เคล็ดลับพลังใจเปลี่ยนชีวิต “รวิศ หาญอุตสาหะ” ผู้พลิกตำนานแป้งศรีจันทร์

เรื่อง สุพรรษา  แก้วแสงธรรม  

ภาพวรวุฒิ  วิชาธร  

สไตลิสต์ณัฏฐิตา  เกษตระชนม์    

 

ผู้ชายคนนี้ไม่เพียงเปลี่ยนโฉม “แป้งโบราณ” ให้กลายเป็นแป้งทันสมัยขวัญใจสาวๆ หากแต่วิธีคิดวิธีใช้ชีวิตของเขาก็น่าสนใจไม่น้อย เขาใช้ “พลังใจ” สร้างนิสัยที่ดีของตนเอง จนกลายเป็นเคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน การเป็นพ่อและสามีที่ดี รวมทั้งการทำงานเพื่อสังคมอยากรู้เคล็ดลับดี ๆ ตามเราไปหาคำตอบจาก คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ได้เลย

 

ชีวิตวัยเด็กเป็นอย่างไรคะ

ครอบครัวผมไม่ได้ร่ำรวยอะไร  ตอนผมเกิดบ้านเราค่อนข้างยากจน  ผมมีพี่สาว 2 คน  เราทั้งหมดอาศัยรวมกันอยู่ในห้องเดียวในบ้านของญาติผู้ใหญ่ฝ่ายคุณพ่อ  จำได้ว่าเรานอนเรียงกัน 5 คน  พ่อ  แม่  ลูก  ไม่มีใครมีห้องส่วนตัวอยู่อย่างนี้จนผมอายุ 6 ขวบ  คุณพ่อคุณแม่ถึงแยกออกมามีบ้านของตนเอง  ตอนนั้นพี่ผมโตเป็นวัยรุ่นแล้ว  แต่ก็ยังต้องนอนรวมกับน้อง ๆ  แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตเราลำบากอะไรมากนัก

คุณแม่ผม (ขนิษฐา  หาญอุตสาหะ) เป็นพนักงานบริษัทธรรมดา  ส่วนคุณพ่อ (วิรุฬห์  หาญอุตสาหะ) เป็นวิศวกรโยธาจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ผมเป็นคนประหลาดมาก  คือต้องทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษที่เป็นลายมือคุณแม่เท่านั้น หมายความว่าคุณแม่ต้องคัดแบบฝึกหัดทั้งเล่มให้  ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าคุณแม่เหนื่อยมาก  เพิ่งมารู้ตอนหลัง  แต่วิชาภาษาอังกฤษนี่เองที่ทำให้เอาตัวรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้  ทำให้ผมเอนทรานซ์ติดวิศวะ จุฬาฯ  ได้ไปเรียนเมืองนอก  กลับมามีงานมีการทำทั้งหมดเกิดมาจากสิ่งที่คุณแม่ทุ่มเทให้

 

คุณพ่อคุณแม่สอนอะไรบ้างคะ

คุณแม่สอนว่า ชีวิตจะเติมเต็มได้  ต้องรู้จักสังเกตพิจารณา  และสร้างแรงบันดาลใจ  ตอนเด็ก ๆ คุณแม่เป็นคนช่างสังเกต  ชอบเอาวัสดุต่าง ๆ มาทำของเล่นให้ผม  เช่น  เอาไม้เอาดิน  เอาอะไรมาปั้นให้เล่น

ของเล่นอย่างเดียวที่ซื้อให้คือเลโก้  เพราะคุณแม่บอกว่าถึงราคาแพงมาก  แต่เป็นของเล่นที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ตอนเด็ก ๆ ผมชอบเลโก้มาก  เล่นเลโก้กับคุณแม่และคุณพ่อบ่อยมาก  ทุกวันนี้จึงซื้อเลโก้ให้ลูกเล่นเหมือนกัน  เพราะเป็นของเล่นที่มีประโยชน์มากโดยเฉพาะเรื่องการฝึกความคิดสร้างสรรค์

คุณพ่อผมเป็นคนค่อนข้างซีเรียสและพูดน้อย  แต่ชอบเล่าเรื่องงานให้ฟัง  ท่านเป็นวิศวกรโยธา  เวลาขับรถผ่านสะพาน  มักอธิบายให้ฟังว่า  สะลิงขึงเพื่อรับน้ำหนักสะพานได้อย่างไร  ทำไมมันถึงต้องอยู่ตรงนี้  ทำไมสะพานถึงไม่ถล่มลงมา

อีกเรื่องที่คุณพ่อสอนคือ  พื้นฐานการทำธุรกิจ  เพราะคุณพ่อบริหารบริษัทของตัวเอง  ท่านเคยบอกว่าบริษัทขาดทุนยังไม่เป็นไร  แต่ไม่มีเงินจ่ายสำคัญที่สุด  ดังนั้นต้องใส่ใจเรื่องเงินให้ดี  ห้ามจ่ายเจ้าหนี้ช้า  เพราะชื่อเสียงสำคัญมาก  เมื่อเสียไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้  ผมได้เรียนรู้ตรงนี้จากคุณพ่อเยอะมาก

 

จบวิศวกรรมไฟฟ้า  ทำไมถึงไปทำงานด้านการเงินการธนาคาร  

สาเหตุที่ผมเรียนวิศวะเพราะคุณพ่อคุณแม่อยากให้เรียนผมจึงไปเรียน  แต่ความจริงผมอยากเรียนด้านการเงินตั้งแต่ตอนอยู่มัธยมแล้ว  ดังนั้นหลังเรียนจบผมจึงไปทำงานด้านการเงินที่ธนาคารซิตี้แบงก์หลายปี  ก่อนจะลาออกมาสืบทอดธุรกิจแป้งศรีจันทร์ของครอบครัว

ผมคิดว่าการที่เรามีพื้นฐานด้านวิศวกรรมมาก่อนทำให้สามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานด้านการเงินได้เหมือนกันเพราะงานวิศวกรรมและการเงินมีวิธีการคิดคล้าย ๆ กันคือการคิดอย่างมีเหตุผล  คล้ายกับการทดลอง  จาก 1 ไป 2ถ้าไม่ได้ก็ต้องย้อนกลับมาทำใหม่

 

เข้ามารีแบรนดิ้ง “แป้งศรีจันทร์” ได้อย่างไรคะ  

เดิมแบรนด์นี้เรียกว่า “ผงหอมศรีจันทร์”  มีมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ของผม  ประมาณ 60 ปีได้  ผมเข้ามาสืบทอดธุรกิจของตระกูลต่อจากคุณอา  ก่อนหน้านั้นเราไม่เคยเปลี่ยนไม่เคยทำประชาสัมพันธ์อะไร  จนกระทั่งผมเข้ามาดูแล  ก็คิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้  แบรนด์คงค่อย ๆ หายไป  จึงพยายามขยายตลาด  เริ่มต้นจากไปคุยกับร้านค้าทั่วประเทศเป็นเดือน ๆ เพื่อไปเก็บฟีดแบ็กจากคนขายและคนซื้อ

หลังจากไปคุยกับลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดก็พบว่าหลายคนยังใช้สินค้าของเรา  แต่ถึงขั้นว่าเขาต้องเปลี่ยนเอาแป้งของเราใส่ไว้ในแพ็คเกจของแบรนด์อื่น  เพราะแพ็คเกจเราไม่สวย  ดูโบราณ  ส่วนความรู้สึกของร้านค้าก็เป็นไปในแนวทางเดียวกัน  คือเขารู้สึกว่าแบรนด์เราเก่าและเชย  อาจไปต่อยาก  เขาไม่อยากรับสินค้าเราไปขาย  พอเห็นทั้งคนขายและคนซื้อรู้สึกเหมือนกัน  ผมกลับมาคิดว่าต้องแก้ปมนี้ให้ออก  เพราะไม่ใช่แค่เรื่องแพ็คเกจิ้ง  ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ของสินค้า  แต่เป็นเรื่องทัศนคติของคนที่มองสินค้าเรา  แล้วการแก้ทัศนคติของคนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

หลายคนบอกให้เปลี่ยนชื่อแบรนด์เถอะ  ไปใช้เป็นแบรนด์ชื่อฝรั่งชื่อญี่ปุ่นดีกว่าไหม  คนไทยไม่ชอบแบรนด์ไทยหรอก  แต่ผมมีแรงฮึดสู้อยู่ค่อนข้างเยอะ  คิดว่าเราต้องสู้ให้ได้ต้องผ่านจุดนี้ให้ได้  ต้องพลิกความคิดของคนไทยว่าแบรนด์ศรีจันทร์เท่ให้ได้

 

Secret of life คุณระวิช ผแป้งศรีจันทร์)2931

แก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไรคะ

ตอนแรกยากหมดเลย  เพราะมองมุมไหนดูจะเป็นทางตันไปหมด  ตอนแรกที่เริ่มรีแบรนดิ้ง  ผมค่อย ๆ ลองเปลี่ยนทีละนิด  นับจากวันที่ผมเข้ามาทำงาน  ผมเปลี่ยนแพ็คเกจเป็น 10 ครั้งได้  แต่ว่าหน้าตาคล้าย ๆ ของเดิมเพราะไม่กล้าเปลี่ยนเยอะ  กลัวลูกค้าจำไม่ได้และคิดว่าเป็นของปลอมแต่พอรูปลักษณ์ไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปทั้งหมด  ทำให้คนมองสินค้าเหมือนเดิม  คือดูเชย  ดูโบราณ  ตอนหลังจึงเปลี่ยนชื่อแบรนด์จากผงหอมศรีจันทร์มาเป็น “ศรีจันทร์” และเปลี่ยนแพ็คเกจให้ดูสวยขึ้น

ผมเน้นว่าสินค้าเราต้องดีก่อน  คือผมให้โจทย์กับทีมวิจัยว่าให้ทำแป้งให้ดีที่สุด  โดยไม่ต้องสนใจว่าต้นทุนเท่าไหร่เพราะถ้าไม่ตั้งโจทย์แบบนี้  ก็ไม่มีทางได้โปรดักต์ออกมาดีจริง ๆ  ส่วนการตามหาพัฟฟ์เป็นอีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมาก  เราตามหาพัฟฟ์มาจากหลายแหล่งทั่วโลก  จนมาเจอพัฟฟ์ที่มาจากญี่ปุ่น  ซึ่งเป็นพัฟฟ์เกรดดีมาก ๆ  จึงเลือกใช้พัฟฟ์ตัวนี้แม้ราคาแพงกว่าพัฟฟ์ในท้องตลาดมาก  กระทั่งกล่องกระดาษก็เลือกใช้สเป็คกล่องที่สูงมาก นำเข้าจากฟินแลนด์  มีโรงพิมพ์ไม่กี่โรงในเมืองไทยที่พิมพ์กล่องเราได้  ไม่อย่างนั้นจะพิมพ์กล่องอย่างที่เราต้องการไม่ได้  แล้วฝาหมุนเปิดปิดที่กันแป้งหก  ก็เป็นฝาหมุนแบบพิเศษ ไม่มีใครใช้ในตลาด  ทั้งหมดนี้คือคำว่า “คุณภาพ” คือสินค้าต้องดีก่อนอันดับแรก

เมื่อสินค้าดีแล้วก็ต้องมีที่ขายด้วย  ผมไปเจรจากับร้านที่เป็นโมเดิร์นเทรด เช่น  Boots, Watsons, 7-elevenสมัยก่อนเขาไม่คุยกับเราเลย แต่พอเรารีแบรนดิ้งและเปลี่ยนแพ็คเกจให้สวยก็สามารถเอาสินค้าเข้าไปวางขายในร้านเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น  เรียกว่าตอนนี้แป้งศรีจันทร์แพ็คเกจสีม่วงมาแรงมาก

สมัยก่อนแบรนด์ศรีจันทร์เคยถูกเปรียบเทียบกับแบรนด์ที่ดูโบราณ ๆ ราคา 10 - 20 บาท  แต่ปัจจุบันถ้าเข้าไปดูในโซเชียลมีเดียจะเห็นว่าแบรนด์ศรีจันทร์ถูกนำไปเปรียบเทียบกับอินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์ที่ราคาเป็นหลักร้อยหลักพันแล้วบางคนบอกว่าแบรนด์เราดีกว่า  บางคนบอกว่าแบรนด์เราสู้ไม่ได้  แต่ว่านี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ  ประเด็นสำคัญคือเราได้ถูกย้ายจากแบรนด์ราคาถูกมาก ๆ มาอยู่กับแบรนด์อีกกลุ่มหนึ่งแล้ว  จึงเป็นเรื่องที่ถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดก็ว่าได้

จำได้ว่าวันที่เราได้ฟีดแบ็กดีจริง ๆ คือช่วงสัปดาห์แรกที่โฆษณาแป้งศรีจันทร์ตัวล่าสุดออกไป  คนพูดถึงแบรนด์ศรีจันทร์ในโซเชียลมีเดียเยอะมาก  พูดถึงโฆษณา  พูดถึงสินค้า  มีการลองแล้วชอบ  มีการบอกต่อ  ทำให้ยอดขายแป้งตลับสีม่วงถล่มทลาย  เรียกว่ายอดขายเกินความคาดหมายของทุกคน  นี่เป็นสิ่งที่เราก็คาดไม่ถึงว่ามันจะเกิดขึ้น  แต่ผมดีใจว่าความตั้งใจของเราที่ทำมาทั้งหมดได้ออกดอกออกผลแล้ว

 

คิดว่าอะไรคือเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการรีแบรนดิ้งครั้งนี้ 

ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือ “การลองผิดลองถูก” ของเราทำให้รู้ว่าควรจะเดินไปทางไหน เพราะว่าลองผิดลองถูก ช่วงแรกเปอร์เซ็นต์ในการถูกกับผิดอาจพอ ๆ กัน แต่พอผ่านไปเรื่อย ๆ โอกาสในการถูกต้องมันจะเยอะขึ้น ๆ  เพราะฉะนั้นการที่เราลองผิดลองถูกมากกว่าคนอื่นทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าเช่นกัน

อย่างช่วงแรก ๆ ผมลองทำมาแล้วหลายอย่าง  เช่นทำวิจัยให้ลูกค้าทดลองใช้สินค้า  ช่วงแรกเราค่อนข้างเชื่อผลวิจัยมาก ๆ  แต่พอทำบ่อยเข้าก็พบว่าเชื่อได้แค่ 30 - 40เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะลูกค้าคนไทยมักไม่กล้าตอบสิ่งที่ตัวเองคิด  เพราะฉะนั้นตอนหลังเราจึงเริ่มสังเกตพฤติกรรมอื่น ๆ ร่วมด้วย

ดังนั้นผมไม่ได้เป็นคนที่เก่งหรือมีความรู้มากกว่าคนอื่นแต่อาจลองผิดลองถูกมากกว่าคนอื่น  ผมเคยแม้แต่กระทั่งวาดสตอรี่บอร์ดทำโฆษณาทีวีเอง  ซึ่งปกติไม่มีใครทำ  เขาใช้เอเจนซี่ทำให้  สุดท้ายโฆษณาอันนั้นก็ล้มเหลว  ทำให้รู้ว่างานที่ควรใช้มืออาชีพ  ก็ควรให้เขาทำ  ไม่อย่างนั้นจะเกิดอาการเสียน้อยเสียยาก  เสียมากเสียง่าย  ซึ่งต่อมากลายเป็นพื้นฐานในการทำงานของผมด้วย

นอกจากนั้นการทำธุรกิจสอนให้ผมเรียนรู้ว่า “ล้มเหลวไม่มี  มีแต่ล้มเลิก” ซึ่งเป็นสุภาษิตจีนที่ผมชอบ  ความหมายคือ  เราต้องทนต่อความรู้สึกล้มเหลวในช่วงที่ล้มให้ได้  เพราะจริง ๆ แล้วความล้มเหลวมันไม่มีอยู่จริง  แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเรา  จริง ๆ แล้วความล้มเหลวคือกระบวนการไปสู่ความสำเร็จ  เพียงแต่คนส่วนใหญ่ก้าวไม่ถึงความสำเร็จสักทีเพราะล้มเลิกไปก่อน  ผมก็เคยเป็นอย่างนั้น  แต่เดี๋ยวนี้รู้แล้วว่าความล้มเหลวเป็นเพียงบันไดที่จะก้าวสู่ความสำเร็จ  หากไม่เจอความล้มเหลวก่อน  ก็ยากมากที่จะประสบความสำเร็จ

 

เคยพบอุปสรรคหนัก บ้างไหมคะ  และผ่านตรงนั้นมาได้อย่างไร    

มีตลอดครับ  อย่างปีที่แล้วช่วงแรกยอดขายไม่ดีเลยเป็นอย่างนั้นอยู่หลายเดือน  ผมทั้งเครียดและกดดัน  เพราะต้องจ่ายเงินเดือนลูกน้อง  พอเครียดปุ๊บก็นอนไม่หลับทุกอย่างดูแย่ไปหมด  บางครั้งผมเครียดถึงขนาดซึมเศร้าเลยอย่างก่อนโฆษณาแป้งศรีจันทร์ออกฉาย  ผมเครียดมากเพราะลงทุนไปเยอะ  ทุ่มไปเต็มที่  จึงเครียดว่าผลตอบรับจะออกมาแบบไหน

เวลารู้สึกแย่ ๆ  วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดของผมคือออกกำลังกายเช่น  วิ่ง  ปั่นจักรยาน  ถ้าเครียดมาก ๆ ก็ไปนั่งสมาธิ  ถือเป็นการชาร์จแบตตัวเอง  ล่าสุดเพิ่งไปเข้าคอร์สนั่งสมาธิสั้น ๆ 2 วันที่จังหวัดเชียงใหม่

ผมยอมรับว่ายังไม่สามารถบริหารความเครียดได้ดีนักเวลาเครียดมักนอนไม่หลับ  บางทีนอนไม่หลับติดกันเป็นอาทิตย์  ทำให้ร่างกายทรุดโทรม  จึงพยายามนั่งสมาธิก่อนนอนเหมือนเป็นการปิดสวิตช์สมอง  พยายามนั่งไปเรื่อย ๆ ประมาณ20 - 25 นาที  เวลาฟุ้งซ่านอะไรก็จะพยายามดึงกลับมาที่ลมหายใจ  พอทำแล้วรู้สึกโอเคขึ้น

ผมคิดว่าความรู้เรื่องวิปัสสนาเป็นความรู้สูงสุดมากกว่าองค์ความรู้ใด ๆ ที่สอนอยู่บนโลกนี้  ใครที่เข้าใจเรื่องนี้ได้นับเป็นมนุษย์ที่โชคดีมาก  เกิดมาไม่เสียชาติเกิดจริง ๆ  แต่ผมอาจยังยึดติดกับกิเลสทางโลกเยอะ  จึงยังไม่เข้าใจเรื่องนี้มากนัก  แต่ก็พยายามศึกษาอยู่

ทราบว่าเขียนหนังสือด้านการตลาดมาแล้วหลายเล่ม

ก่อนมาทำงานที่ศรีจันทร์  ผมไม่มีความรู้เรื่องมาร์เก็ตติ้งมาก่อนเลย  เพราะไม่ได้เรียนมาและไม่เคยทำงานสายนี้แต่พออ่านหนังสือมาร์เก็ตติ้งเยอะ ๆ พบว่าศาสตร์ด้านนี้สนุกในแง่ของการพลิกแพลง  เป็นศาสตร์ที่ไม่มีอะไรตายตัวและเปลี่ยนแปลงตลอด  ผมจึงสนใจและศึกษาเรื่องมาร์เก็ตติ้งมากขึ้นยิ่งศึกษายิ่งพบว่ามีความสนุกสนานซ่อนอยู่ในนั้น  จึงลองเขียนบทความขึ้นมา  จนตอนหลังกลายมาเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ก

ตอนนี้ผมเขียนพ็อกเก็ตบุ๊กมาแล้ว 3 เล่ม  คือMarketing Everything!,  คิดจะไปดวงจันทร์  อย่าหยุดแค่ปากซอย,  มาร์เก็ตติ้งลิงกลับหัว  ส่วนเรื่องที่ 4 ผมเขียนเสร็จแล้ว  แต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อเรื่อง  คาดว่าคงจะออกราวเดือนธันวาคมนี้

Secret of life คุณระวิช ผแป้งศรีจันทร์)3009

ในหนังสือที่เขียนค่อนข้างให้ความสำคัญกับ“พลังใจ” เพราะอะไรคะ

พลังใจมีหลายมิติมาก  แต่ผมให้ความสำคัญกับเรื่อง“พลังใจแบบรายวัน” อันนี้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์สุด ๆ เลยเพราะนักวิทยาศาสตร์พิสูจน์มาแล้วว่าช่วงตื่นนอนไปจนถึง11 โมงเช้าเป็นช่วงที่เรามีพลังใจสูงสุด  จึงควรบริหารเวลาช่วงนี้ให้ดี  โดยเฉพาะเวลาที่รู้สึกเหนื่อย  ท้อแท้หมดพลังใจการออกกำลังกายช่วยให้พลังกายพลังใจฟิตมาก  ดังนั้นผมมักออกกำลังกายช่วงเช้า

นอกจากนั้นยังมีอีกกระบวนการหนึ่งซึ่งเป็นการสร้างพลังใจที่เกี่ยวข้องกับ “การสร้างนิสัยที่ดี” คือ  มนุษย์มีแรงต้านในการทำสิ่งที่ไม่ชอบทำอยู่ทุกคน  เป็นเรื่องธรรมชาติดังนั้นเวลาเราต้องทำสิ่งไม่ชอบจึงต้องใช้พลังใจเยอะ  และเมื่อใช้พลังใจเยอะ  เรายิ่งไม่อยากทำ  เช่น  คนไม่เคยออกกำลังกายเลย  ถ้าให้วิ่งวันแรก  เขาจะใช้พลังใจในการลุกออกจากที่นอนไปวิ่งเยอะมาก  แต่เมื่อเขาทำอย่างนี้ติดต่อกันสัก 2 เดือน  เขาจะสามารถตื่นมาแบบอัตโนมัติและวิ่งได้โดยไม่ต้องใช้แรงใจเลย  นี่คือความหมายของการสร้างนิสัยที่ดีดังนั้นผมมองว่าเราสามารถสร้างนิสัยที่ดีของเราขึ้นมาได้

นอกจากนั้น ผมเชื่อว่าวันหนึ่ง ๆ เรามีสิ่งสำคัญที่ต้องทำไม่เกิน 3 อย่างเท่านั้น ถ้าเราสามารถทำ 3 อย่างนี้สำเร็จได้เท่ากับ 95 เปอร์เซ็นต์ของวันนั้นประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวดังนั้นในแต่ละวันผมพยายามสร้างพลังใจว่า  ต้องทำงาน3 อย่างนี้ให้สำเร็จก่อนในช่วงเช้า  ถือเป็นการสร้างนิสัยที่ดีของเราอย่างหนึ่ง

ยกตัวอย่าง เช้าวันนี้ผมเดินมาถึงออฟฟิศ  ผมต้องรู้แล้วว่าวันนี้งาน 3 อย่างที่ผมต้องทำให้เสร็จก่อนคืออะไรเริ่มทำเรื่องที่สำคัญที่สุดให้เสร็จก่อนตั้งแต่ตอนเช้า นี่จึงเป็นศาสตร์การบริหารเวลาที่ดี  แต่มีคนจำนวนมากเลือกทำสิ่งไม่สำคัญก่อน  ทำให้ไม่สามารถทำสิ่งสำคัญวันนั้นให้เสร็จลงได้

ยุคนี้โซเชียลมีเดียทำให้คนเสพติดได้ง่าย  จนบางครั้งเสียเวลากับมันเยอะเกินไป  ดังนั้นวิธีของผมคือ  พยายามไม่เสพมากจนเกินไป  ตอนเช้าวันทำงานผมเอาโทรศัพท์มือถือใส่ไว้ในลิ้นชักหรือฝากไว้กับเลขาฯ  พยายามไม่เปิดคอมพิวเตอร์ในตอนเช้า  เพราะทันทีที่เราเปิดคอมพิวเตอร์  เราจะหลุดเข้าไปในโซเชียลมีเดีย  และยากที่จะหลุดออกมาจากตรงนั้น ดังนั้นถ้าเช้าวันนั้นผมยังสามารถคิดอะไรที่เขียนลงบนกระดาษได้  ผมจะพยายามใช้เวลาอยู่กับกระดาษ  ปากกา  สมุดให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้  หรือถ้ามีเรื่องจำเป็นต้องคุยงานกับลูกน้อง  ผมจะไม่ส่งอีเมล  แต่เดินเข้าไปคุยกับเขาเลย

 

ทราบว่ายามว่างคุณรวิศมักไปบรรยายให้ความรู้แก่นักเรียนนักศึกษาด้วย

ใช่ครับ  เพราะตอนนี้ผมทำโปรเจ็กต์ร่วมกับเพื่อนนักเขียนกลุ่มหนึ่ง  เราจะตระเวนไปพูดบรรยายตามโรงเรียนต่าง ๆ  เรื่องที่พูดเป็นเรื่องของความฝัน  เป้าหมาย  และเรื่องของอาชีพว่าแต่ละอาชีพเป็นอย่างไร  เวลาไปบรรยายผมชอบคุยในเรื่องว่า  ถ้าเกิดย้อนเวลากลับไปได้  ผมอยากจะทำอะไร ยกตัวอย่าง  ผมสอนเด็ก ๆ ว่า  ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ตอนเรียนจบใหม่ ๆ  ผมจะไม่เลือกทำงานแบบนั่งในออฟฟิศแต่จะเลือกงานที่แปลกที่สุด  ไกลที่สุด  หลุดโลกที่สุด  และไม่สนเรื่องเงินทองเลย  แต่ขอให้เรามีประสบการณ์  เช่น  อาจไปทำงานอยู่ที่แอฟริกา  เพราะในอดีตผมตีค่าประสบการณ์ต่ำเกินไป  และให้มูลค่ากับเงินเดือนเยอะเกินไป  ตอนนี้ถึงเห็นว่าจริง ๆ แล้วเงินเดือนไม่สำคัญเลย  แต่ประสบการณ์ตอนที่เรายังเด็ก  ยังหนุ่ม  ยังไม่มีครอบครัว  มันหาซื้อไม่ได้และย้อนเวลาเอากลับคืนมาไม่ได้  ผมมักสอนเด็ก ๆ เสมอว่าอย่าเลือกงาน ให้เลือกประสบการณ์ที่เราอยากจะทำ  อย่าไปยึดติดเรื่องเงิน  ไม่อย่างนั้นเราจะติดกับดักมันได้

หลังจากไปบรรยาย  มีคนเขียนอีเมลมาหาผมแทบทุกวันเขียนมาบอกว่าสิ่งที่ผมไปบรรยายช่วยให้เขาได้คิดอะไร  หรือช่วยให้เขาเปลี่ยนมุมมองชีวิตเขาอย่างไรบ้าง  บางคนอ่านหนังสือผมเสร็จก็ตัดสินใจลาออกจากงาน  บางคนตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพบางคนตัดสินใจกลับไปช่วยกิจการที่บ้าน  ทั้งที่ตอนแรกไม่อยากทำ  เพราะเห็นว่ากิจการที่บ้านเชย  หรือเด็กนักเรียนบางคนบอกว่ารู้สึกชีวิตไม่มีค่า  แต่พอได้ฟังผมบรรยาย  เขารู้สึกว่าชีวิตตัวเองก็มีค่า  ดังนั้นเขาจะฮึดขึ้นสู้ใหม่  จะตั้งใจเรียนหนังสือให้จบ  ได้ยินอย่างนี้ผมก็ภูมิใจครับ

 

ในฐานะคุณพ่อ  มีเคล็ดลับเลี้ยงดูลูกสาว 2 คนอย่างไรคะ 

ลูกสาวคนโตอายุ 4 ขวบ  ชื่อเล่น “เกรซ”  ส่วนคนเล็ก 11 เดือน  ชื่อเล่น“แคลร์”  ผมกลับบ้านประมาณก่อน 6 โมงเย็นนิดหน่อยเพื่ออ่านนิทานให้ลูก ๆฟัง  ตั้งแต่เขายังพูดไม่ได้ ผมอ่านพวกนิทานเพื่อฝึกให้เขาเคยชินกับหนังสือที่เป็นกระดาษ  และพยายามจำกัดเวลาที่เขาใช้กับพวกอิเล็ก-ทรอนิกส์ทั้งหลาย  รวมถึงทีวีด้วย

วันหนึ่ง ๆ ผมอ่านนิทานให้ลูกฟังนานเป็นชั่วโมง  เพราะเชื่อว่าการอ่านนิทานช่วยสอนเขาได้  เนื่องจากนิทานทุกเรื่องมีข้อคิดสอนใจ  บางครั้งเด็กไม่เข้าใจว่าไปเอาของเพื่อนไม่ได้เพราะอะไร  นิทานก็จะสอนตรงนี้  ส่วนเราสามารถอธิบายเพิ่มเติมให้เขาฟังได้ว่า  ทำไมหนูถึงเอาของเพื่อนมาไม่ได้ทำไมเก็บของตกพื้นได้แล้วต้องหาเจ้าของ  ผมจึงคิดว่าการอ่านนิทานเป็นประโยชน์สำหรับเด็ก ๆ มาก

 

มีเคล็ดลับอย่างไรให้ชีวิตคู่และครอบครัวมีความสุขคะ

เคล็ดลับสำคัญที่สุดของผมคือ  “เรื่องที่บ้านให้ภรรยาเป็นคนตัดสินใจ”  เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าเรากลัวเขา  แต่เพราะเกรงใจเขา  ผมจึงให้ภรรยา (คุณยาใจ  มุทิตาเจริญ)เป็นคนตัดสินใจเรื่องที่บ้าน  เรียกว่าเขาว่าอย่างไร  เราก็ว่าอย่างนั้น  จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน  ผมไว้ใจว่าภรรยาตัดสินใจเรื่องพวกนี้เก่ง  ส่วนเรามีหน้าที่ซัพพอร์ตเพื่อให้เขาสบายใจในการเลี้ยงลูก  นอกจากนั้นสัปดาห์ละ 1 - 2 วัน  เราจะมีวันพ่อแม่  คือลูกอยู่บ้านให้คุณปู่คุณย่าเลี้ยง  ส่วนผมและภรรยาออกไปเดตกัน 2 คน  เช่น  ไปกินข้าว  ไปดูหนัง  ถือเป็นวันที่สามีภรรยามีเวลาอยู่ด้วยกันสองคนบ้าง  ไม่ใช่เลี้ยงลูกอย่างเดียว

ทุกวันนี้ความสุขของผมคือการกลับไปหาครอบครัวเร็ว ๆเพราะบ้านผมกับออฟฟิศอยู่ใกล้กันมาก  จึงได้กลับบ้านเร็วไม่ต้องผจญรถติด  ผมโชคดีมากที่อยู่ในกรุงเทพฯแล้วสามารถมีเวลาไปทำอะไรที่ตัวเองชอบได้  คือมีโอกาสทำงานที่รักเขียนหนังสือ  บรรยายให้ความรู้แก่สังคม  และได้ออกกำลังกายตามสมควรที่อยากทำ  นี่เป็นความสุขที่สุดของผมแล้ว

พลังใจที่เข้มแข็ง  มุ่งมั่น  ทำให้เขามีวันที่มีความสุขและประสบความสำเร็จเช่นนี้ได้

Secret of life คุณระวิช ผแป้งศรีจันทร์)2944


Secret BOX

ความสำเร็จและความคิดสร้างสรรค์

เกิดขึ้นได้จากการก้าวข้ามความกลัว

รวิศ  หาญอุตสาหะ

keyboard_arrow_up