำ ด้วยความที่แม่รักฉันมาก ท่านเชื่ออย่างสนิทใจและโกรธพี่สาวมาก ผ่านไปสักพัก พี่สาวไม่ได้ตายอย่างที่ฉันคิด แต่เดินกลับมาบ้านโดยถือเสื้อผ้าของฉันกลับมาด้วย แม่ไม่ฟังอีร้าค้าอีรมใดๆ ทั้งสิ้น ทันทีที่เห็นหน้าพี่สาวเท่านั้น ท่านก็ใช้รองเท้าฟาดกระหน่ำลงไปที่พี่สาวเต็มแรง ส่วนพี่สาวก็ยืนนิ่งไม่ตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น

เห็นเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว คนอื่นอาจจะรู้สึกผิด สงสารพี่สาวของตัวเอง แต่สำหรับฉันในวันนั้นกลับมีแต่ความรู้สึกสะใจว่า “มันต้องอย่างนี้สิ พี่ต้องโดนเสียบ้าง”

ตกกลางคืน พี่สาวนอนเลือดกำเดาไหล มุ้งสายบัวที่เรานอนด้วยกันมีแต่เลือดของพี่สาว เพราะเมื่อเลือดออกจากจมูก พี่ก็ใช้มุ้งอุดไว้ พี่ไม่กล้าแม้แต่จะร้องไห้ เพราะรู้ว่าถึงร้องไปแม่ก็ไม่สนใจเพราะแม่ไม่ค่อยดูแลเอาใจพี่สาวเท่าฉันอยู่แล้ว

ความผิดบาปครั้งนี้ของตัวเอง ฉันมาสำนึกได้เมื่อโตขึ้นและได้พบพระธรรมแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่ทำมาในอดีตนั้นเลวร้ายขนาดไหน เท่านี้ยังไม่พอ ฉันยังสร้างเวรสร้างกรรมไว้กับพี่สาวอีกมาก

ไล่ฟันพี่ด้วยมีดอีโต้

ตอนเด็กๆ พี่สาวกับฉันมักจะจับกลุ่มเล่นกับเพื่อนวัยไล่เลี่ยกันที่อยู่ข้างบ้าน วันหนึ่งพี่สาวเป็นเจ้ามือไฮโล เล่นไปเล่นมาพี่สาวชนะ เธอก็จัดการแจกเงินให้กับเด็กทุกคนที่มาเล่น ยกเว้นฉัน

ด้วยความเคืองแค้นว่าพ่อรักแต่พี่สาวผสมกับความโกรธที่วูบเข้ามา ฉันหยิบมีดอีโต้ได้ก็บอกพี่สาวว่า “ในเมื่อไม่แจกเงินให้ฉัน สิ่งเดียวที่มึงจะได้รับคือความตาย” แล้วฉันก็วิ่งถือมีดอีโต้ไล่ฟันพี่สาวตั้งแต่หัวตลาดยันท้ายตลาด ชาวบ้านชาวช่องเห็นกันหมด ส่วนพี่สาวก็หนีเอาชีวิตรอดสุดแรงเกิด เพราะรู้ว่าฉันพูดจริง ทำจริง!

ที่สุดพี่ก็วิ่งขึ้นไปอยู่บนต้นมะขามต้นหนึ่ง ส่วนฉันไม่ละความพยายามใช้มีดอีโต้ฟันต้นมะขามจนกิ่งโน้มลงมา พี่สาวก็ตกลงมาด้วย เธอละล่ำละลักพูดว่า “กูยอมแล้วๆ” ฉันเห็นได้ที ก็กอบเอาทรายใกล้มือเหวี่ยงใส่ตาพี่สาวทันที เหตุการณ์นี้ทำให้พี่สาวต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเดือน…ฉันร้ายไหมล่ะ!

ยิ่งไปกว่านั้น เวลาทะเลาะกับพี่สาวฉันยังมีวิธีการเฉพาะตัวที่ทำให้พี่สาวกลัวอีกด้วย เล่าไปแล้วคุณอาจหัวเราะ แต่ฉันทำแล้วได้ผลจริงๆ คือถ้าเมื่อไรทะเลาะกัน วิธีเดียวที่จะทำให้พี่สาวกลัวและหยุดการกระทำทุกอย่าง คือการพูดว่า “หยุดนะ ถ้ามึงไม่หยุด กูจะหยุดหายใจ” เหมือนเป็นคำประกาศิต พี่สาวได้ยินปุ๊บจะดิ้นเร่าๆ กลัวว่าฉันจะทำจริงและตายจริง

นึกถึงตอนนั้นแล้วฉันสำนึกได้ว่าตัวเองทำไม่ดีกับพี่สาวมากมายแม้ว่าจะทำไปด้วยความไร้เดียงสาตามประสาเด็ก แต่ก็จัดเป็นเด็กที่ “แรง” พอดู

ทุกวันนี้ฉันรักพี่สาวมาก รู้ซึ้งและเข้าใจเป็นอย่างดีว่าทำไมพ่อจึงรักพี่สาว เพราะพี่สาวช่วยพ่อทำงานสารพัดโดยไม่เคยบ่น ตั้งใจเรียน เป็นเด็กดี และจวบจนปัจจุบันนี้ก็มีพี่สาวนี่แหละที่ดูแลพ่อแม่อย่างใกล้ชิดอยู่ที่เชียงใหม่

DSC_3443

หักคอไก่ รับกรรมด้วยความเจ็บปวด

นอกจากกรรมที่ทำกับพี่สาวแล้ว ฉันยังมีกรรมที่มาจากการเล่นพิเรนทร์ของตัวเองอีกด้วย ตอนเด็กๆ ฉันชอบยิงนกตกปลาแบบเด็กผู้ชาย รวมทั้งยังชอบ “หักคอไก่”

เสียงคอไก่หักดัง “เป๊าะ” เหมือนเป็นเสียงแห่งความตื่นเต้นเร้าใจในวัยเด็ก แต่ฉันหารู้ไม่ว่าเสียงนั้นอาจติดลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของฉันเรียบร้อยแล้ว และกลายเป็นความรู้สึกผิดอยู่ในใจ หรืออาจจะเป็นเวรกรรมอย่างที่ใครๆ คิดก็เป็นได้ เพราะหลังจากนั้นเมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น ฉันเริ่มมีอาการปวดไหปลาร้า ร้าวไปถึงต้นคอ รักษาอย่างไรก็ไม่หาย หมอบอกว่าเป็นโรคเกร็งในกล้ามเนื้อ และมีโอกาสที่จะป่วยเป็นอัมพฤกษ์ได้

เมื่อเล่าให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือท่านหนึ่งฟัง ท่านก็แนะนำให้ไปวิปัสสนากรรมฐาน รวมทั้งยังแนะนำให้อ่านหนังสือของ ดร.สนอง วรอุไร ซึ่งอาจารย์ได้แนะนำให้สวดมนต์แผ่เมตตาและขออโหสิกรรมฉันก็ทำทุกวัน แม้ว่าอาการจะดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่หายขาด

ฉันเชื่อว่า ทำกรรมใดไว้ก็ต้องได้รับผลกรรมนั้น การกระทำในอดีตของเราได้รับการบันทึกไว้แล้ว เพราะฉะนั้นกรรมก็จะจัดการไปตามนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปตีโพยตีพายอะไร แต่ขอให้รับกรรมนั้นด้วยใจที่สงบ

ชีวิตตั้งแต่เด็กจนถึงวัย 36 ปีของฉันถือว่าเป็นช่วงมืดบอด ยังทำผิดศีลผิดธรรมในหลายๆ ข้อ แต่วันหนึ่งเมื่อสำนึกได้ว่าที่ผ่านมาตัวเองชั่วเลวอย่างไร ฉันก็ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่ความดี

จุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิตของฉันเกิดขึ้นเมื่อลาออกจากงาน ที่ใครๆ ก็มองว่ามั่นคงรุ่งเรืองเพื่อไปเปิดสำนักพิมพ์ด้วยจำนวนเงิน30,000 บาทที่มีติดตัว

จากเงินจำนวนนี้ ฉันสร้างตัวจนมีหนึ่งร้อยล้านบาทในปัจจุบันฟังแล้วยังไม่ต้องเชื่อ เพราะเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าฉันทำได้อย่างไร

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

keyboard_arrow_up