ดร. นายแพทย์วัชรพล อเล็กซองดร์ กำเนิดศิริ อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ คือบันไดของความสำเร็จ

สำหรับคนบางคน “อุปสรรค” ก็เหมือนหลุมบ่อใหญ่ตามถนนที่คอยดักรถของนักเดินทางไม่ให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ หากนักเดินทางล้มเลิกการเดินทางจุดหมายก็เป็นแค่ความฝันที่ไม่มีวันเอื้อมถึง

แต่กับบางคน “อุปสรรค” กลายเป็นสิ่งที่ทำให้มองเห็นจุดหมายได้อย่างชัดเจนและสามารถก้าวเดินไปถึงได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ดังเช่น ดร. นายแพทย์วัชรพล อเล็กซองดร์ กำเนิดศิริ จิตแพทย์เวชศาสตร์การสงคราม (War sychiatrist) 1 ใน 4 คนของโลกที่ได้พิสูจน์แล้วว่า อุปสรรคใด ๆ ก็ไม่สามารถต้านทานหนึ่งสมองและสองมือแห่งความพยายามได้

“พ่อของผมรับราชการทหารอากาศเป็นนักบินขับไล่เครื่องบินไอพ่นรุ่นต้นๆ ของกองทัพไทย แม่รับราชการครูอยู่ในกองทัพ” พอโตมา ผมจึงตัดสินใจสอบเข้าเรืออากาศเพื่อให้พ่อภูมิใจ ก่อนจะลาออกหลังจากที่ถูกรุ่นพี่สั่งซ่อม (ลงโทษ) จนบาดเจ็บที่ศีรษะ

การลาออกในสมัยนั้นเป็นเรื่องใหญ่แพทย์ประจำบ้านจิตเวทถูกเรียกมาวินิจฉัยและผลวินิจฉัยออกมาว่า เขาเป็น “โรคภาวะการปรับตัวผิดปกติ” พร้อมกับตะคอกใส่หน้าเขาว่า “ไม่มีความอดทน ไร้สาระคงจะเรียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้” ด้วยเหตุนี้เขาจึง “ถูกให้ออก” แทนการ “ลาออก” ไปโดยปริยาย

“ตอนนั้นผมอยากรู้มากว่าจิตแพทย์ท่านนี้เป็นใคร เรียนอะไรมา ถึงได้สามารถสรุปชีวิตคนคนหนึ่งซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อนได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที” และด้วยเหตุผลนี้เองจึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เขาเรียนต่อสาขาจิตแพทย์ในเวลาต่อมา

“หลังลาออก มีครั้งหนึ่งผมทะเลาะกับแม่ด้วยเรื่องอนาคต ก่อนพ่อจะเข้าร่วมวงตบผมจนหน้ากระแทกพื้น แล้วตะโกนใส่หน้าว่า ‘ถ้าเก่งนักก็ออกจากบ้านไปเลย!’”

กลางดึกคืนนั้น เด็กชายวัชรพลจึงตัดสินใจนำเสื้อผ้าสองชุด เงิน และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวใส่ถุงก่อนเดินออกจากบ้าน และคิดในใจว่าจะไม่กลับมาเหยียบบ้านนั้นอีกต่อไป!

“ผมหนีออกจากบ้าน ไม่ใช่เพราะโดนพ่อตบ แต่เพราะผมทำให้พ่อเสียใจผมคิดว่าตัวเองคงไม่ดีพอที่จะเป็นลูกพ่อ”

รถทัวร์เคลื่อนเข้ามาจอดบริเวณป้ายรถเมล์ และก่อนจะรู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปขาของเขาก็ก้าวขึ้นไปบนรถแล้ว จุดหมายปลายทางคือ ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี และที่นี่เองที่เขาได้งานเป็นไกด์จำเป็นให้กับแหม่มต่างชาติซึ่งสื่อสารกับชาวบ้านไม่รู้เรื่องโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน

“ผมทำงานเป็นไกด์ให้ฝรั่งอยู่สองเดือนเขาให้เงินเท่าไหร่ก็แล้วแต่เขา ทุกคนถูกใจมาก บอกกันปากต่อปาก หลัง ๆ ผมได้ฝรั่งกรุ๊ปใหญ่ขึ้น ทำให้มีศัตรูเป็นไกด์ท้องถิ่นที่ถูกแย่งลูกค้าไป ผมเลยต้องย้ายถิ่นฐานก่อนเวลา จากจังหวัดหนึ่งไปยังอีกจังหวัดหนึ่งเรื่อย ๆ จนพ่อตามตัวผมเจอ

“หลังจากกลับมาอยู่บ้าน พ่อก็พาผมไปหาจิตแพทย์อีกรอบ จิตแพทย์คนนี้สั่งยาหลายชนิดให้ผมกินทั้งที่ยังไม่ทันได้ตรวจอะไรสักนิด แถมยาที่เขาสั่งมาดันส่งผลข้างเคียงต่อสมอง ทำให้ผมชัก ขากรรไกรค้าง น้ำลายยืดต่อหน้าต่อตาพ่อจนต้องเข้าโรงพยาบาล” หลังจากรอดตาย พ่อก็ได้พาเขาไปตรวจกับจิตแพทย์อีกหลายท่านผลการตรวจปรากฏว่า เขาไม่ได้เป็นอะไรเลย

ความรัก ความห่วงใยที่พ่อทุ่มเทให้เป็นเหมือนวัคซีนรักษาอาการบอบช้ำทางใจทำให้เขากลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้ง สุดท้ายนายวัชรพลก็สอบติดคณะแพทย์ของมหา-วิทยาลัยแห่งหนึ่ง

“ตอนเรียนผมเป็นเด็กหลังห้องที่เพื่อนกับอาจารย์ไม่ค่อยชอบ ครั้งหนึ่งผมทักอาจารย์ว่า สูตรที่เขียนบนกระดานผิดก็เลยเป็นเรื่อง” การชี้แจงความถูกต้องในครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตเขาไปอีกครั้ง เมื่อเกรดวิชาฟิสิกส์ของเขาไม่ออก เพราะอาจารย์โกรธมากเกินกว่าจะให้อภัย เขาเลยตัดสินใจไปเขียนใบลาออกที่ฝ่ายทะเบียน

“แม้ผมจะเคยถูกกระทำมาเยอะก็จริงแต่ถ้าจะล้างแค้น ผมคงล้างแค้นด้วยการทำความดี…เพราะถ้าแข่งกันทำความดีคนในสังคมได้ประโยชน์ ทำความชั่วมีแต่คนสมเพช”

หลังจากวันนั้นเขาเริ่มวางแผนขอทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยตัดสินใจเลือกประเทศกรีซ เพราะมีทุนให้เปล่าสำหรับเรียนแพทย์…คืนวันหนึ่งพ่อไม่อยู่บ้านเขาก็ตัดสินใจแพ็คกระเป๋าเดินออกจากบ้านไป บอกแม่แต่เพียงว่า “จะไปทำงานที่สมุย” แล้วออกเดินทางไปเอเธนส์ในค่ำวันนั้นเอง

“ผมเรียนเขียนอ่านภาษากรีกด้วยตัวเอง ก่อนไปเรียนภาษาที่เมืองเทสซาโลนีกีวันหนึ่งบังเอิญเห็นคนแต่งเครื่องแบบทหารเลยเดินไปถามจนทำให้ได้รู้จักมหาวิทยาลัยนายทหารเหล่าสัญญาบัตรแห่งสาธารณรัฐเฮลเลนิก” มหาวิทยาลัยแห่งนี้ทำให้เขามองเห็นเป้าหมายในชีวิตของตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น จึงจัดการ “ลุย” จนได้ทุนเรียนแพทย์ทหารที่เทสซาโลนีกี และสามารถสอบวัดผลภาษากรีกระดับสูงในมหาวิทยาลัยได้ ทำให้สามารถเข้าไปเป็นนักเรียนนายร้อยเหล่าแพทย์ในที่สุด

จากที่เคยโดนให้ออกจากทหารและลาออกจากการเป็นนักเรียนแพทย์ เขากลับได้เป็นทั้งแพทย์และทหารในเวลาเดียวกัน!

“ท้อบ่อย แต่ไม่มีใครช่วยเราได้ เราก็ต้องพยายามต่อไป อย่างมากก็แค่ตายอุปสรรคต่าง ๆ ถ้าไม่ทำให้เราตาย ก็ทำให้เราแข็งแรงขึ้นเท่านั้นเอง ถ้าท้อก็เหมือนเรายอมแพ้ตั้งแต่ต้น”

ในที่สุด ดร. นายแพทย์วัชรพล อเล็กซองดร์ กำเนิดศิริ ก็สำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอริสโตเติลแห่งเทสซาโลนีกี และวิทยาลัยนายทหารสัญญาบัตรแห่งสาธารณรัฐเฮลเลนิก ประเทศกรีซ ก่อนจะเริ่มทำงานเป็นแพทย์ทหารและศึกษาต่อหลักสูตรแพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์การสงคราม

“คนที่เรียนสาขาจิตแพทย์เวชศาสตร์การสงครามมีน้อยมาก เพราะไม่ใช่สาขาทำเงิน คนจ้างเป็นรัฐบาล และเป็นงานที่เสี่ยง เพราะเราทำงานกับทหาร หรืออีกนัยหนึ่งคือคนไข้ที่มีปืน

“ที่มาได้ขนาดนี้น่าจะเป็นเพราะความดันทุรังของตัวเอง…การที่มีคนบอกว่าคุณไม่มีปัญญาหรอก หรือบอกว่าสิ่งที่กำลังจะทำยังไม่มีใครทำได้…ไม่ได้แปลว่าผมจะทำไม่ได้จริง ๆ ดังนั้นผมจึงเชื่อในสิ่งที่ผมเชื่อ คือเชื่อว่าผมทำได้”

สำหรับดร. นายแพทย์วัชรพล อเล็กซองดร์ กำเนิดศิริ อุปสรรคจึงไม่ใช่กำแพงสูงตระหง่านที่คอยกางกั้นเขาไว้แต่กลับกลายเป็นบันไดที่นำพาเขาไปยังจุดหมายในที่สุด

 

เรื่อง ณัฐนภ ตระกลธนภาส

ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี, ปาลรินทร์ กฤษบุญชู

 

keyboard_arrow_up