ปอกเปลือกความทุกข์…โกโก้ - กกกร  เบญจาธิกุล (จบ)

ความทุกข์จากการเป็นหนี้เป็นสินเนื่องจากบริษัทรับจัดงานอีเว้นต์ที่ลงทุนร่วมกันกับสามีขาดทุน ทำให้ดิฉันบอกกับเพื่อนสนิทในคืนหนึ่งว่า “อยากนอนหลับแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย”

นี่เป็นความทุกข์ครั้งใหญ่ในชีวิต จริงๆ ดิฉันไม่ได้คิดถึงขนาดอยากจะทำร้ายตัวเอง แต่ที่พูดไปเพราะคิดว่าปัญหานั้นหนักหนาสาหัสมากจนไม่อยากตื่นขึ้นมารับรู้ แต่…หากจะต้องตายจริงๆ ก็ขอตายอย่างมีคุณค่าดีกว่า

ดิฉันอยากจะไปเป็นครูที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เพราะตอนนั้นครูจูหลิงเพิ่งเสียชีวิต แล้วไม่มีใครกล้าไปเป็นครูที่โรงเรียนนั้นอีกเลย คิดอยู่หลายวันว่า เมื่ออยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่ทุกข์ ที่สำคัญ ถ้าเราจะต้องตายก็คงตายไปกับความทุกข์แน่ๆ สู้ไปทำสิ่งที่มีคุณค่า แล้วทำให้ใจสบายขึ้นดีกว่า แม้การไปเป็นครูที่นั่นจะต้องเสี่ยงตายเป็นอย่างมาก ก็ยังดีกว่าตายทั้งเป็นอยู่ที่นี่

แต่สุดท้ายดิฉันก็ได้แต่คิด เพราะเมื่อเพื่อนซึ่งปฏิบัติธรรมมานานเห็นว่าดิฉันเริ่มเครียดและหาทางออกไม่ได้ก็ชักชวนให้ไปฟังธรรม  นั่งสมาธิ เดินจงกรมที่วัดนั้นวัดนี้ แรกๆ ไม่มีที่ไหนตรงกับจริตหรือความสนใจของเราเลย เพราะสมองไม่เปิดรับ จนวันหนึ่งเมื่อไปฟังธรรมที่ ศาลาลุงชิน ซึ่งอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ คำตอบทั้งหลายในชีวิตก็เหมือนจะเปิดออกมาในทันที!

รู้จักอยู่กับทุกข์และสุขให้เป็น

วันนั้นดิฉันได้ไปฟังธรรมะจาก พระอาจารย์ปราโมทย์ปาโมชฺโช จากที่ไม่เข้าใจธรรมะเลย แต่เมื่อได้ฟังท่านพูดก็เลยรู้สึกว่าทำไมธรรมะถึงเป็นเรื่องเข้าใจง่ายอย่างนี้ หลายคำถามที่คนอื่นสงสัย เราก็สงสัยเช่นเดียวกัน ท่านก็ช่วยตอบจนเข้าใจกระจ่างแจ้ง  ที่สำคัญ  ดิฉันได้รู้จักวิธีการดูจิต เมื่อกลับมาดูจิตของตัวเอง  ก็เห็นเหตุแห่งทุกข์ว่าเกิดจากอะไร

นอกจากจะมีปัญหาเรื่องหนี้สินแล้ว ก็ยังมีเรื่องระหองระแหงกับสามีในช่วงที่ธุรกิจแย่ เหมือนความคิดเราไม่ตรงกันแถมความสัมพันธ์ก็ดูห่างเหิน เขานั่งดูทีวีอีกห้อง ดิฉันดูอีกห้อง เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ สามีบอกว่าเราเลิกกันเถอะ แล้วหนี้สินทุกสิ่งทุกอย่างเขาจะรับผิดชอบเอง

ฟังสามีพูดอย่างนั้นก็กลับมานั่งคิดว่า เวลาเขามี เราก็ไปเอาจากเขา แต่เวลาเขาไม่มี เราจะทิ้งเขาเหรอ ดิฉันไม่ใช่คนแบบนั้น ไหนๆ เราก็ร่วมทำธุรกิจและใช้ชีวิตด้วยกันมามีอะไรเกิดขึ้นก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่มีปัญหา สามียังคงเที่ยวเตร่  ติดการเข้าสังคมเหมือนเดิม ในขณะที่ดิฉันเริ่มเข้าวัดปฏิบัติธรรมวิถีชีวิตของเราสองคนเหมือนจะเดินสวนทางกัน จนตอนหลังเมื่อเราได้มานั่งคุยกัน เขาจึงพูดว่า ดิฉันเหมือนบัวพ้นน้ำเห็นแสงสว่างของชีวิตแล้ว แต่เขายังเป็นเหมือนบัวที่อยู่ในโคลนตม  ยังทุกข์กับปัญหาเรื่องงานและเรื่องอื่นๆ ดิฉันจึงบอกเขาว่า  ถ้าอยากให้ชีวิตดีขึ้นก็ต้องปรับปรุงตัวเอง  “โก้ช่วยคนเดียวไม่ได้ คุณต้องร่วมมือด้วย”

หลังจากนั้นไม่นาน บังเอิญเพื่อนสนิทไปปฏิบัติธรรมสายท่านโกเอ็นก้าที่จังหวัดพิษณุโลก ดิฉันก็เลยฝากสามีให้เดินทางไปปฏิบัติด้วย การปฏิบัติธรรมที่นี่เคร่งครัดมาก  ต้องปิดวาจา ทานอาหารมังสวิรัติ 2 มื้อ สำหรับมือใหม่อย่างเขา ดิฉันหวั่นใจว่าจะอยู่ไม่ครบ 10 วัน แต่จนแล้วจนรอดเขาก็อยู่จนครบ และกลับออกมาด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป

เขาเล่าว่า  ช่วงสองวันแรกยังสงสัยว่าตัวเองมาที่นี่ทำไมแต่เมื่อเข้าวันที่สาม  เหมือนครูบาอาจารย์จะรู้ใจผู้ปฏิบัติใหม่เพราะหัวข้อที่พูดตรงกับความสงสัยของเขา จากที่ไม่เคยสนใจเรื่องการปฏิบัติธรรม ทุกวันนี้หากมีเวลาว่างตรงกัน เราก็จะไปปฏิบัติธรรม ทำบุญ ทำกิจกรรมอาสาด้วยกัน

ดิฉันคิดว่าที่ตัวเองผ่านปัญหาทุกอย่างทั้งเรื่องหนี้สินและความสัมพันธ์มาได้ก็เพราะเริ่มเข้าใจธรรมะ ได้รู้จักการใช้ชีวิตอย่างมีสติ และรู้จักที่จะอยู่กับทุกข์และสุขมากขึ้น รู้ว่าทุกข์มีอยู่ตลอดเวลา จะกิน นอน เดิน นั่ง อยากกินไม่ได้กินก็ทุกข์  อยากไปไม่ได้ไปก็ทุกข์ ทุกอย่างทุกข์หมดถ้าเราคิดไม่เป็น แต่ถ้าเรารู้จักอยู่กับมันให้เป็น  เราก็จะไม่เป็นทุกข์

โดยเฉพาะเรื่องหนี้สินที่เป็นปัญหาหนักอกในตอนแรกดิฉันแก้ปัญหาด้วยการขายทุกอย่างเพื่อใช้หนี้ ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน รวมถึงรถ ดิฉันมองว่าทุกอย่างที่มีเป็นเปลือกทั้งนั้นแล้วเราจะเก็บไว้ทำไม เมื่อก่อนเราไม่มีก็ยังยิ้ม  ยังหัวเราะยังกินอิ่มนอนหลับ แล้ววันหนึ่งที่เราไม่มีขึ้นมา  เราจะอยู่ไม่ได้เชียวหรือ ที่สำคัญ  ถ้าเก็บไว้เราก็จะเป็นทุกข์เพราะไม่มีเงินใช้หนี้

ยิ่งเมื่อย้อนคิดถึงครอบครัว ดิฉันก็พบว่าตัวเองเป็นลูกคนชนชั้นกลางที่พ่อแม่ไม่ได้มีมรดกอะไร  วันหนึ่งทำงานมีชื่อเสียง  เป็นนักแสดง  เงินทองไหลมาเทมา เราก็ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมกับมันไปพักหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อทำธุรกิจขาดทุน แน่นอนว่าเราอับอายและเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่มีมาทั้งชื่อเสียงและเงินทองนั้นมันก็แค่เปลือก  เมื่อก่อนตอนเรียนจบใหม่ๆ ทำงานที่บริษัทเครื่องสำอาง ได้เงินเดือนแค่ 3,500บาท ก็ยังรู้สึกมีความสุขมากๆ  เพราะคิดว่าวันนี้ฉันอยากกินข้าวก็ได้กินข้าว  อยากกินก๋วยเตี๋ยวก็ได้กินก๋วยเตี๋ยว  ในขณะที่อีกหลายคนแทบไม่มีอะไรจะกิน  ชีวิตเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย แล้วเราจะเก็บนั่นนี่มาพอกตัวเองให้หนักทำไม

ขอแบ่งเวลาให้งานจิตอาสา 

นอกจากธรรมะจะช่วยให้ดิฉันจัดการเรื่องหนี้สินได้อย่างสบายใจแล้ว ก็ทำให้รู้ว่าชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ควรใช้อย่างไร แม้ว่าจะมีหลายคนชักชวนให้ลงทุนทำธุรกิจนี่นั่น แต่คิดว่าชาตินี้คงไม่สะสมทรัพย์สมบัติอะไรมากมาย แต่อยากสะสมอริยทรัพย์มากกว่า จึงตัดสินใจทำงานที่พอจะเหลือเวลาให้เราทำงานจิตอาสาและได้ทำบุญทำทานด้วย

หลังจากบริษัทของตัวเองปิดตัวลงได้ปีกว่า ดิฉันก็ได้รับการชักชวนจาก คุณตู่ - ปิยวดี มาลีนนท์ ลูกสาวของคุณประชา มาลีนนท์ ให้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายโฆษณา ดิฉันมีความสุขกับการทำงานนี้ เพราะเริ่มต้นทำตั้งแต่ยังเป็นศูนย์ จนตอนนี้บริษัทดีขึ้น รายได้ของดิฉันก็ดีขึ้นตามมา

ตั้งแต่ช่วงแรกที่ชีวิตประสบวิกฤติทางการงาน คุณดล -ธนวัชร์ เกตน์วิมุต เพื่อนที่เป็นครูสอนโยคะและเป็นกัลยาณมิตรของดิฉันมาตลอดมักชักชวนให้เข้าวัด ปฏิบัติธรรมรวมถึงทำงานจิตอาสาหรือเป็นธรรมบริกรด้วยกัน ทันทีที่มีเวลาว่าง เพื่อนคนนี้ก็จะโทร.มาชวนว่า “เร็วๆ นี้จะมีการจัดอบรมธรรมะโยคะเพื่อผู้ป่วย เดี๋ยวเราไปช่วยเป็นจิตอาสากัน”

คุณดลเป็นครูสอนโยคะที่นำธรรมะมาผสมผสานกับโยคะเพื่อช่วยในการฝึกสติและสมาธิ เขานำความรู้ไปช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายและญาติให้คลายจากความกังวล  โดยในการจัดอบรมแต่ละครั้งมี พระไพศาล วิสาโล เป็นวิทยากร ตอนแรกดิฉันทำหน้าที่ช่วยรับแขก ตอนหลังก็ช่วยเป็นพิธีกรและเป็นพี่เลี้ยงในการทำกิจกรรมกลุ่มด้วย

กิจกรรมของที่นี่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พูดคุยกันในลักษณะที่ว่า “เธอทุกข์เรื่องอะไร ลองเล่าให้ฉันฟังหน่อย”และสอนให้รู้ว่าแท้จริงแล้วความตายอยู่กับเราทุกขณะจิต  ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะทุกข์เพราะกลัวความตายมาก เราก็จะช่วยให้เขาหลุดจากตรงนั้น และให้มองว่าความตายเป็นสิ่งประเสริฐคนที่รู้ว่าตัวเองจะตายวันไหน คือคนที่โชคดีที่สุด เพราะรู้ว่าเราจะมีเวลาทำอะไรมากน้อยแค่ไหน

ดิฉันมีเพื่อนดีๆ หลายคนที่ชักชวนให้ปฏิบัติธรรม  ทั้งคุณกิ๊ก - มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ ที่แนะนำให้ไปปฏิบัติธรรมกับแม่ชีณัฐญาวรรณที่ศูนย์วิปัสสนา มูลนิธิโพธิวัณณา จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงคนอื่นๆ อีกหลายท่าน และเมื่อถึงคราวที่ตัวเองต้องให้คำแนะนำกับคนอื่นบ้าง เพราะคนใกล้ตัวส่วนใหญ่เป็นทอม เกย์  ผู้หญิงแปลงเพศ ซึ่งแต่ละคนก็มีทุกข์ต่างๆกันไป ดิฉันก็อยากให้พวกเขาเหล่านี้รู้จักธรรมะของพระพุทธเจ้าผ่านการสนทนาธรรม ปฏิบัติธรรม ทำกิจกรรมจิตอาสาด้วยกัน

นอกจากนั้น ดิฉันยังได้ไปเป็นกรรมการในโครงการ“แปลงเพศเอื้ออาทร” ของ สมาคมสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย จึงได้เห็นว่าหลายคนที่เข้าร่วมโครงการตั้งความหวังว่าเมื่อแปลงเพศแล้วจะทำให้พ้นจากความทุกข์ที่เป็นกะเทย แต่ดิฉันจะบอกเลยว่าไม่จริง เพราะที่สุดความทุกข์เรื่องอื่นๆก็จะตามมาอีก สิ่งสำคัญคือ  เราจะอยู่กับความทุกข์ได้อย่างไรเพราะแปลงเพศแล้วไม่ได้ทำให้หายทุกข์

อย่างไรก็ตาม ดิฉันอยากบอกว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน จะสูง ต่ำ ดำ ขาว ปรกติ  หรือพิการ คุณก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ และการปฏิบัติธรรมก็ไม่ใช่เพื่ออะไร ก็เพื่อให้คุณอยู่กับความทุกข์อย่างมีความสุขมากขึ้น เห็นทุกข์แล้วเข้าใจทุกข์ รู้จักมองดูตัวเอง ไม่ใช่เอาแต่ส่งจิตไปมองคนอื่น

สำหรับดิฉัน  การปฏิบัติธรรมไม่ต้องเคร่งเครียด แต่ขอให้เคร่งครัด ทำทุกวัน วันละนิด  ด้วยใจที่สบายๆ แล้วคุณจะพบทางออกของปัญหาด้วยปัญญาของตัวเองค่ะ

 

 

 

keyboard_arrow_up