ช่อผกา วิริยานนท์ … ในวันที่ค้นพบสัจธรรมจากความตาย

บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกกับเราได้อย่างเหลือเชื่อ อุ๊ ( ช่อผกา  วิริยานนท์ ) พบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง  แต่เป็นมะเร็งชนิดพิเศษที่มีอายุเพียง 4 วันเท่านั้น! เรื่องมีอยู่ว่า อยู่ดีๆ วันหนึ่งอุ๊รู้สึกว่าเต้านมตัวเองมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ จากคัพบีเป็นคัพซี แข็งโป๊ก และมีอาการเจ็บ ก่อนหน้านี้อุ๊เคยมีซีสต์ถุงน้ำที่เต้านมมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นกับร่างกายก็คิดว่าต้อง “เป็นอะไร” สักอย่างแน่นอน แต่เป็นอะไรนั้นตัวเราเองก็ไม่ทราบ ได้แต่คิดในใจว่าอย่าเป็นในสิ่งที่ฉันคิดเลย เข้าใจว่าป่วยเป็นมะเร็ง ตอนนั้นด้วยความที่เชื่อถือเรื่องการแพทย์ทางเลือกมากกว่าแผนปัจจุบัน (ในกรณีที่เจ็บป่วยเป็นมะเร็ง) อุ๊จึงตัดสินใจไปหาหมอทางเลือกท่านหนึ่งที่ต่างจังหวัดตามคำแนะนำของเพื่อน ก่อนไปก็โทร.สอบถามว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้าง คนรับเรื่องบอกว่าไม่ต้อง แต่พอไปถึงจริงๆหมอบอกว่า ความจริงแล้วอยากให้ไปตรวจกับหมอในโรงพยาบาลก่อนเพื่อจะได้นำคำวินิจฉัยของหมอมาใช้ประกอบการรักษา แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว  หมอก็ตัดสินใจรักษาเลย  ด้วยการใช้มือคลำบริเวณที่เจ็บ  หลังจากสำรวจดูสักพัก หมอพูดว่า “ดูสภาพแล้วเนี่ย เป็นมะเร็งแน่เลย” ได้ยินแบบนั้น ใจอุ๊ไม่ได้วูบหรือตกใจอะไร แต่กลับกลายเป็นว่า“กูว่าแล้ว…ว่าต้องเป็นมะเร็ง” รู้อย่างนี้ก็ดีจะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว สิ้นความสงสัยไปเสียที รู้สึกว่าตัวเองทุกข์ใจน้อยกว่าตอนก่อนไปหาหมอเพราะรู้แล้วว่าตัวเองเป็นอะไร แต่หลังจากนั้นเมื่อขับรถจากต่างจังหวัดกลับบ้านเงียบๆ คนเดียว ความคิดต่างๆ ก็ผุดขึ้นมา มีเสียงหนึ่งในใจพูดว่า “ชีวิตเรามันแค่นี้เองหรือ” อุ๊จินตนาการว่าตัวเองคงอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี นั่นหมายความว่าอุ๊จะตายตอนอายุ 40กว่าๆ […]

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ …ชีวิตนี้ขออุทิศเพื่อเพื่อนมนุษย์

ในโลกออนไลน์ เมื่อคลิกเข้าไปในเฟซบุ๊กของ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ภาพที่เราได้เห็นจะไม่ใช่ภาพดาราโพสท่ากับอาหารจานโปรด หรือภาพกิจกรรมที่แสดงถึงความสุขสนุกสนานแบบคนทั่วไป แต่จะเป็นภาพของผู้ประสบเคราะห์กรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณยายซึ่งเป็นมะเร็งที่ใบหน้าและเป็นแผลลุกลามจนไม่เหลือเค้าเดิม หรือไม่ก็เป็นภาพชีวิตความเป็นอยู่อันแสนอนาถาของสองตายายที่ป่วยเป็นอัมพาต ฯลฯ โดยจะมีการอัพเดตเรื่องราวการช่วยเหลือคนเหล่านี้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง ทั้งยังมีการลงหมายเลขบัญชีไว้ทุกครั้ง เพื่อให้ผู้ใจบุญสามารถบริจาคเงินให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้โดยตรง ในโลกออฟไลน์ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ลงพื้นที่ช่วยผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยมีทีมงานไปกับเขาเพียงไม่กี่คน ก่อนที่จะสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือในโลกออนไลน์ขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีให้หลัง…พร้อม ๆ กับที่ค่อย ๆ ลดงานในวงการบันเทิงลง เหลือเพียงงานกำกับภาพยนตร์เท่านั้นเกิดอะไรขึ้นกับอดีตพระเอกคนหนึ่งที่ตัดสินใจเฟดตัวเองจากโลกแห่งเงินทองและชื่อเสียง แล้วหันไปอุทิศตัวให้กับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยไม่ได้อะไรตอบแทน… ช่วงหลังๆ มานี้รู้สึกว่าคุณเริ่มลดงานในวงการบันเทิงลงเรื่อยๆ นะครับ ผมเริ่มรู้สึกว่าบทบาทที่ได้รับมันไม่สร้างสรรค์สังคมสักเท่าไหร่ มีหนังหรือละครหลายเรื่องที่ติดต่อเข้ามาแล้วผมให้ ไทด์(เอกพันธ์ บันลือฤทธิ์ น้องชายฝาแฝด) ไปเล่นแทน ที่คิดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าผมทรยศหรือดูถูกอาชีพนี้นะครับ แต่ผมอยากรับบทบาทที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนหรือเยาวชนรุ่นต่อไป ถ้าเป็นละครเทิดพระเกียรติหรือละครที่ให้แง่คิดดี ๆ ผมยินดีเล่นให้ฟรีเลย และอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ค่อยรับงานแสดงก็เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงานช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากกับมูลนิธิร่วมกตัญญูนี่ละครับ ถือว่าเป็นงานที่ทำแล้วได้บุญมากเลยนะครับ ครับ แต่ก็ไม่เสมอไปที่เรื่องจะจบแบบนี้ อย่างคุณลุงมัคนายกคนหนึ่งป่วยเป็นอัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ความที่เขาไม่มีญาติ เลยได้แต่นอนอยู่ในห้องมืด ๆ เหมือนโดนขังไว้เป็นเวลากว่าสิบปี ใครผ่านไปก็โยนข้าวให้กิน วันไหนไม่มีใครผ่านไปแกก็นอนอยู่อย่างนั้น แถมตาข้างหนึ่งยังบอดเพราะโดนมดโดนแมลงกัดกิน ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่มาได้ยังไงตลอดเวลาเป็นสิบปีตอนผมไปเจอ สภาพลุงน่ากลัวมาก […]

พระเอกหนุ่มสุดหล่อจิตใจงาม นาย ณภัทร รับปริญญา ไม่ขอช่อดอกไม้ แต่ขอเป็นเงิน !

พระเอกหนุ่มสุดหล่อจิตใจงาม นาย ณภัทร รับปริญญา ไม่ขอช่อดอกไม้ แต่ขอเป็นเงิน ! นาย ณภัทร เสียงสมบูรณ์ ลูกชายสุดหล่อของแม่หมู พิมพ์ผกา ซึ่งซีเคร็ตคุ้นเคยกับสองท่านนี้เป็นอย่างดี ยอมรับว่าเป็นแม่ลูกที่มีธรรมะและชอบทำบุญมาก ในวันที่ 20 กันยายน 2561 (พรุ่งนี้แล้ว) เป็นวันที่ นาย ณภัทร รับปริญญา แล้วแต่เขาบอกว่าของขวัญไม่ขอเป็นช่อดอกไม้นะ แต่ขอเป็นเงินแทน !?   View this post on Instagram Thank you for guiding me, inspiring me and showing me the right path through your experiences and knowledge. I am more than grateful […]

มุย โทมัส สาวน้อยดักแด้ “ความแตกต่างไม่เป็นอุปสรรคต่อความฝัน”

มุย โทมัส (Mui Thomas) ป่วยเป็นโรคเด็กดักแด้ ซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และเกือบจะฆ่าตัวตายเพราะถูกคนแปลกหน้าในโลกไซเบอร์ล้อเลียนเรื่องความผิดปกติของเธอ แต่ความรักจากครอบครัวทําให้เธอกลายเป็นกรรมการกีฬารักบี้คนแรกที่ป่วยเป็นโรคนี้ และเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ 1 มุยอาศัยอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกําพร้าตั้งแต่ยังแบเบาะ เพราะพ่อและแม่แท้ ๆ ทอดทิ้งเธอไปเมื่ออายุได้ 3 ปี ทิน่าและโรเจอร์ โทมัสก็รับมุยเป็นบุตรบุญธรรม แต่ฟ้าหลังฝนของมุยกลับไม่ได้สวยงามเท่าใดนัก เนื่องจากอาการป่วยทําให้ลักษณะทางกายภาพของเธอแตกต่างจากคนทั่วไป ผิวหนังของมุยมีลักษณะแห้ง ลอก และตกสะเก็ดทั่วร่างกาย เผยให้เห็นหนังแท้สีชมพู ด้วยเหตุนี้มุยจึงติดเชื้อบ่อยครั้งเพราะเธอไม่มีหนังกําพร้าสําหรับป้องกันเชื้อโรคและสิ่งสกปรกจากภายนอก เมื่อมุยอายุได้ 4 ปี เธอติดเชื้อทางผิวหนังอย่างรุนแรง ไม่มียาตัวใดสามารถรักษาอาการของเธอได้จนแพทย์เริ่มถอดใจและคิดว่าเธอคงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ในที่สุดยาปฏิชีวนะตัวสุดท้ายก็ทําให้อาการของเธอค่อย ๆ ดีขึ้น จนมุยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ 2 จนกระทั่งมุยอายุได้ 13 ปีก็ต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายอีกครั้ง เมื่อเธอถูกผู้ไม่หวังดีต่อว่าด่าทอและดูถูกอย่างรุนแรงเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของเธอในสังคมออนไลน์ ถึงแม้ว่าการกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ แต่การกระทําเช่นนี้ ทําให้มุยเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เพราะเธอมีปมเรื่องความผิดปกติทางร่างกายอยู่แล้ว คําพูดดูถูกเหยียดหยามที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์จึงเป็นเสมือนมีดที่คอยทิ่มแทงเข้าไปในจิตใจของเธอซ้ําอีก 3 “ฉันไม่รู้ว่าผู้ไม่หวังดีที่หลบซ่อนอยู่หลังหน้าจอคอมพิวเตอร์เหล่านั้นคือใคร แต่มันทําให้รู้สึกว่าฉันไม่สามารถเชื่อใจใครได้” 4 เมื่อการล้อเลียนและดูถูกมุยผ่านทางโลกไซเบอร์เริ่มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น บวกกับความหวาดระแวงคนรอบข้างทําให้เด็กสาวคิดฆ่าตัวตาย เธอเริ่มหยุดใช้ยารักษาอาการป่วย เพราะคิดว่าการใช้ยาทําให้เธอดูผิดแผกจากคนทั่วไป อาการของมุยจึงเริ่มแย่ลง แต่เพราะความรักและการดูแลเอาใจใส่ที่เธอได้รับจากพ่อและแม่ […]

ปาฏิหาริย์จากการสวดมนต์ เติมเต็มความสุขของลมหายใจสุดท้าย

ปาฏิหาริย์จากการสวดมนต์ ทำให้ทุกครั้งที่เธอ สุธีทัศน์ ติณวัฒนานนท์ รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา เธอจะรู้สึกตัวเบา ความเจ็บปวดต่าง ๆ ลดลงอย่างน่าประหลาด

Reo’s Deli เคล็ดลับความสำเร็จพร้อมเสิร์ฟ – ชณา วสุวัต

คนส่วนใหญ่มักกลัวการเปลี่ยนแปลง บ้างก็หวาดกลัวผลลัพธ์ที่ยากเกินคาดเดาแต่ไม่ใช่สำหรับ คุณชณา วสุวัต เจ้าของแบรนด์อาหารแช่เย็น REO’s Deli

เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง : ชีวิตจริงของคนเกเรที่ล้มซ้ำๆ แต่ยังมีวัน “เกิดใหม่”

ผมเกิดในครอบครัวแตกแยก พ่อกับแม่เลิกกันตั้งแต่ผมยังเด็กมาก พ่อมีฐานะมั่นคงกว่าแม่ จึงรับพี่สาวและผมซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องไปเลี้ยงดูที่หัวหิน ส่วนพี่ชายอยู่กับแม่ที่กรุงเทพฯ ต่อมาไม่นานพ่อก็มีภรรยาใหม่ เธอไม่สบายใจนักที่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับลูกเลี้ยง พ่อจึงตัดปัญหาด้วยการพาผมและพี่สาวไปอยู่โรงเรียนประจำ ทั้ง ๆ ที่บ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่กี่ร้อยเมตร

ก้าวที่พลาด บทเรียนครั้งใหญ่ของเด็กชายในสถานพินิจ

ครอบครัวของผมมีฐานะปานกลาง พ่อกับแม่เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ผมมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ผมเป็นคนที่ 4 มีพี่ชาย 3 คน และน้องสาว 1 คน เราเป็นครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ไม่ค่อยดุว่าอะไรมากนัก แต่จะให้เรียนรู้ด้วยตัวเองโดยท่านจะคอยชี้แนะอยู่เสมอ

ธรรมะของนักโทษชาย : stories from our readers

ธรรมะของนักโทษชาย : stories from our reader 13 ในโลกนี้มีอยู่ 2 สถานภาพที่มนุษย์เราไม่พึงปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง อย่างแรกคือ ผู้ป่วย การที่คนเราต้องเจ็บป่วยอยู่ในโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรก็ตาม เช่น มะเร็ง ไตวาย หัวใจ โรคเกี่ยวกับสมอง เอดส์ หรือการที่ร่างกายต้องพิการจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ย่อมเป็นความทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง 0 สถานภาพที่สองคือ การเป็นนักโทษในเรือนจําหรือผู้ต้องขัง เพราะการถูกคุมขังในคุกไร้อิสรภาพนั้นถือเป็นหายนะที่สุดแสนจะทุกข์ทรมานทั้งกายและใจเป็นที่สุด ในวันที่ชีวิตผมแพ้กิเลสตระกูลโลภะแล้วต้องมาใช้กรรมรับโทษอาญาแผ่นดินในเรือนจํากลางขอนแก่นนั้น ทําให้ผมหวนนึกถึงคําสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้าเรื่องทิศ 6 00 ในวันที่ต้องเดินเข้าคุก ชีวิตของผมดูจะหายไป 4 ทิศ คือ ทิศเบื้องซ้าย ไม่มีเพื่อนฝูงเหลือเลย ทิศเบื้องหลัง ภรรยาก็หย่าและมีสามีใหม่ ทิศเบื้องขวาก็ไม่มีใครให้คําปรึกษาอะไรอีกแล้ว ส่วนอดีตลูกน้องทั้งหลายก็ไม่มีใครยอมติดต่อเป็นคนรู้จักกันอีกต่อไป ชีวิตผมเหลืออยู่ 2 ทิศ คือ ทิศเบื้องหน้า บิดามารดาที่ให้โอกาสและอภัยให้ลูกเสมอ กับทิศเบื้องบนคือพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด 1 เมื่อต้องติดคุกใช้กรรม ผมจึงใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสในการศึกษาคําสอนของพระพุทธเจ้า คําสอนที่เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ คือ ให้ละชั่ว ทําดี […]

ชีวิตสุดขั้วของ ตุ๊ก-ดวงตา ตุงคะมณี จากทุกข์ กลายเป็นสุขได้เพราะธรรมะ

บอกตามตรง ดิฉัน (ตุ๊ก-ดวงตา ตุงคะมณี) ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสนั่งเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ใครฟัง เพราะมองไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อันใดกับใคร และไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นตัวอย่างในเรื่องอะไรให้ใครได้ แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเกิดวิกฤติ ชีวิตก็พลิกเปลี่ยน ทำให้ดิฉันได้เข้าใจอะไรๆ ในชีวิตมากขึ้น และมากเพียงพอที่จะเล่าให้คนอื่นฟัง ชีวิตของดิฉันผ่านอะไรต่ออะไรมาเยอะมาก โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงกว่า 30 ปี ผ่านการแต่งงาน หย่าร้าง ได้รู้จักผู้คนมากหน้าหลายตา จนคิดว่าตัวเองรู้จักโลกนี้ดีพอแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงดิฉันกลับไม่รู้อะไรเลย ดิฉันเติบโตมาอย่างมีความสุข แม้ว่าคุณพ่อจะมีภรรยาสองคน แต่ความรักที่ท่านมีให้ดิฉันนั้นเต็มเปี่ยม ดิฉันเป็นลูกสาวคนที่สองในจำนวนพี่น้องสี่คน ด้วยความที่อายุไล่เลี่ยกับน้องชายคนที่สาม ทำให้มีเพื่อนเล่นส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย นิสัยของดิฉันจึงทโมนมากถึงมากที่สุด ไม่ชอบเล่นตุ๊กตา แต่ชอบกระโดดน้ำ ปีนต้นไม้ เรื่องเย็บปักถักร้อย ทำกับข้าว เรียกว่าเป็นศูนย์ ส่วนเรื่องเรียนคิดว่าถ้าตั้งใจเรียนมากกว่านี้ก็น่าจะทำได้ดี ช่วงที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ห้าจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แผนกศิลป์-ฝรั่งเศส ดิฉันไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษเกี่ยวกับเดรสเมคกิ้งแอนด์แฟชั่นดีไซน์ พอกลับจากเมืองนอกก็แต่งงานตอนอายุ 21 ปี เป็นการแต่งงานที่เปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทันที จากเด็กนักเรียนกลายเป็นแม่บ้านเต็มตัว ดิฉันไม่ได้ใช้ชีวิตเป็นสาวเลยก็ว่าได้ แถมมีโลกทัศน์ที่แคบมาก ความจริงแล้วดิฉันเริ่มเห็นปัญหาในชีวิตคู่ของตัวเองตั้งแต่ตอนตั้งท้องแล้ว แม้สามีจะอายุห่างจากดิฉัน 9 ปี แต่ด้วยความที่ดิฉันยังเด็ก ความอดทนยังน้อย ชอบเอาแต่ใจตัวเอง ถือตัวเองเป็นใหญ่ จึงไม่ค่อยฟังเขาสักเท่าไร ส่วนเขาก็มีข้อบกพร่องหลายอย่างที่ดิฉันรับไม่ได้ ทั้งความเจ้าชู้และอื่นๆ แม้คุณแม่จะคอยสอนว่าการครองคู่เป็นครอบครัวนั้น […]

การดูงานที่กลายเป็น การดูคน เรื่องเล่าสุดซาบซึ้งโดย เกตุวดี Marumura

ที่ผ่านมาดิฉันมักนําเสนอแต่คนญี่ปุ่นที่ประสบความสําเร็จและมีชื่อเสียงตลอด เช่น เชฟร้านอาหารชื่อดัง เจ้าของบริษัทที่โด่งดังทั่วญี่ปุ่น แต่ใน Zen Marketing ฉบับนี้ ดิฉันขอนําเสนอสุภาพบุรุษธรรมดาๆ ท่านหนึ่ง 1 หากคุณผู้อ่านกูเกิลหาชื่อของเขา ก็คงไม่เจอเรื่องราวใด ๆ เกี่ยวกับเขา 2 ดิฉันได้พบสุภาพบุรุษแสนพิเศษท่านนี้ตอนพานิสิตปริญญาโทหลักสูตร MBA จุฬาฯไปดูงานที่บริษัท Nippon Steel & Sumitomo Metal ณ เมืองโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น คุณอิซามุ ทามุระ ทํางานที่นี่ เขายืนต้อนรับพวกเราตั้งแต่ตอนรถบัสจอดเทียบท่า แนะนําประวัติบริษัทให้กับพวกเราและพาพวกเรานั่งรถชมโรงงาน 3 ในคณะพวกเราไม่ได้มีแค่นักศึกษาไทย แต่มีนักศึกษาจากประเทศจีนด้วย ตอนพวกเรากําลังจะก้าวเข้าบริษัทคุณทามุระก็ชี้ให้ดูที่เสาธงด้านนอก มีธงไทยและธงจีนโบกสะบัดเคียงข้างกัน 4 เมื่อเข้ามาในห้องประชุมก็มีธงไทยและจีนธงเล็ก ๆ วางอยู่บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย 5 คุณทามุระเป็นผู้ชายตัวเล็ก ๆ ผมขาวหมดทั้งศีรษะ ยิ้มตลอดเวลา ท่านเดินอย่างกระฉับกระเฉงไปที่หน้าห้องและแนะนําตัวเองว่า 6 “ผมชื่อทามุระครับ ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่านนะครับ ปีนี้ผมอายุ 75 ปีพอดี หลังเกษียณผมรับหน้าที่ดูแลผู้ที่มาดูงานที่นี่มาตลอด จริง […]

อุทาหรณ์สอนใจ! ตุ๊กกี้ กับชีวิตที่กตัญญูผิดทางจนต้องติดหนี้บัตรเครดิต

ตุ๊กกี้ สุดารัตน์ บุตรพรหม ตลกหญิง นางเอก พิธีกร นักธุรกิจปลาร้าบรรจุขวด สาวอุดรฯ ผู้ปฏิบัติดีต่อพ่อแม่ด้วยเชื่อมันว่าท่านคือ พระอรหันต์ในบ้าน ทว่ากลับเลือกหนทางกตัญญูผิดพลาดจนต้องติดหนี้บัตรเครดิต และนี่คือเรื่องราวของเธอ ตุ๊กกี้ ที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับใครได้อีกหลายคน ครอบครัวของตุ๊กกี้ประกอบกิจการรถโดยสารเล็กๆ อยู่ที่อุดรธานี พ่อแม่ต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงลูกสามคน ตุ๊กกี้เป็นลูกคนกลางตั้งแต่เด็กท่านจะปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของเงิน ด้วยการให้ตุ๊กกี้ทำงานเป็นกระเป๋ารถตั้งแต่เรียนชั้นป.3 และตุ๊กกี้ก็พยายามหาเงินเพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ด้วยการขายสินค้าจำพวกกิฟต์ช็อปและเครื่องสำอางที่คนนิยมกัน ก็ถือว่าเป็นเงินที่มากพอใช้สำหรับเด็กประถมสมัยนั้น พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตุ๊กกี้ก็กู้ยืมเงินของรัฐบาลมาจ่ายค่าเทอม ค่าหอพัก และค่าใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้เงินของพ่อแม่ และพยายามหางานพิเศษทำ แล้วส่งเงินกลับไปให้ท่านด้วย แม้จะไม่มากนัก แต่ตุ๊กกี้ก็ดีใจที่ได้ส่งเงินไปให้พ่อแม่ใช้ หลังจากได้งานทำแล้วตุ๊กกี้ก็ส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ทุกเดือน ตอนอยู่ภูเก็ตแฟนตาซีได้เงินเดือนสามหมื่นกว่าบาท ตุ๊กกี้ก็ส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่เดือนละสามหมื่นทุกเดือน ตัวตุ๊กกี้เองใช้เศษเงินที่เหลือ ตุ๊กกี้อยู่ได้เพราะมีที่พักฟรี กินข้าวฟรีทุกมื้อ ถึงวันหยุดก็นอนหลับเอาแรง ไม่ค่อยออกไปเที่ยวหรือไปช็อปปิ้งที่ไหน แต่พอย้ายมาทำงานที่เวิร์คพอยท์ เงินเดือนลดลงเหลือหมื่นกว่าบาท แต่ตุ๊กกี้ยอมเพราะฝันตั้งแต่เรียนนาฏศิลป์แล้วว่าอยากทำงานเป็นเบื้องหลังของเวิร์คพอยท์ จำได้ว่าส่งใบสมัครไปที่เวิร์คพอยท์หลายครั้ง ผลคือไม่ว่าจะส่งจดหมายไปกี่ครั้งก็เงียบ แต่ตุ๊กกี้ไม่ยอมแพ้ คิดว่าจะส่งจนกว่าทางบริษัทเบื่อที่จะรับไปเอง สงสัยว่าเขาคงจะเบื่อจริงๆ เพราะพอครั้งที่ 5 เวิร์คพอยท์ก็รับตุ๊กกี้เข้าไปทำงานเป็นคอสตูมของรายการ “คุณพระช่วย” ตุ๊กกี้ดีใจมากแม้เงินเดือนจะลดลงไปกว่าครึ่งก็ยอม ทีนี้ปัญหาคือตุ๊กกี้ตั้งปณิธานไว้แล้วว่า จะส่งเงินให้พ่อกับแม่อย่างน้อยเดือนละสามหมื่นบาท ให้เท่ากับที่เคยให้ในเดือนแรกที่ทำงาน เพราะตุ๊กกี้เชื่อว่า เงินจำนวนนี้พอดีกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ก็เลยตัดสินใจสมัครบัตรเครดิตไว้สิบใบ […]

คริสติน่า อากีล่าร์ ชีวิตจะ “พลิก” แค่ไหนก็ลง “ล็อก” ได้ ถ้ารู้จักปรับใจปรับความคิดของเราเอง

“พลิกล็อก” เป็นคำที่สามารถสื่อความได้ทั้งเชิงบวกและลบ ขึ้นอยู่กับว่า ใจเราเองจะมองให้สิ่งนั้นเป็นแบบไหน ถ้ามองให้ลบ สิ่งนั้นก็เป็นลบ มองให้บวก สิ่งนั้นก็เป็นบวก แต่สำหรับนักร้องสาวฉายาแด๊นซิ่งควีน (Dancing Queen) คนนี้ ติ๊นา – คริสติน่า อากีล่าร์  คำว่า “พลิกล็อก”ยังสื่อความหมายโยงใยไปมากกว่านั้น เริ่มตั้งแต่การแจ้งเกิดในวงการเพลงเมื่อ พ.ศ. 2533 ด้วยอัลบั้ม “นินจา” อัลบั้มแรกในชีวิตของเธอที่มีเพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงโปรโมตหรือหากจะแยกคำคำนี้ออกเป็นคำว่า “พลิก” กับ “ล็อก” คำทั้งสองก็ยังสามารถเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตของเธอได้อีก ชีวิตที่ “พลิกผัน” นำเธอเข้าสู่วงการเพลงโดยไม่คาดคิดแต่ด้วยความทุ่มเทและความพยายามเต็มร้อย รวมทั้งการยอมรับและเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่นานนักชีวิตของเธอก็ลง “ล็อก” เป็นชีวิตที่มีความสุขและเป็นส่วนผลักดันให้เธอก้าวต่อไปในเส้นทางสายดนตรีอย่างสง่างามจวบจนปัจจุบัน เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล ติ๊นาฝันไว้ตั้งแต่เด็กๆ ว่า ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ตาม วันหนึ่งจะต้องได้ร้องเพลง และแล้ววันหนึ่งฝันก็เป็นจริง…ติ๊นาได้เป็นนักร้อง ออกอัลบั้ม มีคนรู้จักเพลงของติ๊นาและร้องตามได้ แต่ติ๊นาก็ไม่เคยคิดไกลกว่านั้นเลยว่าทางข้างหน้าจะเจออะไรบ้าง โดยเฉพาะ “ปัญหา” ที่มาพร้อมกับการทำงาน ช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำงานติ๊นาบอกได้เลยว่า “ท้อ” และ “ไม่เข้าใจ” แต่อย่างน้อยติ๊นาก็โชคดีที่มีพี่เต๋อ (คุณเรวัติ พุทธินันทน์) […]

อาชีพสีเทา กับเงาของเวรกรรมที่ติดตาม

อาชีพสีเทา กับเงาของเวรกรรมที่ติดตาม ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นชาวพุทธแค่ตามทะเบียนบ้านเท่านั้น ไม่เคยเข้าถึงธรรมะจริงๆ สักครั้ง จนวันที่เวรกรรมไล่ล่าเพราะ อาชีพสีเทา จึงได้รู้จักธรรมะอย่างแท้จริง 1 ผมมีน้องชาย 1 คน คุณพ่อคุณแม่ทําอาชีพค้าขาย ช่วงเรียนมัธยมปลายครอบครัวประสบปัญหาทางการเงิน คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถส่งเสียทั้งผมและน้องให้เรียนมหาวิทยาลัยพร้อมกันได้พอจบม.6 ผมจึงเสียสละไม่เรียนมหาวิทยาลัย ให้น้องเรียนแทน ส่วนผมหางานทําเพื่อนํารายได้มาจุนเจือครอบครัว และเก็บเงินเพื่อส่งตัวเองเรียนปริญญาตรีในอนาคต 2 งานแรกของผมคือการแจกใบปลิว และทํางานแจกแบบสอบถามงานวิจัยจากเด็กคนหนึ่งที่มีหน้าที่แค่เรียนหนังสืออย่างเดียว ต้องมาทํางานตากแดดตากลมตลอดวัน ในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันเข้าเรียนมหาวิทยาลัยกันถ้วนหน้า ผมรู้สึกว่าชีวิตผมลําบากกว่าคนอื่น ผมเหนื่อย และความเหนื่อยทําให้ผมต้องสู้ เพราะผมอยากมีชีวิตที่สุขสบายกว่านี้ ดังนั้นถ้ามีโอกาสได้ทํางาน ผมจะไม่ทิ้งโอกาสนั้นเด็ดขาด 3 วันหนึ่งผมไปแจกแบบสอบถามที่บ้านนายพลท่านหนึ่ง เจอลูกสาวนายพล เธอให้ผมเข้ามาในบ้าน เลี้ยงน้ํา เลี้ยงขนมอย่างดี เธอถามผมว่าทําไมต้องมาเดินตากแดดแบบนี้ อยากเปลี่ยนงานไหมเดี๋ยวจะฝากงานให้กับบริษัทแห่งหนึ่งที่เธอทําอยู่ ผมตอบตกลงทันที เพราะถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่อาจทําให้ชีวิตผมก้าวไปข้างหน้า 4 ผมเริ่มงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ลูกสาวนายพลฝากให้ ช่วงแรกมีหน้าที่ยกลังกระดาษใส่รถเข็นไปยังเครื่องพิมพ์ โชคดีที่ผมเป็นคนสนใจทุกอย่างที่เป็นความรู้ โดยเฉพาะเรื่องคอมพิวเตอร์ ผมชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อ่านจนหมดห้องสมุดของบริษัท พออ่านหมดก็อยากอ่านหนังสือใหม่ ๆ เพิ่มเติม แต่ไม่มีเงินซื้อ จึงใช้วิธีเข้าไปอ่านในร้านหนังสือตามห้างสรรพสินค้า แต่อ่านได้ไม่จบเล่ม เพราะกลัวพนักงานจะว่าจึงใช้วิธีจําว่าอ่านถึงหน้าไหนแล้ว ย้ายไปอ่านที่ร้านอื่นไปเรื่อย […]

True Story : ขอสู้ ตราบลมหายใจสุดท้าย

True Story : ขอสู้ ตราบลมหายใจสุดท้าย 1 ตั้งแต่จําความได้ ฉันก็รู้ว่าตัวเองเป็นภาระของพ่อแม่ 2 ฉันเกิดในครอบครัวชาวสวนผลไม้ เป็นพี่สาวคนโตของบ้านที่พ่อแม่หมายมั่นให้เป็นที่พึ่งพิงของน้อง ๆ ทั้งสี่และเป็นแรงหลักในการทํางานช่วยพ่อแม่หาเลี้ยงครอบครัว 3 ทว่าฉันเกิดมาไม่แข็งแรง ป่วยกระเสาะกระแสะมาตั้งแต่เด็ก จึงช่วยงานอะไรไม่ค่อยได้ ขนาดยังไม่ทันลงมือลงแรงหรือออกไปทํางานตากแดดตากลม เลือดกําเดาก็ไหลไม่หยุดเสียแล้ว เรื่องงานหนักไม่ต้องพูดถึง ฉันจึงทําได้เพียงงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น 4 แม้จะดูแลตัวเองดีแค่ไหน แต่ความเจ็บป่วยกลับไม่เคยปรานี ต้องทนเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่อยมา และหากป่วยหนักจนต้องออกไปหาหมอเมื่อไหร่มักกลายเป็นเรื่องใหญ่เสมอ เพราะบ้านของฉันอยู่ในสวนแถบชานเมือง การเดินทางลําบาก แม่ต้องพายเรือออกมาตามคลองประมาณ 1 กิโลเมตร จากนั้นต้องอุ้มฉันลัดเลาะออกมาตามทางเดินลูกรังแคบ ๆ เพื่อไปที่ป้ายรถเมล์ กว่าจะต่อรถไปถึงโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก็ใช้เวลานานหลายชั่วโมง 5 การพาฉันไปหาหมอแต่ละครั้งเท่ากับเสียเวลาทํางานของแม่ไปหนึ่งวัน ทําให้ฉันยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก 6 ยิ่งโตฉันก็ยิ่งไม่แข็งแรง บางครั้งแค่เป็นหวัดกลับต้องนอนซมถึง 3 วัน จึงต้องขาดเรียนบ่อยจนเรียนตามเพื่อนไม่ทัน ซ้ํายังทํากิจกรรมเหมือนกับเพื่อนวัยเดียวกันไม่ได้ หากเป็นวิชาพละ ฉันได้แต่นั่งมองเพื่อน […]

อย่าพูดว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำ เบสท์ – ปรัชญ์วรกิตติ์ ฆฤตภูริภาคย์ นักบินผู้ช่วย สายการบินนกสกู๊ต

อย่าพูดว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำ เบสท์ – ปรัชญ์วรกิตติ์ ฆฤตภูริภาคย์ นักบินผู้ช่วย สายการบินนกสกู๊ต หลายคนที่เห็นนักบินหรือ นักบินผู้ช่วย สวมเครื่องแบบอันทรงเกียรติ ครั้งหนึ่งในชีวิตก็อยากจะมีโอกาสได้ใส่บ้าง เพราะเป็นอาชีพในฝันของใครหลายคน สำหรับ เบสท์ – ปรัชญ์วรกิตติ์ ฆฤตภูริภาคย์ ก็เช่นกัน แต่กว่าที่เขาจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้นั้นต้องเสียน้ำตาและแลกมาด้วยพลังชีวิตทั้งหมดอย่างแท้จริง เบสท์เล่าถึงชีวิตในวัยเด็กว่า “คุณพ่อคุณแม่ของผมแยกทางกันตั้งแต่เด็ก ๆ คุณแม่เลี้ยงดูผมมาตลอด ท่านไม่ได้มีฐานะดีอะไรมากมาย ผมรู้จักว่าความจนเป็นอย่างไร และมีทุกอย่างเป็นอย่างไรในเวลาเดียวกัน ถึงขั้นเคยกินข้าวเหนียวกับปลาเค็มเป็นอาทิตย์ เพราะว่าเราต้องประหยัด “จนกระทั่งประถมศึกษาปีที่ 3 ผมได้ไปหาคุณพ่อบ้างช่วงปิดเทอม คุณพ่อของผมมีฐานะดีพอสมควร เวลาไปหาคุณพ่อผมอยากได้อะไรก็ได้หมดทุกอย่าง พอเปิดเทอมกลับมาที่บ้าน ผมอยากได้ของเล่นแล้วบอกคุณแม่ แต่ไม่ได้ ผมก็ซึม สิ่งแรกที่คุณแม่พูดซึ่งติดใจผมมาตลอดคือ ‘แม่เอาลูกมาลำบากหรือเปล่า’ วินาทีนั้นทำให้ผมฝังใจมาจนถึงตอนนี้ว่า ผมจะไม่ทำให้คุณแม่ลำบาก เพราะคุณแม่เลี้ยงทั้งผมและน้องชาย ท่านเหนื่อยมากเวลาเลี้ยงดูเรา 2 คน “โชคดีที่สามีใหม่ของคุณแม่ท่านเป็นคนดี แต่ผมก็ยังยึดถือความตั้งใจเดิมคือ จะต้องทำให้คุณแม่สบายด้วยตัวผมเองให้ได้ ช่วงมัธยมต้นมีพี่ ๆ ที่รู้จักแนะนำงานเดินแบบให้ที่เชียงใหม่ ผมก็ทำ และเริ่มคิดว่าจะทำงานในวงการบันเทิงดีไหม เพราะจริง […]

คริส เลมี่ เพื่อนใจคนไร้บ้าน

ใครจะคาดคิดว่ากีตาร์เพียงตัวเดียวสามารถมอบชีวิตใหม่ให้แก่คนไร้บ้านในกรุงนิวยอร์กได้มากมาย ทั้งยังเปลี่ยนแปลงชีวิตของ คริส เลมี่ (Chris Leamy) ชายหนุ่มธรรมดา ๆ อาชีพนักการธนาคารแถววอลสตรีท วัย 28 ปีได้ถึงเพียงนี้ 1 เมื่อสองปีก่อน ขณะที่ คริส เลมี่ กําลังเดินกลับบ้าน เขาบังเอิญได้พบกับหญิงไร้บ้านคนหนึ่ง เธอชี้มาที่กีตาร์ของคริส พร้อมกับกล่าวว่า “ชีวิตของฉันคงจะง่ายขึ้นมาก หากฉันมีกีตาร์บ้างสักตัว” หลังจากนั้นคริสจึงได้พูดคุยกับเธอและพบว่า คนไร้บ้านที่สามารถเล่นดนตรีได้จะหาเงินได้มากกว่าคนไร้บ้านธรรมดาทั่วไป จากนั้นเป็นต้นมา คริสจึงมักสะพายกีตาร์ของเขาไปนั่งเล่นใกล้ ๆ คนไร้บ้านเสมอ และมอบเงินที่ได้จากการเล่นกีตาร์ให้แก่คนไร้บ้านที่เขาไปนั่งอยู่ด้วย จากการพูดคุยกับคนไร้บ้านทําให้คริสได้รู้ว่า แท้จริงแล้วคนทั่วไปมีทัศนคติต่อคนเหล่านี้อย่างผิด ๆ พวกเขามักมองว่าคนไร้บ้านคือพวกติดสุรา ไม่ประกอบอาชีพใด ๆ จนสุดท้ายต้องถูกผลักไสออกจากบ้าน แต่ในความเป็นจริง คนเหล่านี้มีเหตุผลส่วนตัวมากมายที่ไม่สามารถบอกใครได้ ซึ่งบางคนก็ไม่ได้ตั้งใจออกมาเร่ร่อนอยู่กลางถนนด้วยซ้ํา เมื่อทราบดังนั้น คริสจึงพยายามช่วยเหลือคนไร้บ้านอย่างจริงจัง โดยการบริจาคเงินในจํานวนเท่ากับที่เขาได้จากการเล่นดนตรีช่วยคนไร้บ้านในแต่ละวันให้แก่ The Bowery Mission ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยเหลือคนไร้บ้านด้านที่พักอาศัยในกรุงนิวยอร์ก นอกจากนั้นเขายังได้ระดมทุนจากผู้ที่ติดตามเขาผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค ด้วยการติดแฮชแท็ก #HePlaysForMe อีกด้วย 2 หลังจากนั้นไม่นาน ความดีที่คริสทําก็ออกดอกออกผลงดงาม ภายในหนึ่งปีเขาสามารถหาเงินช่วยเหลือคนไร้บ้านได้มากถึง […]

True Story : วิ่งไขว่คว้าหา ความสุข จนชีวิตต้องทุกข์แสนสาหัส

True Story : วิ่งไขว่คว้าหา ความสุข จนชีวิตต้องทุกข์แสนสาหัส มีคนเคยบอกว่าฉันเป็นผู้หญิงที่โหยหาความรักมาตลอดชีวิต ถึงแม้ภายนอกฉันดูเป็นผู้หญิงทำงานเก่ง หน้าที่การงานก้าวหน้า เป็นคนสนุกสนาน มึงมาพาโวย และใจป้ำกับทุกคน จึงมีเพื่อนฝูงมากมาย แต่เรื่องความรักฉันดันไปไม่ถึงไหน มีอันต้องล้มเหลวทุกครั้งไป ฐานะครอบครัวของฉันไม่ได้ยากจน แต่ฉันไม่เคยมี ความสุข อย่างแท้จริงเสียที ครอบครัวของฉันเป็นคนจีน มีพี่น้องสามคน ฉันเป็นพี่สาวคนโต คนกลางเป็นชาย คนสุดท้องเป็นผู้หญิง ตอนเด็ก ๆ ฉันไม่รู้ว่าพ่อทำอาชีพอะไร เห็นพ่อออกไปทำงานทุกวัน ส่วนแม่เปิดร้านทำผมที่บ้านแก้เหงา บ้านของเราเป็นตึกแถวหนึ่งคูหาอยู่ใจกลางเมือง ตามประสาคนจีนหัวเก่า พ่อของฉันให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ยิ่งครอบครัวเรามีลูกชายคนเดียว พ่อยิ่งใส่ใจมากกว่าลูกคนอื่นเป็นพิเศษ เราสามคนได้เข้าเรียนโรงเรียนเอกชนฝรั่งชายล้วนและหญิงล้วนที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ย่านใจกลางเมือง ตอนแรกฉันกับน้องสาวเกือบไม่ได้เข้าเรียน เพราะพ่อจะส่งน้องชายเรียนคนเดียว ส่วนฉันกับน้องสาวพ่อจะให้เข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาลทั่วไป โชคดีที่แม่เกลี้ยกล่อมพ่อให้ลูกทั้งสามได้เรียนเหมือนกัน ฉันรู้สึกมาตลอดว่า พ่อไม่ใส่ใจเพราะฉันเป็นลูกสาว ฉันจึงพยายามทำตัวเก่งกล้า พูดจาไม่กลัวใคร เพื่อแสดงอำนาจเหนือน้องชาย แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเรียกความสนใจจากพ่อไม่ได้อยู่ดี พ่อยังคงปล่อยให้ลูกสาวอยู่กับแม่เสียเป็นส่วนใหญ่ แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันรู้สึกอับอายไม่อยากไปโรงเรียน คือจู่ ๆ เพื่อนก็มาล้อว่าพ่อของฉันเป็นคนฆ่าหมู ตอนแรกฉันงงมาก เพราะตั้งแต่จำความได้ฉันก็ไม่เคยรู้เลยว่าพ่อทำอาชีพอะไร ฉันตะโกนโต้เถียงกับเพื่อนด้วยความโมโห บอกว่า […]

keyboard_arrow_up