เจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ “ฉันทำเพื่อความสุขของตัวเอง”

หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่เด็กๆ ทุกคนต้องเจอก็คือ “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร”

คุณครูของเจี๊ยบ (เจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ ) ก็ถามอย่างนี้เหมือนกันค่ะ เพียงแต่เด็กๆ ทุกคนต้องตอบคำถามด้วยภาพวาดค่ะ วันนั้นภาพของเจี๊ยบไม่เหมือนใครในห้องเลย…เพราะเจี๊ยบวาดภาพตัวเองเป็น “พยาธิ” อยู่ในท้องคุณแม่

ตอนเด็กๆ เจี๊ยบขี้เกียจมาก ไม่สนใจการเรียนแม้แต่น้อย ในหัวมีแต่ความคิดว่า “อยากสบาย” ซึ่งคิดไปคิดมาคงไม่มีอะไรดีไปกว่าเป็นพยาธิในท้องคุณแม่! เพราะนอกจากมีอาหารให้กินตลอดๆ แล้ว คุณแม่ยังไม่คิดจะกินยาถ่ายพยาธิอย่างเจี๊ยบออกจากท้องอย่างแน่นอน

สุขกว่านี้มีอีกไหม…ความคิดของเจี๊ยบเลิศไหมล่ะ

พอขึ้น ม.3 คุณแม่ก็จับเจี๊ยบไปดัดฟัน จำแม่นเลยว่าเวลาไปเปลี่ยนยางสีๆ หมอฟันแค่ใช้คีมบิดๆ ไม่กี่ทีก็ได้เงินเป็นพันแล้ว เจี๊ยบก็เริ่มเกิดความคิดว่า “หมอฟัน” ก็เป็นอาชีพที่ดีนะ งั้นเป็นหมอฟันดีกว่า

จากนั้นเจี๊ยบก็ปฏิวัติตัวเองใหม่ หันมาตั้งใจเรียนเพื่อจะสอบเข้าหมอฟันให้ได้

เวลาผ่านไปจน ม.6 เจี๊ยบมีโอกาสได้ไปเข้าโครงการอยากเป็นหมอที่โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งหนึ่ง แค่วันแรกที่ก้าวเข้าไปในโรงพยาบาล ภาพผู้คนสีหน้าอมทุกข์ คนนั้นปวดท้อง คนนู้นเจ็บแผล เพราะทุกคนต้องรอหมอที่มีแค่ 2 คน สิ่งที่ได้พบเจอในวันนั้นกระแทกใจเจี๊ยบอย่างแรง อยากช่วยใจจะขาด แต่ติดว่ายังทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ในที่สุดเจี๊ยบตัดสินใจเดินหลบออกไป ใจก็คิดไปพลางว่า จะทำยังไงให้คนเหล่านี้ไม่ต้องทุกข์ ให้เขาได้รับการรักษาที่ทันท่วงที คิดไปคิดมาสรุปว่า เจี๊ยบคงต้องหันมาเป็นหมอรักษาคน จะได้เปิดฟรีคลินิกของตัวเองได้ เรียกว่าฝันยาวๆ ไปเลย

คนอย่างเจี๊ยบเมื่อได้ฝันก็จะสู้ไม่ถอยอยู่แล้ว ถึงต้องอ่านหนังสือเพิ่มอีกกี่เท่าก็สู้ตาย ในที่สุดเจี๊ยบก็สอบติดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงเวลาที่เด็กซ่าๆ จะได้เป็นนักเรียนแพทย์กับเขาแล้ว!

IMG_0665

เริ่มเรียนไปได้ไม่เท่าไหร่ วันหนึ่งคุณแม่ก็มาชวนให้เจี๊ยบทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนในชีวิต นั่นก็คือการประกวดนางสาวไทยค่ะ เพราะเจี๊ยบออกจะทโมนแบบเด็กผู้ชาย ยิ่งรองเท้าส้นสูงยิ่งไม่เคยใส่ แต่เหตุผลสำคัญที่คุณแม่ทำให้เจี๊ยบ “เริ่ม” คล้อยตามก็คือ

“ถ้ายังฝันอยากจะทำฟรีคลินิกอยู่ แต่ลูกยังเป็นแค่คนโนเนมอย่างนี้ แล้วใครจะมาช่วยลูก”

ฟังที่คุณแม่พูดก็ดูน่าสนใจดี แต่เจี๊ยบก็คิดหนักอยู่เหมือนกันว่าจะไปหรือไม่ไปดี กลัวจะทำสวยอย่างเขาไม่ได้ เจี๊ยบคิดวนไปวนมาอย่างนี้ทุกวัน จนมาตัดสินใจได้จริงๆ ก็วันสุดท้ายของการสมัครแล้ว “เอาน่ะ ลองดู กล้าๆ หน่อย”

ช่วงแรกๆ ที่เริ่มเก็บตัว เจี๊ยบก็พยายามทำมาดนางงามเหมือนคนอื่นๆ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด ขอเป็นตัวของตัวเองดีกว่าแล้วทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะเรามาที่นี่ก็หวังว่า ถ้าได้ตำแหน่งขึ้นมา ความฝันของเราก็จะขยับเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น

ชีวิตในกองประกวดสอนเด็กอายุ 19 อย่างเจี๊ยบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ความอิจฉาริษยาไม่เข้าใครออกใคร แต่ขณะเดียวกันมิตรภาพดีๆ ก็มีอยู่จริงเหมือนกัน เรียกว่า ประสบการณ์ครั้งนี้คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

เจี๊ยบค่อยๆ ผ่านเข้ารอบลึกไปเรื่อยๆ จนคว้ามงกุฎนางสาวไทยประจำ พ.ศ. 2549 มาครองได้สำเร็จ ความสำเร็จครั้งนั้นเปรียบเหมือนใบเบิกทางให้เจี๊ยบได้มีโอกาสลองทำอะไรใหม่ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงภาพยนตร์ แสดงละคร รวมทั้งงานพิธีกร เรียกว่าเป็นช่วงชีวิตที่หนักและเหนื่อยเหมือนกัน เพราะต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย แต่ในเมื่อเราเลือกที่จะเดินทางนี้ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด

ในที่สุดเจี๊ยบก็เรียนจบมาได้แบบหืดขึ้นคอด้วยความช่วยเหลือจากครูบาอาจารย์ เพื่อน และครอบครัวที่ช่วยสนับสนุน แม้จะจบช้ากว่าเพื่อนไป 1 ปี แต่ก็คุ้มค่าที่สุดเพราะตอนนี้ความฝันของเจี๊ยบขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ดี ประสบการณ์การเรียนการฝึกงานจริงในโรงพยาบาลกว่า 7 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้เจี๊ยบรู้ว่า “การเปิดฟรีคลินิก” ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดไว้เลย การทำฟรีคลินิกต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น เงินทุน เงินหมุนเวียนในการดำเนินการสถานที่ มันจึงต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป

หมอที่จะมาร่วมงานกันก็ต้องเป็นหมอที่มีใจด้านนี้ด้วย เพราะฟรีคลินิกที่ว่าไม่มีกำลังจ่ายเงินเดือนให้สูงๆ แบบโรงพยาบาลเอกชนแน่ๆ คิดไปคิดมาเจี๊ยบก็เริ่มยอมรับสภาพตามความเป็นจริงว่า “มีเท่าไหร่ก็คงทำไปเท่านั้นก่อน” ให้สมกับความตั้งใจตั้งแต่แรกที่ไม่อยากเห็นคนอื่นลำบากหรือทรมานที่ต้องนั่งรอหมอนานๆ อยากให้เขาได้อยู่ในสถานที่ที่มีบรรยากาศดีๆ สะอาดสะอ้าน แอร์เย็นสบายมากกว่า

สิ่งที่เจี๊ยบฝันอยากจะทำ ไม่ได้ทำเพื่อให้ใครมีความสุข แต่ทำเพื่อให้ตัวเองมีความสุขที่ได้เห็นคนเจ็บไม่ต้องทนทรมาน…ก็เท่านั้น

ตอนนี้เจี๊ยบพยายามประชาสัมพันธ์โครงการฟรีคลินิกออกไปเรื่อยๆ ซึ่งก็โชคดีว่า มีหลายฝ่ายสนใจจะสนับสนุน ส่วนตัวเจี๊ยบเองขอเตรียมความพร้อมให้มากขึ้นด้วยการไปเรียนต่อด้านแพทย์ฉุกเฉินเพิ่มอีกราว 3 ปี

ที่เลือกเรียนสาขานี้เพราะเจี๊ยบคิดว่าจะทำให้เราสามารถรับมือกับคนไข้ได้ครอบคลุมมากกว่าเมื่อเราเปิดให้บริการฟรีคลินิก มันง่ายต่อการเยียวยาเบื้องต้นและสะดวกในการส่งเคสต่อไปด้วย

ถึงวันนี้ “ฟรีคลีนิก” จะยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่รับรองว่า เจี๊ยบไม่มีทางทิ้งฝันนี้ให้เป็นแค่ฝันในอากาศอย่างแน่นอนค่ะ

 

Secret Box

เมื่อมีฝันขอให้ตั้งใจ อดทนอดกลั้น อย่ายอมแพ้ และอย่ากลัว

เจี๊ยบ – ลลนา ก้องธรนินทร์

keyboard_arrow_up