ชีวิตเรียบง่ายใต้ร่มเงาธรรมะ วีเจตะแง้ว บุษบา มหัตถพงศ์ (1)

เมื่อก่อนหากเอ่ยถึงวีเจชื่อดัง เชื่อว่าต้องมีชื่อวีเจ ตะแง้ว - บุษบา มหัตถพงศ์ เป็นหนึ่งในนั้นเพราะเธอเป็นวีเจแชนแนลวีรุ่นบุกเบิกของเมืองไทยและโด่งดังเป็นพลุแตกในช่วงยุค 90 ใครจะรู้ว่าผ่านไปสิบกว่าปี วีเจตะแง้วผ่านช่วงเวลาลำบากมาไม่น้อย ทั้งตกงาน ธุรกิจเจ๊ง คิดฆ่าตัวตายถูกครหาว่า “ตกอับ” กระทั่งเธอสนใจศึกษาธรรมะอันนำไปสู่การใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายแต่ทว่ามีความสุข

วันนี้เธอมาพบเราในชุดสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าอิ่มเอมแจ่มใส พร้อมบอกว่าธรรมะทำให้เธอเปลี่ยนไป “ชีวิต”และ “ธรรมะ” สอนอะไรเธอบ้าง วีเจตะแง้วพร้อมบอกคุณที่นี่แล้ว

 

ก่อนเข้าสู่วงการบันเทิง

ฉันเป็นคนกรุงเทพฯตั้งแต่กำเนิด เติบโตมาในครอบครัวใหญ่ คุณพ่อเป็นนักมวยชื่อดัง “กู้น้อย วิถีชัย” เคยเป็นแชมป์มวยสากลรุ่นฟลายเวท ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน ฉันมีพี่น้อง 4 คน พี่ชายสองคน น้องชายหนึ่งคน ฉันเป็นลูกคนที่สาม แม้ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย แต่ก็อยู่กันอย่างมีความสุข

ช่วงเป็นวัยรุ่นฉันชอบงานวงการบันเทิง จึงเข้าประกวดนางงามและได้ตำแหน่งมาหลายเวที เช่น มิสทีนโอเล่(พ.ศ. 2533), มิสแพนคอสเมติก จังหวัดลำปาง และจังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. 2533) และมิสพาเลส (พ.ศ. 2534)

การเป็นนางงามหลายเวทีทำให้เริ่มเป็นที่รู้จัก จนถูกทาบทามให้เข้าร่วมการเฟ้นหาวีเจหน้าใหม่ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้น ปวส. ปี 1 ที่โรงเรียนกรุงเทพการบัญชีวิทยาลัย หลังจากผ่านการคัดเลือกจนได้เป็นหนึ่งในสี่ของวีเจแล้ว ก็ต้องเข้าอบรมการเป็นวีเจและได้ทำงานเป็นวีเจของสไมล์ทีวีและไทยสกายเคเบิลทีวี ฉันได้ชื่อว่าเป็นวีเจยุคแรกของประเทศไทย เพราะก่อนหน้านั้นมีแต่ดีเจเปิดเพลงในรายการวิทยุ การเป็นวีเจจัดรายการเพลงทางทีวีจึงเป็นอะไรที่แปลกใหม่ในสมัยนั้น

 

วีเจชื่อดังของเมืองไทย

พอมาทำงานเป็นวีเจ ฉันได้ฉายาว่า “เจ้าแม่ทรงผม”เพราะชอบเปลี่ยนทรงผมจัดรายการแทบไม่ซ้ำกัน อาจด้วยบุคลิกที่หลายคนบอกว่าจัดรายการหลุดโลกต่างจากพิธีกรทั่วไปในยุคนั้น ทำให้เป็นที่นิยมของคนดูอย่างรวดเร็ว เมื่อรายการแชนแนลวีจากอังกฤษมาเปิดตัวที่เมืองไทย ทีมงานของสไมล์ทีวีลาออกยกทีมเพื่อมาทำรายการแชนแนลวีด้วยกัน ฉันจึงมีโอกาสย้ายตามทีมมาด้วย

แต่กว่าจะได้เป็นวีเจเต็มตัวของแชนแนลวีต้องผ่านการอบรมจากทีมงานแชนแนลวีอังกฤษถึงหนึ่งปีเต็ม การอบรมครั้งนี้สอนให้ฉันพัฒนาทักษะในการทำงานมากขึ้น ได้ฝึกจากครูฝรั่งที่สอนว่า “ทุกอย่างต้องเป๊ะ” และ “ไม่มีคำว่าผิดพลาด” นอกจากนั้นยังสอนวิธีแก้ปัญหา โดยที่คนดูไม่รู้ว่าเรากำลังทำผิด เรียกว่าต้องรู้จักเนียนไปตามสถานการณ์ให้ได้

การได้ทำงานเป็นวีเจแชนแนลวีนี่เองที่ทำให้ฉันโด่งดังสุดขีด พอมีชื่อเสียง เงินทองก็ตามมา ตอนนั้นใช้เงินเป็นว่าเล่น บินไปช็อปปิ้งที่อังกฤษ ไปฉลองคริสต์มาสกับน้าสาวที่อิตาลี บินไปดูคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น เรียกว่าใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อมาก

ฉันยอมรับว่าการมีชื่อเสียงมีส่วนทำให้เหลิง เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็น “วีเจตะแง้ว” บางครั้งจึงดื้อกับทีมงาน โปรดิวเซอร์ว่าอะไรก็ไม่ค่อยเชื่อฟัง หรือเวลาเห็นน้องพิธีกรทำตัวไม่น่ารักชอบขโมยซีน ฉันจะบอกเลยว่า “ไม่อยากจัดรายการกับคนนี้”

สุดท้ายแล้วโปรดิวเซอร์ก็ต้องเลือกฉัน ทำให้พิธีกรหลายคนต้องตกงาน ตอนนั้นไม่รู้ตัวหรอกว่าทำให้โปรดิวเซอร์และทีมงานปวดหัวแค่ไหน เพราะนึกถึงแต่ตัวเองจนลืมนึกถึงคนอื่น

 

เริ่มธุรกิจส่วนตัว

หลังจากทำงานเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ฉันก็เปิดคลินิกความงามเพราะอยากมีธุรกิจส่วนตัว พอทำธุรกิจจริง ๆถึงได้รู้ว่า “นรกมีจริง” การทำธุรกิจเป็นเรื่องที่เหนื่อยมาก ช่วงนั้นเครียดไปหมด ในใจคิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้มีคนมาใช้บริการ ควรปรับปรุงตัวยาอย่างไร พอหลับตาก็คิดถึงว่าควรออกแบบแพ็คเกจจิ้งอย่างไรให้ดูคุ้มค่า คิดจนรู้สึกว่าสมองไม่ได้พักเลย ถึงเวลานอนก็ไม่นอน ร่างกายเหมือนคนตื่นอยู่ตลอดเวลา บางครั้งเครียดเรื่องลูกน้อง เครียดเรื่องค่าเช่าที่สูงลิบลิ่ว ปัญหาจิปาถะเต็มไปหมด

ช่วงนั้นฉันยังทำงานเป็นวีเจที่แชนแนลวีไปด้วย ดังนั้นทุกเช้าต้องไปจัดรายการ แต่ก่อนทำงานก็ต้องแวะไปเปิดคลินิกก่อน เพราะไม่ไว้ใจใครให้ถือกุญแจแทน ฉะนั้น 7 โมงเช้าต้องถึงคลินิกแล้ว จากนั้นดูแลให้ลูกน้องทำความสะอาด แล้วนั่งรถไฟฟ้ามาที่สุขุมวิท 49 เพื่อจัดรายการ จัดรายการเสร็จก็ต้องกลับไปคลินิกอีก เรียกว่าเหนื่อยสายตัวแทบขาด ป่วยจนต้องแอดมิดเข้าโรงพยาบาลเป็นประจำ

วันหนึ่งฉันนั่งรถไฟฟ้าไปคลินิก รู้สึกปวดชาที่หัวใจข้างซ้ายอย่างรุนแรง จนต้องเปลี่ยนเส้นทางไปโรงพยาบาลแทน โชคดีที่มีพนักงานในคลินิกตามไปด้วย ไม่อยากนึกภาพเลยว่า ถ้าวันนั้นไม่มีเพื่อนไปด้วย ฉันจะแย่แค่ไหน ไปถึงก็ต้องแอดมิดทันที หมอบอกว่าคงเพราะพักผ่อนน้อยไปทำให้ล้มป่วย

แม้งานที่คลินิกจะหนักเหนื่อยขนาดไหน ฉันก็พยายามสู้เพราะมีอีโก้ หยุดไม่ได้ มันเหมือนคนดันทุรัง เครียดมากว่าจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายทุกเดือน ไหนจะค่าเช่า ไหนจะค่าเงินเดือนพนักงาน ทุกอย่างรุมเร้าไปหมด แต่ก็ไม่ยอมหยุดเพราะหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าอีกสักพักคงดีขึ้น

เมื่อไม่เป็นอย่างที่หวัง ฉันเกือบเลือกทางออกที่ไม่มีวันได้กลับมาแก้ตัวอีกเลย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

keyboard_arrow_up