ชีวิตในแบบ “ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา” ของ เชษฐ์ วรเชษฐ์ เอมเปีย (จบ)

ระหว่างนั่งรอแม่อยู่ที่หน้าห้องไอซียู ผม (เชษฐ์ วรเชษฐ์ เอมเปีย) ทรมานใจมาก ความทุกข์ถาโถมเข้ามาไม่ยั้ง ทั้งเรื่องของตัวเองและความเจ็บป่วยของแม่

ผมทุกข์มากจนคิดหาที่พึ่งทางใจ ซึ่งผมนับถือหลวงพ่อโสธร จึงอธิษฐานหน้าพระพุทธรูปที่โรงพยาบาล ขอพรให้ท่านคุ้มครองแม่ให้ปลอดภัย ถ้าแม่ฟื้นผมจะบวชอีกครั้ง

วันรุ่งขึ้นแม่ก็ฟื้นขึ้นมาเหมือนปาฏิหาริย์แม้ท่านยังพูดไม่ได้ แต่เห็นจากสายตาก็รู้ว่ายังมีสติอยู่ ผมจึงสบายใจขึ้น แต่เนื่องจากแม่อายุมากแล้วและเป็นโรคเบาหวาน จึงต้องพักรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาล และต้องอยู่ห้องพักคนไข้รวมเพื่อให้แพทย์และพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด

ไม่นานหลังจากนั้นผมก็โชคดีที่มีคนมาซื้อโรงเรียนดนตรีและบ้านที่ประกาศขายไว้ผมขายสมบัติทุกอย่างที่กรุงเทพฯ เหลือแค่รถคันเดียวสำหรับใช้เดินทาง เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็รีบกลับมาดูแลแม่ พอท่านดีขึ้น ผมจึงบวชตามที่อธิษฐานไว้

ช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่บวช ทำให้ผมคิดได้ว่า ชีวิตที่ผ่านมามีแต่ความวุ่นวายจมอยู่กับกิเลส ที่ทำให้อยากมี อยากได้อยากเป็น จึงตั้งใจว่านับจากนี้ไปจะน้อมนำธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิต และขอใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ดูแลพ่อกับแม่ตลอดไป

ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา

ผมเห็นความเป็นจริงของชีวิตมากที่สุดเมื่อได้มาเฝ้าไข้แม่ที่โรงพยาบาลนาน 6 เดือน ตอนแรกผมทั้งกลัวทั้งหดหู่ที่ต้องเห็นคนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บป่วย บางครั้งก็เห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตา แต่นานเข้าก็คิดได้ว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตายนั้นเป็น “ธรรมดา” ของชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าใครก็หนีไม่พ้น

ในช่วงเวลานี้เองที่ผมเริ่มเข้าวัดไปสวดมนต์ปฏิบัติธรรม จนได้สัมผัสถึงความร่มเย็นในจิตใจ จึงตั้งปณิธานว่า ต่อไปจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายตามหลัก “ธรรมะ ธรรมชาติธรรมดา” ซึ่งก็คือมีธรรมะในใจ ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ และอยู่อย่างธรรมดา ไม่ต้องหวือหวาฟุ่มเฟือย

ผมเข้ามาปรับที่ดินรกร้างที่มีอยู่ มุ่งมั่นจะทำพื้นที่แห่งนี้ให้ห้อมล้อมด้วยต้นไม้และธรรมชาติที่สวยงาม ผมปลูกบ้านไม้หลังเล็ก ๆ แค่พออยู่อาศัย ปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดด้วยสองมือของผมเอง โดยไม่มีความรู้เรื่องการปลูกต้นไม้และการทำไร่ทำสวนเลย เมื่อพ่อเห็นก็สงสาร แบกจอบมาช่วยขุดดินและปลูกต้นไม้ด้วยกัน จนในที่สุดพื้นที่รอบบ้านก็ร่มรื่น กลายเป็นสวนผสมที่มีทั้งพืชสวนครัวและผลหมากรากไม้ ที่หลายปีต่อมาผมสามารถเก็บผลผลิตมากินได้สบาย ๆ แถมยังเหลือขายเป็นรายได้อีกด้วย

ผันตัวเองเป็น “ชาวนา”

การเป็นชาวนาของผมเกิดจากการเห็นแปลงนาที่บ้านรกร้างมานาน จึงเข้าไปปรับปรุงที่ดินและปลูกข้าว หวังว่าจะมีผลผลิตไว้กินในครอบครัว โดยเริ่มจากปลูกข้าวหอมนิลปลอดสารพิษที่เกษตรตำบลแนะนำ การทำนาครั้งแรกได้ผลผลิตดีมาก เมล็ดข้าวอ้วนโตแถมยังได้ปริมาณเยอะกว่าที่คาดไว้ ผมจึงแจกจ่ายให้คนรู้จักและนำข้าวไปทำบุญที่วัดพระบาทน้ำพุ เพราะเห็นว่าข้าวชนิดนี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย เหมาะกับผู้ป่วยที่วัด

แต่การปลูกข้าวครั้งต่อ ๆ มาไม่ราบรื่นนักผลผลิตเสียหายบ้าง ขาดทุนบ้าง ซ้ำยังได้ยินคำพูดที่ทำให้เสียกำลังใจว่า

“ทำนาอย่างมึงเนี่ย ถ้าเป็นกู กูขายข้าวอย่างเดียวไม่พอ ต้องขายที่นาไปด้วยถึงคุ้ม”

หากเป็นเมื่อก่อนผมคงถอดใจไปแล้วแต่ครั้งนี้ผมไม่ย่อท้อ พยายามหาความรู้และหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ประจวบเหมาะพอดีกับที่เพื่อนบ้านคนหนึ่งสุขภาพไม่ดี ได้กินข้าวหอมนิลของผมแล้วกลับแข็งแรงขึ้นมาทำให้ผมมีกำลังใจว่า อย่างน้อยข้าวที่เราปลูกก็มีประโยชน์ต่อคนที่เจ็บป่วย ซึ่งถ้าเขาหายป่วยได้ก็เท่ากับเราได้บุญด้วย

ผมจึงไปปรึกษากับเกษตรตำบล และหารือกับชาวนาในชุมชนเพื่อร่วมกันปลูกข้าวหอมนิลและข้าวไรซ์เบอร์รี่ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นข้าวปลอดสารพิษเท่านั้น ซึ่งก็มีหลายคนที่เข้ามาร่วมมือร่วมใจกัน ผลผลิตที่ได้เราขายในราคาไม่แพงเพื่อให้ชาวบ้านได้กินข้าวดี ๆ มีประโยชน์ เมื่อคนซื้อไปกินเห็นผลว่าข้าวของเรามีประโยชน์จริง ๆ จึงพูดกันไปปากต่อปากว่า

“ข้าวของเจ้าเชษฐ์สุดยอดไปเลย กินแล้วหายป่วย”

เท่านั้นแหละ คนก็แห่มาซื้อข้าวผมไม่ขาดสาย ยิ่งพอผมถ่ายรูปช่วงทำนาและเก็บเกี่ยวผลผลิตลงเฟซบุ๊ก คนก็ยิ่งรู้จักในวงกว้างและมาอุดหนุนกันตลอด ตอนนี้เราขายดีจนผลิตแทบไม่ทัน ผลผลิตได้มากี่ตัน ๆก็ขายได้หมด ชาวนาในชุมชนก็มีความสุขเพราะมีรายได้เข้ามาไม่ขาด

การปลูกข้าวถือเป็นความภาคภูมิใจของผม ครั้งหนึ่งมีคนติดต่อมาให้เราปลูกข้าวเพื่อส่งออกนอก แต่ผมปฏิเสธ เพราะผมอยากเก็บข้าวดี ๆ ไว้ให้คนไทยได้กินและซื้อในราคาถูก

ความสุขที่แท้จริง

เมื่อก่อนผมเคยคิดเสียดายเงินทองบ้าน และรถ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าความสุขที่แท้จริงของชีวิตไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นเลย ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจ ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนให้เหนื่อย ทุกวันนี้ผมสุขใจกับการได้เดินดูต้นไม้รอบบ้าน ใช้ชีวิตอย่างสมถะในบ้านหลังเล็ก ๆและได้อยู่ดูแลพ่อแม่อย่างใกล้ชิด

ส่วนเรื่องคู่ครองตอนนี้ก็ไม่ได้คิดหวังแล้ว แต่ก็มีคนที่อยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจกันมานาน ดูแลผูกพันกันทางใจ ผมเปรียบเขาเหมือนกับท้องฟ้าสีฟ้า ส่วนผมเป็นเงาใต้ฟ้าเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกันตลอดไป ส่วนชีวิตที่เหลืออยู่ ผมตั้งใจทำบุญสะสมไว้ให้มากที่สุด และอุทิศตนทำประโยชน์คืนสังคมในวันที่แรงกายเรายังไหว

เรื่องดนตรีผมก็ไม่ได้ทิ้งไปไหน ยังพอมีงานบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนมากเป็นการเล่นคอนเสิร์ตการกุศลหรืองานระดมทุนงานบุญต่าง ๆ ผมเคยจัดมินิคอนเสิร์ตที่บ้านเพื่อระดมเงินไปมอบให้สถานเลี้ยงหมาแมวจรจัดในจังหวัดชลบุรีและนำไปทำบุญที่ต่าง ๆเป็นประจำ ซึ่งก็มีแฟนเพลงมาร่วมทำบุญกันอยู่เสมอ

ในวันที่ผมเข้าใจธรรมดาของชีวิต ได้สัมผัสความร่มเย็นของชีวิตที่เดินตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ผมก็อยากแบ่งปันความรู้สึกนี้ให้คนอื่น จึงแต่งเพลงที่ชื่อว่า ฆ่ากิเลสขึ้นมา อยากให้คนฟังฉุกคิดได้เหมือนกับผมว่า

เพียงฆ่ากิเลสให้ตายไปหมดสิ้น ด้วยการน้อมรับธรรมะมานำทาง ปล่อยวางให้ใจว่างแล้วจะรู้ว่าสุขใดก็ไม่เท่าที่มีธรรมะในใจ


เรื่อง วรเชษฐ์ เอมเปีย เรียบเรียง เชิญพร คงมา ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี  สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ ผู้ช่วยช่างภาพ กำพล ยอดเมือง แต่งหน้า - ทำผม ภูดล คงจันทร์

keyboard_arrow_up