ในวัดควร มีสัตว์เลี้ยง หรือนําสัตว์เลี้ยงเข้าไปหรือไม่ โดย ณัฐพบธรรม

ณ วัดแห่งหนึ่ง ปกติในวัดไม่ มีสัตว์เลี้ยง ใดๆ และที่หน้าประตูวัดก็มีป้ายห้ามนําสัตว์เลี้ยงเข้ามาในวัด แต่ช่วงหลังผมเริ่มเห็นทั้งแมวและสุนัขในวัด คาดว่าน่าจะเป็นคนที่ไปอยู่วัดเลี้ยงเอาไว้ด้วยใจที่มีเมตตา 1 นอกจากนี้เราคงเคยเห็นข่าวเกี่ยวกับสุนัขแสนรู้ที่ช่วยพระบิณฑบาต ภาพที่ดูน่ารักดังกล่าวนํามาสู่ความอยากเล่าให้ฟังว่า ในวัดควรมีสัตว์เลี้ยงหรือไม่ เราควรนําสัตว์เลี้ยงเข้าวัดหรือไม่ เพราะอะไร 2 แน่นอนว่า หากมองในมุมของการช่วยเหลือสัตว์ การได้บุญและความมีเมตตา การให้อาหารและที่อยู่อาศัยกับสัตว์ก็เป็นสิ่งที่สมควรทําอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม หากนําเรื่องสถานที่มาพิจารณาร่วมด้วย การกระทําที่ถือว่าดีต่อสัตว์ อาจไม่ใช่การให้พวกเขาอยู่ในวัด 3 หลายคนพอได้อ่านประโยคดังกล่าว อาจเกิดความรู้สึกไม่เห็นด้วย เพราะพระพุทธศาสนาสอนเรื่องความเมตตาและการทําบุญ วัดซึ่งเป็นสถานที่เผยแผ่คําสั่งสอนจึงควรมีเมตตาด้วยการเลี้ยงสัตว์และให้ที่พักอาศัย และหากสัตว์เลี้ยงบางตัวมีจิตอนุโมทนาในขณะที่มีคนทําบุญ หรือฟังธรรมและจิตน้อมตามบทธรรมเขาก็จะได้บุญด้วย การนําสัตว์เลี้ยงเข้าวัดจึงเป็นสิ่งที่ควรทํา 4 ก่อนอื่นผมต้องขอสนับสนุนว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับความเมตตาและเรื่องบุญนั้นถูกต้องแล้วแต่ความเข้าใจดังกล่าวทําให้ลืมพิจารณาองค์ประกอบอื่นซึ่งมีความสําคัญเช่นกัน จึงทําให้เจตนาที่ดีนั้นกลับกลายเป็นการทําร้ายสรรพสัตว์โดยไม่รู้ตัว 5 องค์ประกอบสําคัญที่ผมกล่าวถึงคือ บาปที่สรรพสัตว์มีโอกาสได้รับเมื่ออยู่ในวัด เพราะสัตว์เหล่านี้ต้องขับถ่าย ซึ่งทําให้วัดสกปรก หรือสัตว์บางตัวอาจกัดหรือข่วนทําให้ทรัพย์สินของวัดเสียหาย การกระทําดังกล่าว ได้บาปหนักมาก ๆ เพราะเป็นการทําให้ของสงฆ์สกปรกเสียหาย 6 บางครั้งการส่งเสียงของสัตว์ตามสัญชาตญาณทั่วไปก็รบกวนการปฏิบัติธรรมหรือการจําวัดของพระ บางครั้งสัตว์อาจกัดหรือทําร้ายพระ ซึ่งก็จะได้บาปหนักมาก 7 ในขณะเดียวกันสัตว์บางตัวอาจรบกวนหรือกัดคนที่ไปทําบุญ หรือการที่ในวัดมีสัตว์บางชนิดอาจทําให้บางคนที่ไม่ชอบสัตว์ดังกล่าวไปวัดอย่างไม่มีความสุข ขาดความสงบและไม่อยากไปทําบุญ การขัดขวางการทําบุญดังกล่าวก็ทําให้สัตว์เหล่านั้นมีโอกาสได้บาปเช่นกัน (สัตว์ทําบุญก็ได้บุญ […]

เบญจภาคีวารีปาฏิหาริย์ เล่าขานตํานาน หลวงพ่อลอยน้ำ 5 องค์

เบญจภาคีวารีปาฏิหาริย์ เล่าขานตำนาน หลวงพ่อลอยน้ำ 5 องค์ ตามตํานานกล่าวว่า พี่น้องชาวเมืองเหนือ 5 คน บวชเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา และสําเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน จึงพร้อมใจกันตั้งสัจอธิษฐานว่า “เกิดมาชาตินี้จะขอบําเพ็ญบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ แม้ตายไปแล้วก็จะสร้างบารมีช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ต่อไปจนกว่าจะถึงซึ่งนิพพาน” 1 เมื่อพระอริยบุคคลทั้ง 5 ดับขันธ์แล้ว ก็เข้าสถิตอยู่ในองค์พระพุทธรูปทั้ง 5 องค์ ด้วยปรารถนาจะช่วยปลดเปลื้องทุกข์ให้คนที่อยู่ทางใต้ จึงลอยน้ำลงมาตามแม่น้ํา 5 สาย 2 เมื่อชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ํำเห็นพระพุทธรูปทั้ง 5 องค์ลอยน้ํำมา ต่างพากันเลื่อมใส จึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นฝั่งและอาราธนาให้ขึ้นประดิษฐานที่วัดใกล้กับจุดที่ชะลอองค์พระขึ้นจากแม่น้ํำ ดังนี้ 3 • หลวงพ่อโสธร ลอยมาตามแม่น้ํำบางปะกง ประดิษฐานที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร อําเภอเมืองฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา 4 • หลวงพ่อโต ลอยมาตามแม่น้้ำเจ้าพระยา ประดิษฐานที่วัดบางพลีใหญ่ในอําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 5 • หลวงพ่อบ้านแหลม ลอยมาตามแม่น้ํำแม่กลอง ประดิษฐานที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร (วัดบ้านแหลม) อําเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม 6 • […]

หมอชีวกโกมารภัจจ์ คนที่สังคมต้องการ

เมื่อพิจารณาประวัติของบุคคลสำคัญในสมัยพุทธกาล ชีวิตของ หมอชีวกโกมารภัจจ์ ดูจะเป็นเรื่องราวที่ตอกย้ำคำพูดที่ว่า“ปัญญาเหนือโชคชะตา”ได้เป็นอย่างดี

Dhamma Daily : สาเหตุของ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกิดจากอะไร

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกิดจากอะไร และในทางพระพุทธศาสนา ภัยพิบัติเหล่านี้มีที่มาอย่างไร ซีเคร็ตมีคำตอบมาฝาก

วัดโสมนัสวิหารราชวรวิหาร แหล่งปฏิบัติธรรม ชำระจิตใจ กลางกรุง

วัดโสมนัสวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2396 เป็นวัดซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้าง

Dhamma Daily : วิธีฝึกนั่งสมาธิ เบื้องต้น สำหรับคนคิดมาก ฟุ้งซ่าน ท้อแท้ง่าย

ถาม : ผมเป็นคนคิดมาก ฟุ้งซ่าน ท้อแท้ง่ายๆ ชอบโทษตัวเอง อยากหาวิธีแก้ และ วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้น รบกวนขอคำแนะนำจากพระอาจารย์ด้วยครับ

สิทธิที่จะตายอย่างสงบ – ธรรมะของพระไพศาล วิสาโล

สิทธิที่จะตายอย่างสงบ – ธรรมะของพระไพศาล วิสาโล เขมานันทะ นักเขียนและศิลปินที่หลายคนนับถือเป็นครูทางจิตวิญญาณ ได้เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งประทับใจมากในวัยเด็ก คือเมื่อทวดของท่านสิ้นลม ตอนที่ท่านจากไปนั้น “ท่านนั่งขัดสมาธิพิงเสาเรือน ใบหน้าอิ่มเอิบ ผิวงามผู้ใหญ่บอกให้ผมเข้าไปกราบใกล้ๆ ผมไม่รู้สึกกลัวเลย” เขมานันทะยังเล่าถึงป้าวัย 93 เมื่อจะสิ้นลม ท่านรู้ตัวดีสั่งให้ไปตามพระเก้ารูปมาสวดชยันโต ท่านจากไปโดยพนมมืออยู่บนอกขณะที่พระกำลังสวดมนต์   การตายอย่างสงบนั้นมิใช่สิ่งเหนือวิสัยของปุถุชน และไม่ได้จำกัดเฉพาะภิกษุผู้ทรงศีลเท่านั้น   แม้คนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงความสงบในวาระสุดท้ายได้ จะเรียกว่านี่เป็นสิทธิของทุกคนก็ว่าได้ แต่ไม่มีสิทธิอะไรที่ได้มาเปล่าๆ ต่อเมื่อทำหน้าที่ครบถ้วน เราจึงจะได้สิทธินี้มา   การตายนั้นเป็นหน้าที่ของทุกชีวิต หากเราทำหน้าที่นี้ด้วยดี   เราจึงจะได้สิทธิในการตายอย่างสงบ ปัญหาก็คือคนทุกวันนี้ไม่ยอมรับว่าตัวเองมีหน้าที่ดังกล่าว หรือถึงจะยอมรับแต่ก็พยายามบ่ายเบี่ยง หลีกเลี่ยง หรือผัดผ่อนตลอดเวลา เพียงแค่ระลึกถึงความตายที่จะต้องเกิดขึ้นกับตน คนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากทำแล้ว อ้างว่าเป็นเรื่องไกลตัวบ้าง เป็นอัปมงคลบ้าง ผลก็คือเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงจึงตายอย่างกระสับกระส่ายทุรนทุราย   การทำหน้าที่ต่อความตาย ประการแรกหมายถึง การยอมรับว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องตาย   ความตายเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีใครหนีพ้น เขมานันทะเล่าถึงป้าผู้ชราว่า เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ มีญาติวิ่งตื่นตกใจมาบอกว่าหลานผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งเสียชีวิตแล้ว ท่านฟังจบก็พูดเบาๆว่า“มึงเคยเห็นคนไม่ตายบ้างเหรอ” ประการต่อมาคือ การเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับความตายอยู่เสมอ เพราะความตายนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ “เตรียมตัว”หมายถึงการทำสิ่งสำคัญในชีวิตให้แล้วเสร็จ […]

Dhamma Daily : ธรรมะข้อใดช่วยให้ลูกหายจาก โรคสมาธิสั้น

มีธรรมะข้อใดบ้างไหมคะที่จะสามารถช่วยให้ลูกสาว หายจากโรคสมาธิสั้น ได้ ? เรื่องนี้ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ท่าน ว. วชิรเมธี มีคำแนะนำ

อยู่คนเดียวให้ได้ แง่คิดธรรมะดี ๆ โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

อยู่คนเดียวให้ได้ แง่คิดธรรมะดี ๆ โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ เห็นท่านนะ ไม่เหมือนฆราวาส ฆราวาสอายุเยอะขึ้น แค่เกษียณอายุก็แย่แล้วละ เกษียณอายุใจก็เศร้าหมองแล้ว เคยมีอํานาจก็ไม่มี รายได้ก็ลดลง อะไรอย่างนี้ ลําบาก กลุ้มใจ กลุ้มใจแล้วก็เลยคิดมาก 1 ทําไมลูกไม่มาเยี่ยม หลานไม่มาเยี่ยม โกรธมันอีก พอมันมาก็ด่ามัน มันก็ยิ่งกลัวหนักใหญ่ มันไม่มาเลย คราวนี้ไม่มาก็เที่ยวด่ามันลับหลังอีก ใจเต็มไปด้วยโทสะ ไม่มีความสุข พวกเราเตรียมตัวไว้นะ วันข้างหน้าตอนที่เราแก่ มันไม่มีแล้ว ระบบครอบครัวแบบโบราณ อยู่ตัวคนเดียวแทบทั้งนั้น อยู่กันสองคนบ้าง อยู่คนเดียวบ้าง 2 วันข้างหน้าเราจะเหงา เราจะว้าเหว่ “ถ้าเราภาวนาไม่เป็น” เหมือนพวกฝรั่งแก่ ๆ ถึงมีเงินก็เหงา คุยกับหมา คุยกับแมวไปวัน ๆ คุยกับคนไม่ได้ ไม่มีใครคุยด้วย ต่างคนต่างอยู่ 3 วันข้างหน้าพวกเราก็จะเหงามากนะ “ต้องฝึก” ฝึกการอยู่คนเดียวให้ได้ ที่จริงเราไม่ได้อยู่คนเดียว เราอยู่กับธรรมะ 4 […]

สนทนาธรรมร่วมสมัย ระหว่าง “พระนักเผยแผ่รุ่นใหม่” และ “ลูกศิษย์สุดแนว”

ฉบับนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์ผู้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ได้มาให้ความรู้ทางธรรมและตอบข้อสงสัยที่หลายคนอยากรู้โดยมีลูกศิษย์สุดแนว ป๊อด – ธนชัย อุชชิน เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ตั้งคำถามสุดจี๊ด พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้งทางโลกและทางธรรมกับพระอาจารย์ ก่อนการสนทนาธรรม Secret ได้ซักถามถึงความเป็นมาในการทำงานร่วมกันทั้งทางโลกและทางธรรมระหว่างพระอาจารย์และลูกศิษย์ ย้อนไปเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว คุณป๊อดและพระอาจารย์พบกันได้อย่างไรคะ พระอาจารย์นวลจันทร์ : เจอกันครั้งแรกที่สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า ประเทศเนปาล เมื่อก่อนอาจารย์ก็แทบไม่รู้จักป๊อดเลย แต่เคยได้ยินชื่อบ้าง เพราะเราเป็นพระสายปฏิบัติความเคลื่อนไหวทางโลกหายไป ช่วงที่อาจารย์พาคณะลูกศิษย์ไปอินเดีย และเดินทางไปที่เมืองลุมพินี ในประเทศเนปาลได้มาเจอป๊อดที่ที่พักโดยบังเอิญ หนึ่งในลูกศิษย์ที่ไปด้วยกันเป็นรุ่นพี่ของป๊อดที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ จึงชวนป๊อดมารู้จักพระอาจารย์ ป๊อด : ครับ รุ่นพี่คนนั้นชื่อ พี่ใหญ่ เจอกันโดยบังเอิญที่ที่พัก พี่เขาชวนมากราบพระอาจารย์ ผมก็เข้าไปกราบท่านพอได้เจอท่าน ท่านก็ชวนคุย แล้วพี่ใหญ่ก็แนะนำว่า “คนนี้ชื่อป๊อด เป็นนักร้องที่เรานำเพลงเขามาใช้ในคอร์สปฏิบัติธรรมครับ” ผมดีใจมาก ไม่น่าเชื่อว่าเพลงของเรานำไปใช้ในสถาน-ปฏิบัติธรรมได้ด้วย จากนั้นท่านได้มอบหนังสือที่ท่านเขียนให้ผมนี่เป็นครั้งแรกที่พบท่านครับ วันนั้นคุณป๊อดก็ได้รู้ว่าตัวเองเกิดวันเดียวกับพระอาจารย์ด้วย ป๊อด : วันนั้นอยู่ ๆ พระอาจารย์ก็ถามว่าผมเกิดวันที่เท่าไหร่เดือนอะไร ปีอะไร ผมตอบไปว่า 24 พฤษภาคม 2514 ท่านก็ว่า “อ้าว ตรงกับอาตมาเลย” เลยได้รู้ว่าเกิดวันเดียวกับท่าน คุณป๊อดเข้ามาช่วยงานพระอาจารย์ได้อย่างไรคะ ป๊อด : หลังจากนั้น คุณจอม (ปรียวิศว์ โยธีพิทักษ์) ลูกศิษย์ท่านก็โทร.มาหา บอกว่าพระอาจารย์เชิญไปแลกเปลี่ยนมุมมองในคอร์สปฏิบัติธรรมของท่าน และให้เอากีตาร์มาเล่นดนตรีด้วยปกติผมเล่นคอนเสิร์ตให้คนสนุก กระโดดตัวลอย เฮฮาครั้งนั้นเล่นให้ผู้ชมที่ใส่ชุดขาว นั่งกับพื้นดู และทุกคนดูสงบถือเป็นมิติใหม่ในการแสดงดนตรีของผมมาก (หัวเราะ) พระอาจารย์ให้คุณป๊อดมาช่วยงานด้านไหนคะ พระอาจารย์นวลจันทร์ : จริง ๆ แล้วเขาก็เหมือนเทศน์กัณฑ์บทเพลง บทธรรม ถ้าฟังดี ๆ ก็เหมือนเทศน์กัณฑ์หนึ่งเลยนะคนทั่วไปอาจไม่ได้สนใจหรือตรึกตรองตรงนี้เท่าไร แต่พอทีมงานนำเพลงมาใช้ในหลักสูตรปฏิบัติธรรม เราเอาเพลงเขามาทำเป็นสื่อการสอน เช่น เพลง “มา” ที่มีเนื้อร้องว่า “ทุกอย่างแล้วก็ว่างเปล่า ทุกสิ่งเพียงแค่ชั่วคราว เมื่อเห็นทุกข์ในเรื่องราวและรู้ว่าทุกสิ่งต้องปวดร้าว” นี่เป็นหลักธรรมตั้งแต่ไตรลักษณ์หลักอริยสัจ เชื่อมโยงไปถึงวงจรปฏิจจสมุปบาท จึงมองว่าน่าจะมาทำงานเผยแผ่ธรรมะร่วมกันได้ เพื่อเสริมให้คนทั่วไปเห็นว่าธรรมะแฝงอยู่ทั่วไป ทั่วทุกอณูในชีวิต และทุกอย่างในโลก ในฐานะศิลปินเขาก็แฝงบทธรรมเหล่านี้ไว้ จึงขอให้เขามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ทางธรรมด้วยกัน เพราะฉะนั้นเวลามีคอร์สปฏิบัติธรรมจึงเชิญเขามาเสริมด้านเนื้อธรรม แก่นธรรม โดยเฉพาะหลัง ๆ มีคนรุ่นใหม่มาเข้าคอร์สกันมาก ถ้าเขาได้ฟังบทเพลงธรรมะประกอบก็จะปรุงจิตให้อ่อนโยน นี่แค่เพลงเดียวเองนะ เพลง “มา” ที่พระอาจารย์พูดถึงนี้ คุณป๊อดได้แรงบันดาลใจในการเขียนมาจากไหนคะ ป๊อด : หลังจากผมบวชประมาณ 4 เดือนครึ่ง เมื่อกลับมาเป็นฆราวาสก็ตรึกตรองดูว่าเราเข้าใจอะไรที่พระพุทธเจ้าทรงสอนบ้าง จึงได้เขียนเพลง “มา” ซึ่งผมซ่อนความหมายในเนื้อเพลงไว้ว่า “(พระพุทธเจ้า) มาทำให้ฉันมีความสุข ในโลกที่ไม่เคยหยุด และไม่เคยรู้มาก่อน มาทำให้ฉันมองดูใหม่ ลึกลงไปในจิตใจ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ผมซ่อนความหมายนี้เอาไว้เนียน ๆ เพราะจริง ๆ แล้วเราแต่งเพื่อบอกตัวเอง ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่จะไปสอนใคร เราแค่เข้าใจอะไรก็เขียนเป็นเพลง เพื่อสอนใจตัวเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพลง “มา” “ตาสว่าง” หรือเพลงอื่น ๆ ผมเพียงคิดว่าหากเพลงนี้ไปตรงกับชีวิตใคร แล้วทำให้เขาตาสว่างขึ้นด้วยนับเป็นเรื่องดี จนกระทั่งลูกศิษย์พระอาจารย์มาถอดรหัสและนำไปใช้ ซึ่งผมก็ดีใจที่สุดท้ายแล้วมันเป็นประโยชน์ต่อคนที่มาปฏิบัติธรรม การสนทนาธรรม ป๊อด : ในฐานะที่ผมเป็นคนทำงานในวงการบันเทิงมักได้ยินคำถามที่ว่า คนที่ทำอาชีพแบบนี้ คือในวงการบันเทิง ทั้งนักร้อง นักแสดง ทำให้คนเกิดกิเลส ผิดศีล พระอาจารย์เห็นอย่างไรครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ลองตัดคำว่า “อาชีพแบบนี้” ออกไปก่อน และมองว่าอกุศล กาม หรือแม้แต่โทสะ หรือกิเลสอื่น ๆ ล้วนเกิดขึ้นที่ ใจเรา ไม่ได้เกิดขึ้นที่การเป็นนักร้องนักแสดง สิ่งสวยงามในโลกนี้ไม่ใช่กาม ทุกอย่างเป็นกลาง ๆและเป็นอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้เราเน้นดูที่ “ข้างใน”เพราะเรายังต้องอยู่กับโลก ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ คนส่วนมากมองว่า การละเล่น การแสดง การละครทำให้คนเกิดกิเลส เกิดอกุศล ถ้าตอบว่า “ใช่” แล้วอาชีพอื่นและสิ่งอื่น ๆ ในโลกนี้ล่ะ ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส เกิดอกุศลเลยหรือ นอกจากนักร้อง นักดนตรี และนักแสดงแล้วสิ่งอื่น ๆ คุณไม่เคยมองเห็นโทษเลยใช่ไหม เช่น การช็อปปิ้งการกิน ไม่เป็นกิเลสเลยหรือ จริง ๆ แล้วทุกอย่างเหมือนกันหมด พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราดูเจตนาข้างใน แม้แต่ผู้ที่ทำอาชีพบันเทิงก็ต้องดูว่ามีจุดมุ่งหมาย ความตั้งใจจะสื่ออะไรให้ผู้ชม ผู้ฟัง มีเจตนาที่จะมอมเมาหรือยั่วให้คนที่ยังไม่เกิดโลภะให้มีโลภะ หรือที่ยังไม่เกิดโทสะก็ทำให้เกิดโทสะ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ชัดเจนว่าเป็นอกุศล ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีเจตจำนงสนับสนุนให้เกิดการตื่น ตาสว่าง เกิดปัญญา เข้าใจชีวิต เข้าใจสัจธรรมว่า ทุกสิ่งเพียงชั่วคราว ทุกอย่างแล้วว่างเปล่า หากเป็นเช่นนี้ตอบได้เลยว่าไม่ผิดศีล เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าเรามีเจตนาเช่นไร   ป๊อด : พระอาจารย์มีคำแนะนำในการปฏิบัติธรรมสำหรับคนในวงการบันเทิงหรือทำงานกลางคืนอย่างไรบ้างครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : อาจารย์พูดเสมอว่า การปฏิบัติธรรมไม่มีกลางวัน ไม่มีกลางคืน ทำอะไรก็ทำไป แต่ไม่ไปจากธรรม ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าทำอะไร แต่อยู่ที่ว่ามีธรรมอยู่หรือเปล่าถ้าธรรมไม่อยู่แล้วก็ไม่น่าทำ เพราะธรรมไม่อยู่แล้วจะเป็นกรรม ถ้ายังเลิกทำอาชีพแบบนี้ไม่ได้ก็ให้มีธรรมประจำใจ เช่นสมาธิ สติ หรือกุศลอื่น ๆ โดยเฉพาะธรรมภาคปฏิบัติ เช่นการกลับมาดูลมหายใจเป็นช่วง ๆ ในระหว่างการทำงาน ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือทำอาชีพอะไรก็ตาม แม้จะไม่ได้บริสุทธิ์ทั้งหมด แต่ช่วงเวลาที่กลับมาอยู่กับลมหายใจ จิตก็มีที่ตั้ง มีสติ มีสมาธิ เรียกว่า ธรรมยังประกบอยู่กับโลก ต่อให้อาชีพนั้นเป็นบาป เป็นอกุศล แต่ถ้าคุณไม่ได้เอาจิตไปอยู่กับงานตรงนั้นทุกวินาที ทุกนาที หรือทุกชั่วโมง โดยมีบางช่วงที่ถอนจิต ถอนความรู้สึกให้มาอยู่กับกุศล ให้ใจสงบ ร่มเย็นธรรมก็ยังมีส่วนร่วมกับโลก เมื่อธรรมอยู่กับโลก ธรรมก็คุ้มครองโลก ป๊อด : การปฏิบัติเช่นนี้น่าจะเหมาะกับทุกคนทุกอาชีพใช่ไหมครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ส่วนมากจะเน้นอาชีพที่ล่อแหลมเมื่อเรายังไม่หลุดพ้นและยังต้องอยู่ในโลก ก็ไม่ควรหนีไปจากโลก แต่ขอแค่ให้ธรรมได้มีส่วนร่วมอยู่ในชีวิตของคุณ ขอให้ธรรมมีส่วนแทรก แหวก เจาะ ทะลุทะลวง แทรกเข้าไปในเวลาที่คุณประกอบกิจนั้น ๆ ให้ธรรมะภาคปฏิบัติ เช่น การดูลมหายใจชะแว้บเข้ามา ในช่วงที่อยู่กับลมหายใจจะไม่มีความคิดคำนึงถึงใคร ไม่มีเหตุการณ์ ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่จิตจะว่าง ว่างจากอารมณ์ ว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ ว่างจากอกุศล ว่างจากกิเลส เมื่อจิตกลับมาอยู่กับกุศลได้มากเท่าไหร่ ก็จะลดปริมาณของการเกิดอกุศลได้มากขึ้นเท่านั้น ป๊อด : ถ้ายกตัวอย่างคนทำอาชีพโฆษณาล่ะครับบางครั้งต้องโกหก อวดอ้างสรรพคุณสินค้าการกระทำแบบนี้เป็นบาปหรือเปล่า พระอาจารย์นวลจันทร์ : แค่ “บางครั้ง” ดีแล้ว น่าอนุโมทนาแต่ถ้าไม่ใช่บางครั้ง แล้วเป็นทุกครั้ง อันนี้ไม่น่าอนุโมทนาเมื่อเรายังอยู่ในโลกิยะ อยู่ในวงการธุรกิจ วงการตลาดที่ต้องใช้กิเลสมาปรุงแต่งย้อมจิต ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าถามว่าบาปไหม ก็ตอบว่าเป็นบาปแน่นอน แต่ไหน ๆ จะบาปแล้วก็ต้องมีความฉลาด หรือเรียกว่าการบริหารจัดการ ต้องฉลาดในการทำบาป คือนาน ๆ ทำที ไม่ได้ทำถี่ ๆ หากทำเพียงบางครั้งก็ถูกต้องแล้ว น่าอนุโมทนา ป๊อด : การทำบาปที่พระอาจารย์กล่าวถึงนี้ คือผิดศีลข้อ 4 ใช่ไหมครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ถ้าทำงานอยู่ในวงการโฆษณา รักษาศีลข้อ 4 หรือข้อมุสายากมาก คุณก็ไม่ต้องสมาทานศีลข้อนี้เลยแต่อีกสี่ข้อก็ต้องรักษาอย่าให้ขาด ต้องรักษาไว้ให้ได้มากที่สุดความผิดพลาด ความบกพร่องมีอยู่หนึ่ง แต่ส่วนที่ดีมีประโยชน์มีอีกสี่ เราควรมามองที่สี่ข้อที่เหลืออยู่ ต้องรักษาไว้ให้ดี ป๊อด : ตอนนี้ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยห่วงว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่มองว่าธรรมะเป็นเรื่องของคนสูงอายุเป็นเรื่องเชย พระอาจารย์มีกลยุทธ์อย่างไรให้เด็กวัยรุ่นหันมาสนใจธรรมะ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ง่ายนิดเดียว กลยุทธ์อยู่ที่ “การนำเสนอ” ต้องให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ธรรมะเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วแต่หลายคนไม่เข้าหาธรรมะเพราะรูปแบบการนำเสนอไม่น่าสนใจ ไม่ถูกจริต ไม่เร้าใจ จึงไม่มีโอกาสเรียนรู้แก่นธรรมถ้าเราหวังให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจธรรมะ อาจลองเปลี่ยนจากฟังพระเทศน์มาฟังเพลงธรรมะบ้างก็ได้ ป๊อด : พระอาจารย์ใช้วิธีการไหนในการนำเสนอธรรมะครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : หลักของอาจารย์อยู่ที่กลุ่มผู้ฟังหรือผู้รับ สมมุตินั่งฟังกันอยู่ แล้วเริ่มเห็นว่าบรรยากาศไม่ไหวแล้วก็พาเขาเปลี่ยนกิจกรรมไปทำอย่างอื่นบ้าง จริง ๆ แล้วอาจารย์ก็ดำเนินตามรอยพุทธจริยา พระพุทธเจ้าทรงมองดูกลุ่มผู้รับเป็นหลักเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเขาเอง ไม่ใช่ว่าเราให้ในสิ่งที่เราอยากจะให้ แต่ควรคำนึงว่าเขาต้องการอะไรต้องมีศิลปะในการให้ คนรุ่นใหม่ไม่อยากเข้าวัด ต้องถามว่าวัดน่าเข้าไหมมีอะไรที่เด็กสนใจไหม จะไปโทษเด็กฝ่ายเดียวไม่ได้ เราต้องมองตัวเองด้วย แต่ตอนนี้ก็มีนิมิตหมายอันดี น่าอนุโมทนาที่มีนักเผยแผ่รุ่นใหม่หลายท่านปรุงวิธีการนำเสนอธรรมะได้อย่างลงตัว หากเขาไม่ได้สนใจพระ ไม่เข้าหาพระ เราก็ไม่ต้องเอาพระไปหาเขา หรือถ้าไม่อยากไปวัด ก็ไม่ต้องไปวัด สมัยนี้จึงมีสวนธรรม มีบ้านปฏิบัติธรรม อย่างน้อยคนที่รู้สึกไม่ดีกับวัดและพระก็ไปปฏิบัติธรรมได้ ตอนนี้ก็มีประยุกต์จัดบ้านจัดสวน จัดบรรยากาศโรงหนัง โรงละครในการเสนอธรรมะอย่างการจัดงานวัดลอยฟ้าที่สยามพารากอนที่ผ่านมา ทำให้คนได้ความรู้ทั้งทางโลกทางธรรม โลกไม่ช้ำ ธรรมไม่เสียตอนหลังก็มีการนำเสนอช็อปปิ้งบุญ ธนาคารออมศีล กิจกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น ป๊อด : เรื่องวัยรุ่นชอบยกพวกตีกันก็เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง เรื่องนี้พระอาจารย์มีคำแนะนำอย่างไรครับ และทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดทุกยุคทุกสมัย พระอาจารย์นวลจันทร์ : จริง ๆ แล้วเกิดจากการปลูกฝังจากผู้ใหญ่และการเห็นชอบตามกันรุ่นต่อรุ่น เรียกได้ว่าเป็นวงจรที่สืบต่อกันมา เช่น เด็กรุ่นใหม่เห็นว่ารุ่นพี่ทำอะไรกันมาก็โอ้โห ฮีโร่ สุดยอด ซึ่งที่จริงแล้วการนำเสนอและการป้อนข้อมูลก็สำคัญ หากมีการให้ข้อมูลที่ไม่ดี แต่นำเสนอว่าดี เด็กรุ่นใหม่ไปเห็นก็กลายเป็นว่าข้อมูลที่ไม่ดีกลับเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่พึงกระทำ น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เช่น ถ้าเข้าอาชีวศึกษา ไม่ยกพวกตีกันเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นว่าเขามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องดี ป๊อด : ผมเคยพูดในคอนเสิร์ตเวลาที่มีการตีกันว่า “ยุคนี้ยังตีกันอีกเหรอ เชยมาก” เขาจะรู้สึกอายว่าสิ่งที่เขาทำมันเชยเพราะอาจเคยคิดว่าทำแล้วเท่ แต่พอเราบอกไปว่ามันไม่ใช่ของเท่เลยนะ เขาเลยหยุดตีกัน พระอาจารย์นวลจันทร์ : วิธีที่ป๊อดพูดคือการป้อนข้อมูลใหม่ซึ่งเป็นคำตอบของปัญหานี้ได้ เราต้องสร้างค่านิยมใหม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ยี่สิบปี หรืออาจเป็นร้อยปี แต่เราต้องสร้างค่านิยมที่ว่าอย่าตีกันเลย เชยแล้ว ซึ่งเราต้องหาทางออกให้เขาด้วย ถ้าเราไม่บอกทางออก ไม่บอกวิธีทำ แต่ไปโทษเขาว่าไม่ดี ๆ แล้วดีคืออย่างไรล่ะ มีใครบอกไหมว่าดีคืออย่างไร ทำแบบไหน ไม่เห็นมีใครบอกเลย ป๊อด : อีกคำถามที่น่าสนใจคือ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่เรียกร้องและไม่คาดหวังกับความสัมพันธ์บาปไหม ในเมื่อใคร ๆ ก็ทำกัน พระอาจารย์นวลจันทร์ : ประเด็นนี้ดี ที่ว่า “เมื่อใคร ๆ ก็ทำกัน”ถามว่า เมื่อใคร ๆ ทำกัน แล้วเราต้องทำตามหรือ ไฉนเราต้องทำตามใคร ๆ เพราะเห็นใคร ๆ เขาทำ เราจึงต้องทำหรือ ทำไมไม่เป็นตัวของตัวเองบ้าง ถ้าสิ่งที่ใคร ๆ ทำกันไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรม จะทำอย่างไร กลายเป็นว่าเราต้องทำในสิ่งที่ไม่เป็นธรรมเหมือนที่ใครเขาทำกันน่ะสิ ฉลาดนักเหรอ เช่นเราเห็นคนโดดลงนรกไปเป็นหมื่นเป็นล้าน เรายังจะกระโดดลงไป อย่างนี้ฉลาดนักหรือ ป๊อด : พระอาจารย์มีคำแนะนำสำหรับคนที่กิเลสหนา ทั้งโลภ โกรธ หลง ให้มีดวงตาเห็นธรรมได้อย่างไรครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : คนเรามีกิเลสเท่ากันหมดนั่นแหละทุกคนกิเลสหนา ปัญญาทึบ ที่เรากลับมาเกิดเป็นปุถุชนอีกเพราะไม่มีใครกิเลสบางกว่าใครหรอก ตามพุทธวิธี ท่านจึงประทานหลักปฏิบัติมาให้ คือ มรรคมีองค์ 8 เป็นธรรมนูญชีวิต เอามรรคทั้ง 8 ไปใช้ ไปสวมชีวิต แจกแจงและน้อมนำมาใช้ทีละข้อ เอามาใช้จริงในชีวิตประจำวัน น้อมนำมาใช้เท่าที่จะใช้ได้ บางวันอาจไม่ครบทั้ง 8 องค์ บางครั้งอาจนำมาใช้แค่ข้อใดข้อหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้ปฏิบัติตามพระศาสดา เพราะเมื่อปฏิบัติตามหลักมรรคแล้ว จะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจด พ้นจากกิเลส หากบางคนไม่เข้าใจเรื่องมรรคมีองค์ 8 ก็ลองฟังแบบเป็นคีตะก็ได้ ลองให้ป๊อดเล่าประสบการณ์ที่ถ่ายทอดเรื่องมรรคมีองค์ 8 ออกมาเป็นเพลงให้ฟัง ป๊อด : พอดี พี่เอก – ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ทำโปรเจ็กต์“ด้วงแมงแสดงธรรม” โดยน้อมนำธรรมะ เช่น บทปฏิจจสมุปบาทและมรรคมีองค์ 8 มาแจกแจงให้อยู่ในท่วงทำนองเพลง ผมในฐานะนักร้องก็ต้องอ่านบทมรรคมีองค์ 8 ทั้งหมด ต้องทำความเข้าใจแต่ละประโยค เรียกว่าเริ่มจากผู้ส่งสารต้องซึมซับความหมายก่อนเลย และเชื่อว่าสารนี้จะเข้าไปแทรกอยู่ในสมองของคนฟัง หลังจากดูโชว์แล้วบางคนอาจนำมรรคไปใช้ อย่างน้อยถือเป็นการซึมซับโดยใช้ดนตรีเป็นพาหนะในการสื่อสาร โดยนำโอวาทของพระพุทธเจ้ามาสื่อถึงปุถุชน โปรเจ็กต์ด้วงแมงแสดงธรรมถือเป็นไอเดียหนึ่งในการนำเสนออย่างที่พระอาจารย์กล่าวมาครับ เมื่อผมได้มาถ่ายทอดเพลงนี้ ทำให้คิดถึงมรรคมีองค์ 8ได้คล่องขึ้น และได้เห็นความสัมพันธ์ของศีล 5 และมรรคมีองค์ 8 ว่ามีความทับซ้อนกันอยู่ ก่อนหน้านี้เราอาจมองแยกกันแต่เมื่อเข้าใจแล้วจะรู้ว่ามรรคมีองค์ 8 ก็คือศีล 5 ที่นำมาขยายความอีก เช่น ข้อมุสาของศีล 5 ขยายได้ไปถึงการไม่พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ ซึ่งทำให้เราเข้าใจละเอียดยิ่งขึ้น ป๊อด : โปรเจ็กต์ด้วงแมงแสดงธรรม อาจารย์คิดไว้นานหรือยังครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ไม่ได้คิดอะไรเลย (หัวเราะ) ไม่ได้คิดอะไรล่วงหน้าไว้ก่อนเลยนะ ทุกอย่างมาตามเหตุ ตามปัจจัย ตามความลงตัวเป็นธรรมะจัดสรร แม้แต่คนที่มาร่วมก็ไม่ได้คิดว่าวันนี้จะไปเจอใคร ที่ไหนทุกอย่างเป็นความประจวบเหมาะพอดี […]

อานิสงส์ของการบวช – สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงอานิสงส์ของการบวชไว้  สรุปได้ดังนี้…1. ได้ทำหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน เมื่อเราเข้ามาบวช เราก็ได้ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยตัวเอง โดยการเล่าเรียน จดจำ รู้ เข้าใจและประพฤติปฏิบัติ

Dhamma Daily : ไข ปัญหาธรรมะ กับเรื่องของหัวใจ โดย พระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวฑฺฒโน

ไข ปัญหาธรรมะ กับเรื่องของหัวใจ – พระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวฑฺฒโน พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา ท ถาม : แฟนบวชเป็นพระ แต่เรามักจะลืมตัวยิ้มให้ ต้องทําอย่างไรดีคะ จะคุยด้วยได้ไหม ฝ ตอบ : การยิ้มแย้มเป็นสิ่งที่ดี แต่หากยิ้มเพื่อสื่อความหมายอื่นอาจเป็นการเพิ่มกิเลสให้พระ เราก็จะบาป แต่ถ้ายิ้มเพื่อให้กําลังใจนั้นไม่เป็นไร เพราะเป็นการยิ้มจากใจโดยปราศจากมลทิน ม การพูดคุยหรือยิ้มให้พระนั้นทําได้ด้วยกิริยาอันสํารวม แต่ไม่ควรคิดว่าตัวเองเป็นแฟน ควรคุยในฐานะที่ตัวเองเป็นโยมท่านหนึ่งที่มีความศรัทธาและส่งเสริมให้ท่านไปในทางที่เจริญดีงาม ซึ่งไม่ควรคิดเกินเลยไปมากกว่านั้นจะเป็นบาป ………………………………………… ถาม : ทําไมจึงเชื่อว่าต้องบวชก่อนเบียด 1 ตอบ : ความเชื่อของคนไทยถือปฏิบัติแบบนี้มาช้านานแล้วว่า หากลูกผู้ชายไม่ได้บวชอย่าเพิ่งแต่งงาน เพราะการบวชนั้นคือการทดแทนพระคุณของบิดามารดา ซึ่งการอุปสมบทในทางพระพุทธศาสนานั้นถือว่าได้อานิสงส์บุญบารมีสูงสุด เป็นการออกจากกามไปสู่การรักษาศีลปฏิบัติธรรมขั้นสูง ดังนั้นก่อนเบียดหรือก่อนแต่งงานควรต้องบวช ไม่เช่นนั้นบุญทั้งหลายจะไม่ถึงพ่อแม่ ………………………………………… ถาม : ทําบุญชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดมาคู่กัน แล้วถ้ามีแฟนต่างศาสนาจะทําอย่างไร 2 ตอบ : การเกิดมาคู่กันนั้น ทางพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า 1. ชาติก่อนเคยทําบุญร่วมกันมา […]

Dhamma Daily: เคยพลาดทำแท้งมาครั้งหนึ่ง จะ ลดวิบากกรรม นี้ได้อย่างไรคะ

Dhamma Daily: เคยพลาด ทำแท้ง มาครั้งหนึ่ง จะลดกรรมนี้ได้อย่างไรคะ – ถาม: ดิฉันเคยพลาดทำแท้งมาครั้งหนึ่ง จะลดกรรมนี้ได้อย่างไรคะ พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ ตอบคำถามเรื่องนี้ไว้ว่า

มองฝรั่งหยั่งถึง สังคมไทย – ว.วชิรเมธี

มองฝรั่งหยั่งถึง สังคมไทย – ว.วชิรเมธี ตลอดเวลากว่าห้าปีมานี้ ผู้เขียนได้รับอาราธนาให้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังสหรัฐอเมริกาและภาคพื้นยุโรปอย่างต่อเนื่อง บางครั้งเดินทางอยู่ในต่างประเทศยาวนานถึง 6 เดือนต่อปีมีบางคนถามว่า การพระศาสนาในต่างแดนเป็นอย่างไร เท่าที่สังเกตโดยส่วนตัวในรอบยี่สิบปีมานี้ กระแสความสนใจในพุทธศาสนาของชาวตะวันตกพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะสูงอยู่อย่างนี้ต่อไปอีกหลายปี บางทีการที่ชาวตะวันตกสนใจในพระพุทธศาสนามากอย่างนี้อาจไม่ใช่แฟชั่น แต่อาจเป็นอาการสะท้อนความจริงบางอย่าง ความจริงที่ว่านี้ก็คือ อาการขาดความสุขทางจิตวิญญาณ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการติดตันของอารยธรรมวัตถุนิยมที่เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องมาจนถึงขีดสุด ครั้นวัตถุพรั่งพร้อม ชีวิตสะดวกสบายในทางกายภาพหมดแล้ว แต่กลับพบความจริงว่า ในใจยังว่างโหวง เป็นเหตุให้เกิดการแสวงหาแก่นแท้ทางจิตใจ หรือแสวงหาบ้านที่แท้จริงของชาวตะวันตก เมื่อมองไปทั่วทิศานุทิศแล้ว ภูมิปัญญาตะวันออกดูเหมือนจะมีเสน่ห์เย้ายวนใจสำหรับชาวตะวันตกมากที่สุดในยามนี้ เสน่ห์ที่่ว่านี้ประกอบด้วย 1. วัฒนธรรมประเพณี 2. ภูมิปัญญา 3. ภูมิธรรม วัฒนธรรมประเพณี เป็นเรื่องเปลือกผิวของชีวิต เช่นอาหารการกิน (เวลานี้อาหารไทยกลายเป็นอาหารหลักของหลายๆประเทศ ในอังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ หรือสหรัฐอเมริกาอาหารไทยขึ้นชื่อลือชามาก ใครเปิดร้านอาหารไทย ถ้าบริหารจัดการให้ดีแล้ว มีโอกาสรอดมากกว่าร่วง) เสื้อผ้าอาภรณ์ดนตรี ศิลปะ ธรรมชาติ วิถีชีวิต เป็นต้น ภูมิปัญญา เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสตร์ต่างๆ เช่น ภูมิปัญญาจีน ภูมิปัญญาอินเดีย ภูมิปัญญาทิเบต (โดยเฉพาะทิเบตเป็นที่รู้จักมากที่สุด) เล่าจื๊อ ขงจื๊อ คัมภีร์เต๋าเต็กเก็งหรือภควัทคีตา เป็นที่สนใจทั่วไปในหมู่ฝรั่งนักแสวงหาชาวตะวันตก ภูมิธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาตะวันออก เช่น พุทธศาสนานิกายเซนที่โด่งดังตั้งแต่ยุคบุปผาชนหรือยุคฮิปปี้ (ช่วงสงครามเวียดนาม) ที่นำไปสู่สหรัฐอเมริกา โดย ดี.ที. ซุซุกิล่าสุดกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งหนึ่งหลังจากสตีฟ จ๊อบส์ อดีตซีอีโอแอปเปิล เปิดเผยรสนิยมการใช้ชีวิตและการออกแบบนวัตกรรมว่า ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนานิกายเซนหริกฤษณะ มหาฤ าษี กูรู (เช่น โอโช) และพุทธศาสนาแบบวัชรญาณ โดยการนำขององค์ทะไลลามะ การเจริญสติแบบหมู่บ้านพลัม โดยการนำของท่านติช นัท ฮันห์ และพุทธศาสนาแบบเถรวาทแท้ โดยการนำของหลวงพ่อชา สุภัทโท และศิษยานุศิษย์ชาวตะวันตก นอกจากนั้นก็มีศูนย์วิปัสสนาของอาจารย์โกเอ็นก้าที่กระจายไปทั่วโลก ในส่วนของศูนย์วิปัสสนานั้น เดี๋ยวนี้พบว่าวิปัสสนาจารย์ที่เป็นคฤหัสถ์มีมากมายกระจายกันอยู่ทั่วไปทั้งในอเมริกาและยุโรป นอกจากภูมิธรรมจะมาจากแหล่งทางศาสนธรรมโดยตรงแล้ว ปัจจุบันนี้ก็ยังมีีที่มาจากการประยุกต์พุทธธรรมเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ เช่น การเจริญสติกับจิตวิทยา การเจริญสติกับการศึกษา การเจริญสติกับการดูแลสุขภาพ ฯลฯ ดารา บุคคลสาธารณะ ทีมฟุตบอล นักการเมืองหลายคนหันมาสนใจพุทธศาสนาและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนตามแนวทางแห่งพุทธธรรมเป็นการใหญ่ ถามว่า นอกจากความอิ่มตัวทางวัตถุแล้ว มีอะไรเป็นปัจจัยร่วมให้ชาวตะวันตกหันมาสนใจพุทธธรรมและภูมิปัญญาตะวันออก คำตอบประการหนึ่งซึ่งผู้เขียนมองเห็นก็คือ เพราะโลกตะวันตกกำลังวิกฤติ เมื่อหาทางออกในบ้านตัวเองไม่พบ ก็ต้องมองออกไปนอกบ้านนอกจากนั้นแล้ว ภูมิปัญญาตะวันออกหลายอย่างมีลักษณะ “มององค์รวม” (เช่น เต๋า พุทธ) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เน้นความกลมกลืนกับธรรมชาติมากกว่ามุ่งพิชิตธรรมชาติยอมรับความแตกต่างหลากหลายของผู้คน มุ่งสันติ เน้นการดูแลกายและใจในลักษณะองค์รวมของชีวิตมากกว่าการมองชีวิตแยกส่วนแบบกลไก ฯลฯ เหล่านี้คือด้านที่ขาดหายไปในภูมิปัญญาตะวันตก ครั้นหาสิ่งเหล่านี้พบในโลกตะวันออก พวกเขาก็จึงรีบสมาทานความเป็นตะวันออกกันยกใหญ่ ผลงานชื่อ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ และ เต๋าแห่งฟิสิกส์ ที่เขียนโดยนักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย คือตัวอย่างหนึ่งของการมองหาภูมิปัญญาจากตะวันออกเพื่อเยียวยาตะวันตกที่ได้รับการต้อนรับอย่างกว้างขวาง ในส่วนของพุทธศาสนาเองนั้น จุดเด่นที่ชาวตะวันตกสนใจ นอกจากการเป็นศาสนาที่ไม่เสียเวลาถกเถียงเรื่องสถานภาพของพระเจ้า การไม่มีประวัติของการทำสงครามศาสนา จุดเน้นที่สำคัญก็คือ การเป็นศาสนาแห่งปัญญาที่มีลักษณะสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ที่เน้นความมีเหตุผล การมีลักษณะเป็นประจักษ-นิยม (พิสูจน์ได้ ท้าทายได้ ทดสอบด้วยตัวเองได้ อยู่เหนือกาล-เวลา) และแก้ปัญหาชีวิตได้จริง โดยเฉพาะการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ที่เมื่อชาวตะวันตกหันมาปฏิบัติตามแล้วก็แก้ปัญหาชีวิตได้จริงๆ จนเห็นผลประจักษ์ด้วยตนเอง ประโยชน์ที่เห็นด้วยตาในชีวิตนี้ หรือในปัจจุบันนี้ เหล่านี้เอง ทำให้พุทธศาสนากลายเป็นศาสนาที่เนื้อหอมที่สุดในตะวันตกเวลานี้ พุทธศาสนากำลังขึ้นสู่ยุคทองของความรุ่งโรจน์ในฝั่งตะวันตกอย่างน่ายินดี แต่เมื่อมองย้อนกลับมาในประเทศไทยแล้ว บางทีก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ประเทศไทยที่คนไทยชอบอ้างว่าเป็นเมืองพุทธนั้น กลับมากไปด้วยความรุนแรง ความโลภ ความโกรธ ความหลงในยศ ทรัพย์อำนาจ มากด้วยหมอผี มากด้วยไสยศาสตร์ ทั้งเป็นไสย-ศาสตร์ที่ไม่ต้องมิดเม้นอีกต่อไป เพราะในเวลานี้ผีทั้งหลายสามารถมาปรากฏตัวในรายการทีวีสดๆ เข้าทรงเข้าสิงกันเห็นๆโดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนออกมาติงมาเตือน หมอดูหมอเดาก็ทำท่าว่าจะมีบทบาทยิ่งกว่าปัญญาชนนักวิชาการ เพราะเกลื่อนบ้านเกลื่อนจอกันไปหมดในเวลานี้ นอกจากนั้นแล้วเครื่องรางของขลังก็แผ่คลุมแก่นพุทธศาสน์เสียจนยากจะแหวกออกมาให้เห็นเนื้อแท้แห่งคำสอนของพระพุทธองค์ ชาวพุทธไทยจะยังเป็น “กบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว” อยู่อย่างนี้ไปอีกนานเท่าไรก็ไม่รู้ ของดีแท้ๆ ที่กำลังบูมอยู่ในเมืองฝรั่งนั้นมีอยู่แล้วอย่างสมบูรณ์ในบ้านเมืองของเราเอง แต่ทำอย่างไรหนอเราถึงจะมองเห็น ทำอย่างไรหนอ เราถึงจะ “ตื่น” ขึ้นมาตระหนักรู้ ทำอย่างไรหนอ วัฒนธรรมแห่งการ “เจริญสติ” จะกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักแทนวัฒนธรรมแห่งการคอร์รัปชันที่แผ่คลุมไปทั่วทุกวงการ    photo by nuttanart on pixabay Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ อานิสงส์ของการเจริญสติ โดย ท่านว.วชิรเมธี

กรรมตามสนอง วิบากที่ทำไว้กับสุนัขมาตกที่ลูก

กรรมตามสนอง วิบากที่ทำไว้กับสุนัขมาตกที่ลูก ฉันมีคนใกล้ตัวคนหนึ่งที่ยืนยันว่า “เวรกรรมมีจริง” หรือจะเรียกได้ว่าเป็น ” กรรมตามสนอง ” เลยก็ว่าได้ คนใกล้ตัวที่ว่านี้คือลุงของฉันเอง ดูภายนอกเขาก็เป็นผู้ชายธรรมดา ๆ หน้าตาใจดี แต่น้อยคนจะรู้ว่าเขาเป็นคนที่ไร้เมตตาคนหนึ่งเลยทีเดียว 1 ลุงเคยเล่าให้แม่ของฉันฟังว่า สมัยเป็นหนุ่มเขาชอบยิงนกตกปลาเป็นประจํา แต่นั่นก็ไม่น่าตกใจเท่ากับเมื่อมีโอกาสเขาก็ยิงสัตว์อื่นเล่นด้วย เช่น หากมีสุนัขจรจัดหลงเข้ามาในบริเวณบ้าน แทนที่จะไล่มันไปให้พ้นหน้า สิ่งที่เขาทํากลับเป็นการรีบไปปิดประตูรั้วแล้วเอาปืนที่ใช้ยิงสัตว์ มายิงสุนัขตัวนั้นเพื่อฝึกความแม่นยํา เมื่อสุนัขตายเขาก็ขุดหลุมฝังในบ้านตัวเองนั่นเอง 2 ความโหดร้ายของลุงทําให้ฉันนึกไม่ถึง เพราะจําได้ว่าเขาก็เลี้ยงสุนัขไว้ แต่เขาก็เคยเล่าให้แม่ฟังอีกเช่นกันว่า แม้แต่สุนัขของเขาเอง เขาก็เคยขุดหลุมฝังมันมาแล้ว ด้วยสาเหตุที่ว่ามันเห่า ทําให้เขาหนวกหูรําคาญ จึงขุดหลุม แล้วเรียกมันมาที่หลุมใช้จอบตีหัวจนมันแน่นิ่งไปแล้วจึงฝัง 3 เมื่อฉันได้รู้เรื่องราวในอดีตอันโหดร้าย สายตาที่ฉันมองลุงก็ไม่เหมือนเดิม แม้เรื่องราวผ่านมานานตั้งแต่ฉันยังไม่เกิดก็ตาม ส่วนการที่เขามาเล่าให้แม่ฟังอาจเป็นเพราะ แม่ของฉันเป็นหนึ่งในญาติไม่กี่คนที่ยังมีปฏิสัมพันธ์กับเขาอยู่ หรือไม่ก็เพราะเขาอยากระบายความทุกข์ และตระหนักว่า “เวรกรรมมันมีอยู่จริง” 4 ปีนับจากที่ลุงทําร้ายสุนัขจนตาย เขาก็มีภรรยาใหม่ ชีวิตแต่งงานราบรื่นเป็นสุข จนกระทั่งภรรยาของเขาให้กําเนิดบุตรชายหน้าตาน่ารัก 5 อนิจจา เด็กน้อยศีรษะบวมโตเพราะมีน้ําคั่งอยู่ในสมองและขาลีบจนเดินไม่ได้ 6 สองสามีภรรยาต้องคอยเฝ้าดูแลประคบประหงมบุตรชายแทบจะตลอดเวลา เพราะเขาช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้ เวลาไปไหนเขาจะใช้ก้นถัดพื้นไป […]

“ทำกรรมกับปู ” เรื่องจริงของ แรงกรรม จากผู้อ่านนิตยสารซีเคร็ต

“ทำกรรมกับปู ” เรื่องจริงของ แรงกรรม จากผู้อ่านนิตยสารซีเคร็ต ในช่วงวัยประถมฯ หลังเลิกเรียน หรือในวันหยุด ฉันมักจะไปเที่ยวเล่นตามทุ่งนา ธรรมชาติทำให้ฉันมีความสุข สนุกไปกับกลุ่มเพื่อนๆ สนุกกับการได้วิ่งเล่นบนความอิสระ ทุกครั้งที่ออกไปทุ่งนา ฉันมักจะหาวัตถุดิบกลับมาให้แม่ปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา ผักบุ้ง สายบัว ผักแว่น หอบหิ้วติดไม้ติดมือมาตลอด ก้ามปูเผาเป็นเมนูที่ฉันชอบกินมาก อาจด้วยเพราะเป็นลูกชาวนา บวกกับความยากจนทำให้โอกาสเลือกมีน้อย เราต้องยินดีกับสิ่งที่มีอยู่เบื้องหน้า การเดินทางไปตามท้องนา สายตาของฉันจึงสอดส่องมองหาแต่รูปู ยิ่งช่วงไถคราดนาใหม่ๆ จะสังเกตเห็นรูปูได้ง่าย อีกทั้งยังมีปูเดินขวักไขว่อยู่ในผืนนา อุปกรณ์ที่ฉันต้องเตรียมพร้อม คือ ถุงพลาสติก 2 ใบ เลือกที่หนาๆ หน่อยก็จะดี ใบหนึ่งนำมาสวมไว้ที่มือ แล้วนำหนังยางมารัดที่ข้อมือกันไม่ให้ถุงหลุดออก เจอรูปูที่ไหนก็ใช้มือที่สวมถุงล้วงเข้าไปควานหาตัวมันทันที เมื่อจับได้ก็จะดึงตัวปูออกมาแล้วหักก้ามใหญ่ หรือที่เราเรียกกันว่าก้ามเป้งออกทันที แล้วก็หย่อนใส่ถุงอีกใบหนึ่งที่เตรียมมา คงด้วยสัญชาติญาณของสัตว์ที่ต้องสู้เพื่อเอาชีวิตรอด การจับปูบางตัวจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันจะง้างก้ามหนีบนิ้วทันทีที่มีโอกาส และความรู้สึกนั้นบอกได้เลยว่า เจ็บสุดๆ แต่แทนที่จะยอมแพ้ ฉันกลับต้องหาวิธีนำปูตัวนั้นออกมาให้ได้ และเมื่อนำออกมาได้แล้วจัดการหักก้ามแล้วโยนตัวมันทิ้งทันทีแบบไม่แยแสด้วยซ้ำ หรือจะว่าไปก็แอบมีโมโห ผสมความสะใจที่เหมือนได้เป็นผู้ชนะ […]

Dhamma Daily : วันไนท์สแตนด์ หรือความสัมพันธ์ชั่วคืน ถือเป็นบาปไหมครับ

Dhamma Daily : วันไนท์สแตนด์ หรือความสัมพันธ์ชั่วคืน ถือเป็นบาปไหมครับ วันไนท์สแตนด์ (one-night stand) เรื่องนี้เป็นการตอบสนองทางกามารมณ์ล้วน ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักเลย เป็นเพียงการตอบสนองตัณหา ความใคร่ หรืออาจเรียกว่าเป็นการตอบสนองความเอร็ดอร่อย ทางกาย ตา หู จมูก ลิ้น นั่นแหละ 1 สังเกตไหมว่าสุขทุกข์ของคนมักเกิดขึ้นจากการตอบสนองความใคร่หรือความอยากทั้งนั้น ถ้าอยากแล้วได้รับการตอบสนองสมอยาก เราก็เรียกสิ่งนั้นว่าความสุข แต่ถ้าไม่ได้รับการตอบสนองให้สมอยาก เราก็เรียกว่าความทุกข์ 2 ส่วนวันไนท์สแตนด์นั้นเกิดจากการไม่ได้ตั้งความอยากในปริมาณที่มากหรือยาวนานเพียงพอ เจอกันเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เห็นว่าเขาเท่ดีหล่อดีบ้าง น่ารักดีสวยดีบ้าง แล้วต่างฝ่ายต่างก็ลุยเลย เมื่อความใคร่ไม่ได้ถูกสั่งสมให้ยาวนานเพียงพอแล้วได้รับการตอบสนอง จิตใจของเราก็จะคิดว่า “อ๋อ! แค่นี้เองเหรอ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลยไปดีกว่า” นี่แหละที่เขาเรียกว่ากามารมณ์ 3 ถือว่าบาปไหม ก็ต้องดูที่เงื่อนไขของสังคมด้วย เดิมวันไนท์สแตนด์มาจากสังคมฝรั่งที่เขาถือกันว่าทุกคนเป็นอิสรชน ซึ่งหมายรวมถึงอิสระในการเสพเพศรสด้วย แต่ถึงอย่างนั้นบ้านเขาก็มีกฎเกณฑ์ว่า ถ้าเขาค้นหาตัวจริงเจอและตัดสินใจจัดพิธีแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์ภายใต้สายพระเนตร พระกรรณของพระผู้เป็นเจ้าของเขาเมื่อไหร่ เขาก็พร้อมจะรักกันชั่วฟ้าดินสลาย ไม่มีการนอกใจซึ่งถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่สังคมประณามหยามเหยียดรุนแรง 4 ย้อนกลับมาดูบ้านเราบ้าง สังคมเราเป็นสังคมรอยต่อที่รับวัฒนธรรมฝรั่งเข้ามามากโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยสภาพสังคมซับซ้อนมากขึ้นและเครื่องตรวจสอบของสังคมก็กําลังถดถอยลง จึงทําให้มีนักเรียนนักศึกษาบางกลุ่มคิดว่าการอยู่ร่วมห้องกับแฟนหรือคนรักไม่ใช่เรื่องแปลกผิดอะไร ใคร […]

เจ้ากรรม นายเวร คือใคร ? ค้นหาคำตอบจากเรื่องราวเมื่อครั้งสมัยพุทธกาล

เจ้ากรรมนายเวรคือใคร มาจากไหน มีจริงหรือไม่ เรื่องนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี หยิบยกเรื่องราวเมื่อครั้งพุทธกาลมาตอบ

keyboard_arrow_up