พลิกชีวิตจากดินสู่ดาว… เพชร – ภมรพล ประเสริฐสุข

ทุกวันนี้หลายคนรู้จักผม ( เพชร – ภมรพล ประเสริฐสุข ) ในฐานะนักแสดง แต่กว่าที่ผมจะมาถึงจุดนี้ได้ไม่ง่ายเลย 1 ผมเป็นลูกคนเดียว ครอบครัวอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด เนื่องจากพ่อแม่มีปัญหาเรื่องเงินอย่างหนัก จึงต้องส่งผมไปอยู่ที่วัด ช่วงเรียนอยู่ชั้น ป. 4 พ่อเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ฐานะการเงินที่คลอนแคลนอยู่แล้วยิ่งทรุดลงไปอีก แม่ช็อกมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องออกจากงานเพราะทํางานต่อไม่ได้ 2 ตอนนั้นน้าส่งเสียให้ผมได้เรียนหนังสือ แต่ผมคิดว่าเมื่อแม่ทํางานไม่ได้เราต้องเป็นเสาหลักให้ครอบครัว จึงพยายามหางานพิเศษทําเพื่อหารายได้มาช่วยที่บ้าน ช่วงปิดเทอมผมทํางานเป็นพนักงานเดินสายเคเบิลย่านคลองเตย ไปกินอยู่ในที่พักของสํานักงานที่จัดไว้ให้คนงาน ต้องนอนเบียดกัน 7 คนในห้องแคบ ๆ ตื่นตีห้าเพื่อไปทํางาน ช่วย กันโยงสายเคเบิลบนตึกสูง 3 ระหว่างทํางานผมเห็นการซื้อขายยาเสพติดอย่างเปิดเผย บางทียัดใส่มือกันต่อหน้าต่อตา แต่ก็ต้องทําเฉย ๆ เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของตัวเองเหมือนกัน นานวันไปเริ่มรู้สึกว่างานนี้ไม่ปลอดภัยกับชีวิต จึงเลิกทํา จากนั้นไปสมัครงานเป็นพนักงานแบกน้ํำแข็งในโรงน้ํำแข็ง ทําจนเปิดเทอมก็กลับมาเรียนหนังสือ เหนื่อยแทบขาดใจ แต่บอกตัวเองว่าท้อไม่ได้ เพราะไม่อยากให้แม่ลําบากไปมากกว่านี้อีกแล้ว 4 ระหว่างเรียนหนังสือผมเริ่มรู้ว่าตัวเองชอบการแสดง หลังจากมีโอกาสได้แสดงละครหน้าห้องแล้วได้รับเสียงปรบมือและคําชื่นชม ซึ่งทําให้รู้สึกว่าผมมีตัวตนอยู่ในสังคม ผมได้เป็นตัวแทนห้องไปประกวดละครธรรมะ เคยรวมทีมกันไปแข่งจนถึงเวทีระดับประเทศ สนุกมาก รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราทําแล้วมีความสุข […]

วัยชรา วัยว่าง ต้องขวนขวายหมั่นทำบุญสร้างกุศล โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

วัยชรา วัยว่าง ต้องขวนขวายหมั่นทำบุญสร้างกุศล โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ คนที่ีทำงานมาทั้งชีวิต ต้องเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงวัยเกษียณ ซึ่งเป็นวัยที่ว่างจากงาน เราจึงควรทำบุญสร้างกุศลเพื่อให้ชีวิตในบั้นปลายมีความสุข เพราะบุญคือสิ่งดีงามที่ทำให้เราอิ่มเอิบใจ ทั้งนี้ให้ทำความเข้าใจว่าบุญคือ ความรู้สึกยินดีเพราะได้ทำความดี แต่ไม่ใช่ความปลื้มใจหรือชอบใจในสิ่งนั้น ส่วนกุศล ต้องมีปัญญาประกอบ ซึ่งต้องรู้จักพิจารณาโดยเชื่อมโยงกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ผู้ที่อยู่ในวัยชราควรหมั่นทำบุญสร้างกุศลให้มาก เพื่อให้จิตใจมีความสงบ ไม่เดือดร้อนต่อทุกข์ต่าง ๆ ที่มาเบียดเบียนทั้งทางกายและทางใจ ดังที่หลวงพ่อปัญญาฯ ได้กล่าวว่า “เกษียณอายุ คืออายุราชการหมดสิ้น ให้ไปอยู่บ้านได้พักผ่อน เพื่อหาความสงบใจในตอนวัยชราต่อไป เป็นเรื่องธรรมดาที่มีกันอยู่ทั่วไปทุกบ้านทุกเมืองในเรื่องอย่างนี้ คนเราเมื่อมีอายุผ่านพ้นมาปีหนึ่ง ๆ ก็ย่อมเกิดความสบายใจ สบายใจว่าเราจะได้อยู่ในโลกต่อไป เพราะว่าคนเรานั้นโดยปกติชอบอยู่ ไม่ชอบไป คือชอบมีอายุอยู่ในโลกนาน ๆ หากเพราะว่าการอยู่นั้นเป็นความสุขในสบายใจ การจากไปนั้นเป็นเรื่องไม่สบายใจ” ทั้งนี้ การที่จะมีชีวิตอยู่ได้นานอย่างมีความสุขก็ต้องประกอบด้วยบุญกุศล ซึ่งหลวงพ่อปัญญาฯได้แนะถึงการทำบุญสร้างกุศลว่า “บุญนั้นหมายถึงความอิ่มใจ เบิกบานใจ อันเกิดขึ้นจากการกระทำอะไร ๆ ที่เป็นเรื่องดีงาม เช่นว่า ให้ทาน รักษาศีล อะไรเหล่านี้เขาเรียกว่าได้บุญทั้งนั้น เป็นกิริยาที่เป็นบุญ แล้วเราก็ได้ความสบายใจ […]

“ปรมาจารย์สายพระกรรมฐาน” หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล อาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล วัดดอนธาตุ จังหวัดอุบลราชธานี หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล หรือพระครูวิเวกพุทธกิจ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2402 ณ บ้านข่าโคม จังหวัดอุบลราชธานี บรรพชาเป็นสามเณรในปี พ.ศ. 2417 เมื่ออายุ 15 ปี อุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายมหานิกายในปี พ.ศ. 2442 แล้วแปรญัตติเป็นฝ่ายธรรมยุติกนิกายในปี พ.ศ. 2432 ท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านเทวธัมมี (ม้าว) ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ อ่อนน้อม สุขุม พูดน้อย เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ได้ธุดงค์ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไปตามป่าดงพงเขาทั้งในประเทศไทยและประเทศลาว ท่านเป็นอาจารย์ของหลวงปู่มั่นและพระกรรมฐานสายวัดป่าจำนวนมาก ได้รับยกย่องเป็น “ปรมาจารย์สายพระกรรมฐาน” หลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์เป็นอาจารย์ที่หลวงปู่มั่นเคารพมากและเทิดทูนด้วยชีวิต ถ้าหลวงปู่เสาร์สั่งสอนสิ่งใด หลวงปู่มั่นก็น้อมรับมาปฏิบัติ หลวงปู่มั่นเคยเล่าถึงปาฏิหาริย์ทางจิตของหลวงปู่เสาร์ให้ศิษย์ฟังว่า “นิสัยของท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นไปอย่างเรียบ ๆ แต่ท่านก็มีสิ่งที่น่าอัศจรรย์อยู่ไม่น้อย เรื่องมีอยู่ว่า หลายครั้งที่ท่านนั่งสมาธิ ตัวของท่านจะลอยสูงขึ้นเหนือพื้น ทีแรกท่านก็ไม่ค่อยเชื่อตัวเองเท่าไร เพียงแต่ท่านรู้สึกว่าตัวของท่านลอยขึ้นมาในขณะนั่งภาวนา ต่อมาท่านจึงนั่งภาวนาอีก แล้วตัวมันก็ลอยขึ้นมาอีก เมื่อท่านรู้สึกว่าตัวของท่านลอยได้ ท่านจึงรีบลืมตาขึ้นดูเพื่อให้เห็นความจริงกันจะจะ […]

Dhamma Daily : รายได้ไม่เพียงพอ กับค่าใช้จ่าย ทำอย่างไรดี

รายได้ไม่เพียงพอในการชำระหนี้สิน เป็นปัญหาของหลายคนในสังคมวัตถุนิยมในปัจจุบัน จึงทำให้เกิดความเครียดเรื่อง ค่าใช้จ่าย และรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิต

Dhamma Daily : การเวียนว่ายตายเกิด มีอยู่จริงหรือไม่

ถาม : การเวียนว่ายตายเกิด มีอยู่จริงหรือไม่ ท่าน ว. วชิรเมธี ได้ตอบปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : คำถามอมตะแบบนี้มีคนถามและคนตอบใน “มิลินทปัญหา” ดังนี้ 1.สังสารวัฏคืออะไร พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน สังสารวัฏได้แก่อะไร พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร ได้แก่ การเวียนเกิดเวียนตาย พระเจ้ามิลินท์ : เธอจงหาตัวอย่างมาเปรียบให้ฟัง พระนาคเสน : เหมือนชาวสวนผู้หนึ่งปลูกมะม่วงไว้ ครั้นเกิดผลก็เก็บมารับประทาน เสร็จแล้วเอาเมล็ดมะม่วงนั้นเพาะปลูกต่อไป ถึงคราวเกิดผลอีกก็เก็บมารับประทาน แล้วปลูกใหม่ต่อ ๆ ไปอีก ขอถวายพระพร ธรรมดาของชาวสวนย่อมเป็นอยู่เช่นนี้มิใช่หรือ พระเจ้ามิลินท์ : ใช่สิเธอ ด้วยว่าปรกติชองชาวสวนย่อมหมั่นเพาะหมั่นปลูกพืชพันธุ์หมุนเวียนอยู่เช่นนี้แล พระนาคเสน : ขอถวายพระพร สังสารวัฏก็มีอาการหมุนเวียนเช่นนั้นเหมือนกัน คือนับแต่เราเกิดมา เราก็ตั้งต้นเพาะความดีความชั่วเป็นตัวบุญ – บาปขึ้น เมื่อเราเพาะความดีความชั่วอันเป็นเหตุขึ้นแล้ว เราก็ต้องรับผลของความดีความชั่วนั้น แต่จะช้าหรือเร็ว สุดแต่อำนาจบุญ – บาป ผลนั้นแลจูงใจให้เราเพาะเหตุต่อไปอีก เหมือนผู้ที่ได้รับประทานผลมะม่วงแล้วเพาะเมล็ดมะม่วงนั้นขึ้นใหม่ต่อไปฉะนั้น […]

Dhamma Daily : กรวดน้ำให้ถูกวิธี ทำอย่างไร ถ้าทำบุญแล้วไม่กรวดน้ำได้หรือไม่

ถาม : ทำไมถึงต้องมีการกรวดน้ำ มีการกรวดน้ำในพิธีการใดบ้าง การ กรวดน้ำให้ถูกวิธี ต้องทำอย่างไร ถ้าเราทำบุญแล้วไม่กรวดน้ำได้หรือไม่ ท่านว. วชิรเมธี ได้ไขปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : การทำบุญด้วยการให้ทานหรือการทำบุญเลี้ยงพระ เป็นเหตุให้มีการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ดูเหมือนการกรวดน้ำหลังจากทำบุญเสร็จแล้วนี้จะได้คติมาจากเรื่องราวในสมัยพุทธกาล ซึ่งครั้งหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารทรงนิมนต์พระพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่พระราชนิเวศน์ หลังจากฉันภัตตาหารแล้วทรงลืมกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว คืนนั้นเอง เปรตซึ่งเป็นญาติของพระองค์จึงมาส่งเสียงร้องขอส่วนบุญ รุ่งขึ้นพระเจ้าพิมพิสารนำเรื่องนั้นไปกราบทูลว่าจะแก้ไขอย่างไรดี ทรงแนะนำให้ท้าวเธอทำบุญเลี้ยงพระแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ รุ่งขึ้นพระองค์จึงทรงทำบุญเลี้ยงพระอีกครั้งหนึ่ง และในครั้งนี้พระองค์ทรงตั้งพระทัยอุทิศส่วนกุศลแก่ปวงญาติในอดีตทุกคน ในการอุทิศส่วนกุศลนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงหลัั่ง “ทักษิโณทก” ตกต้องเหนือปฐพี คืนนั้นเปรตเหล่านั้นไม่มารบกวนพระองค์อีกเลย แสดงว่าพวกเขาได้รับส่วนบุญจากการอุทิศให้ของพระองค์นั่นเอง นับแต่นั้นเป็นต้นมาจึงเกิดประเพณีนิยมในการทำบุญเลี้ยงพระว่า ต้องมีการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษหรือสรรพสัตว์ด้วยเสมอไป การกรวดน้ำที่ถูกต้องทำได้ง่าย ๆ เพียงรินน้ำจากภาชนะหนึ่งลงสู่อีกภาชนะหนึ่ง หรือไม่เช่นนั้นก็รินลงสู่พื้นดินโดยตรงก็ได้ ขณะรินน้ำนั้นควรตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ที่เราต้องการจะอุทิศส่วนกุศลให้ หลักการรินหรือกรวดน้ำนั้นมีอยู่ว่า พอพระสงฆ์ผู้เป็นประธานเริ่มอนุโมทนาด้วยบทว่า “ยะถา วาริวะหา…” ก็เริ่มรินน้ำ พอพระรูปที่สองรับว่า “สัพพี…” ต้องรินน้ำให้หมด แล้วประนมมือรับพรต่อไปอย่างสงบจนพระอนุโมทนาจบ เคยมีความเข้าใจผิด ๆ ว่า เวลาพระกรวดน้ำ หากผู้ร่วมทำบุญมีกันหลายคน คนที่ไม่ได้กรวดน้ำก็ควรแตะกันและกันต่อไปจากคนแรกจนถึงคนสุดท้าย ขอแนะนำว่าวิธีนี้ไม่ถูกต้อง ควรมอบภาระในการกรวดน้ำนั้นให้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งก็ได้ ส่วนคนที่เหลือก็นั่งประนมมืออย่างสงบ […]

ชาติหน้าดีแค่ไหน กำหนดได้ด้วย จิตดวงสุดท้าย โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ชาติหน้าดีแค่ไหน กำหนดได้ด้วย จิตดวงสุดท้าย โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ดวงจิตที่มีสติมาบล็อกมากั้น ด้วยอำนาจของการตั้งสติกำหนดจิตให้ผ่องใส บริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อของกิเลสมาแปดเปื้อนในช่วงจิตดวงสุดท้ายนั้น เมื่อจิตดับลงแล้วย่อมไปเกิดในสุคติภูมิ ถ้าไปเกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้คุณสมบัติพิเศษ เรียกว่า “ติกขบุคคล” ซึ่งประกอบด้วยไตรเหตุ คือมีลักษณะ 3 ประการที่พิเศษกว่าคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป ได้แก่ 1. รูปสวย 2. รวยทรัพย์ 3. ไม่อับปัญญา คุณลักษณะ 3 อย่างนี้ถือว่าเป็นมนุษย์สมบัติอันสมบูรณ์แบบที่ใคร ๆ ก็พึงปรารถนา เพราะถ้ารูปสวย เกิดมารูปร่างหน้าตาดี ตระกูลก็ดี แถมยังรวยด้วย แต่กลับเอ๋อ ติงต๊อง เบ๊อะบ๊ะ จับเจ่า จ๊กมก ซื่อบื้อ นี่ก็ไม่ไหวนะ ปัญญาไม่สัมปยุต แบบนี้หลายคนก็ไม่ปรารถนา หรือถ้าปัญญาดีและรวยด้วย แต่รูปร่างหน้าตากลับดูไม่ได้เลย แบบนี้ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน คำว่า “รูปสวย” ก็คือ รูปร่างหน้าตาดี สมส่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า ตัวอย่างเช่น เบญจกัลยาณี […]

Dhamma Daily : ปัญหาโลกแตกของ คนโลกสวย อยากเห็นธรรม แต่ไม่อยากเห็นทุกข์ ทำอย่างไรดี

พระอาจารย์คะ หนูเกลียดความทุกข์มาก ไม่ชอบเผชิญหน้ากับมันเลย แต่พระพุทธศาสนาสอนว่า “ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม”หนูอยากเห็นธรรม แต่ไม่อยากเห็นทุกข์…จะได้ไหมคะ

บทสวดเย ธมฺมา (แปล): หัวใจของพุทธศาสนา

ประวัติความเป็นมาของ บทสวดเย ธมฺมา มีอยู่ว่า หลังจากพระอัสสชิหนึ่งในปัญจวัคคีย์ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์จนบรรลุอรหันต์แล้ว วันหนึ่งท่านไปบิณฑบาตร

นางสุปปิยา สตรีผู้มีสัจจะและศรัทธาอันยิ่งใหญ่

นางสุปปิยา และสามี มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า หนึ่งในกิจวัตรประจำวันของทั้งสองคือ การเดินทางไปถวายภัตตาหารแด่ภิกษุสงฆ์

อุบายในการ ทำสมาธิ โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

อุบายในการ ทำสมาธิ โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท เมื่อนั่งสมาธิจนจิตสงบ ให้เข้าไปกำหนดดูและพิจารณาร่างกายเวลาจิตสงบแล้ว ก็พุทโธบ้าง พิจารณาบ้าง (แต่ถ้าเราจะให้จิตสงบอย่างเดียวก็ไม่ต้องพิจารณา) พอสงบก็เริ่มพิจารณา หรือบางทีมันฟุ้งซ่านไม่สงบก็พิจารณาไปได้โดยอาศัยปัญญาอบรมสมาธิ พิจารณาอยู่ในกายไปตลอด เมื่อจิตสงบได้แล้วจะละเอียด จะเห็นชัดขึ้น การกำหนดอยู่ในกายเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เรียกว่ากายานุปัสสนา หรือกายคตาสติ มีสติอยู่กับกายก็เกิดความสงบได้ มีสติอยู่กับลมหายใจก็เกิดความสงบได้ ทำสมาธิและปัญญาพร้อมกัน คือการเข้าไปกำหนดรู้กายและพิจารณากายพร้อมกัน ลองฝึกอย่างนี้ก็ใช้ได้ หรือเวลานั่งสมาธิให้สงบอย่างเดียวก็คือหายใจกำหนดพุทโธ ถ้าพุทโธห่างมันไม่สงบ ก็ให้กำหนดพุทโธถี่ ๆ ไม่คิดเรื่องอื่น ให้นึกในใจว่า พุทโธ ๆๆ อยู่ในจิตเรา อยู่ในกายเรา อย่าให้จิตแวบออกไป พอจิตจะแวบออกไปให้ดึงมาที่พุทโธ ๆ ไม่นานก็สงบ นี่เป็นอุบายสำหรับจิตพยศ เปรียบได้เหมือนกับเราฝึกม้าพยศ เมื่อไม่เชื่องก็ต้องหวดต้องตี จิตของเราก็เหมือนฝึกม้า ต้องเอาพุทโธเข้าไปตีบ่อย ๆ เอาพุทโธไปแนบ เราคิดแต่พุทโธแล้วจิตจะไปคิดเรื่องอื่นได้อย่างไร พอจิตจะไปโน่นไปนี่ ดึงมันมาพุทโธถี่ ๆ สมมติจิตจะไปอเมริกานี่เราดึงมาพุทโธถี่ ๆ พอรู้สึกว่าจิตสงบแล้วเราก็หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ ไปตามปกติ […]

ฝึกสมาธิภาวนา : สัจธรรมสากลสำหรับคนทั้งโลก โดย ว.วชิรเมธี

การ ฝึกสมาธิภาวนา นี้ เรามักเข้าใจว่าเป็นของชาวพุทธ แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงค้นพบสัจธรรมที่มีอยู่ในโลกก่อนการมาถึงของพระองค์

การปฏิบัติสมาธิ มีหลายแบบหลายแนวไม่เหมือนกัน สรุปแล้วจะเชื่อสำนักใดดี?

การปฏิบัติสมาธิ มีหลายแบบหลายแนวไม่เหมือนกันเลย สรุปแล้วจะเชื่อสำนักใดดี เพราะแต่และสำนักก็ล้วนแต่กล่าวว่าตรงตามทางตถาคตทั้งสิ้น

Dhamma Daily : ดิฉันสงสัยในคำสอนว่าเราไม่ควร ยึดติด ทั้งความสุข ความทุกข์ หรืออารมณ์ เช่นนั้นชีวิตคงจะราบเรียบมาก

Dhamma Daily : ดิฉันสงสัยในคำสอนว่าเราไม่ควรยึดติด ทั้งความสุข ความทุกข์ หรืออารมณ์ เช่นนั้นชีวิตคงจะราบเรียบมาก ถาม: ดิฉันสงสัยเกี่ยวกับคำสอนที่ว่าคนเราไม่ควร ยึดติด ตัวเรา ตัวตนของเรา ไม่ควรยึดติดความสุข ความทุกข์ หรือยึดติดในอารมณ์ใดๆ และไม่ควรมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งใดให้มาก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ชีวิตคงจะราบเรียบมาก แล้วเราจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไรกันคะ ตอบ: คำสอนเรื่อง “การไม่ยึดติด” นั้นเป็นคำสอนขั้นลึกของพุทธศาสนา ถ้าหากคนไม่เข้าใจความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการสอนเรื่องนี้ก็จะปฏิบัติไม่ถูก พอปฏิบัติไม่ถูก แทนที่จะมีความสุขก็อาจจะมีความทุกข์ หรือไม่เช่นนั้นก็อาจมองเห็นไปว่าคำสอนเรื่องนี้ไม่น่าจะดีหรือไม่น่าจะมีประโยชน์ เบื้องต้นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมท่านจึงสอนให้ไม่ยึดติด คำตอบก็เพราะว่า ทุกความ ยึดติด จะมีผลข้างเคียงเป็นความทุกข์เสมอ ถามต่อไปว่า ทำไมจึงสอนให้ไม่ยึดติด คำตอบก็เพราะว่า ธรรมชาติของสิ่งต่างๆ นั้นมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ใครไป ยึดติด เข้า พอสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป ก็จะทุกข์เป็นธรรมดา ยกตัวอย่างง่ายๆ คนที่มียศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง บริวาร แล้วยึดติดว่าสิ่งนี้จะอยู่กับตัวเองไปตลอดเวลา แต่วันหนึ่งพอถูกถอดยศ กลายเป็นคนเคยรวย พอชื่อเสียงเริ่มลดลง พอบริวารหดหาย  จิตใจที่ยึดติดก็จะรับความจริงไม่ได้ ครั้นไม่ยอมรับความจริงคือความเปลี่ยนแปลงเท่านั้นแหละ ความทุกข์ตรมขมไหม้ก็ตามมา แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีความเข้าใจว่ายศ ทรัพย์อำนาจ ชื่อเสียง บริวารเป็น “อนิจจัง” เกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา เมื่อสิ่งเหล่านี้แสดงความไม่จีรังให้เห็น แทนที่จะทุกข์เพราะหลงยึดติดก็กลับกลายเป็นว่าสามารถยอมรับความจริงได้ ไม่ทุกข์ ยิ้มรับความผันผวนปรวนแปรได้อย่างสงบ และไม่ตีโพยตีพายมองดูความเปลี่ยนแปลงด้วยความเข้าใจเหมือนคนที่ยืนมองดูน้ำไหลอยู่บนตลิ่ง ไม่นึกเสียดายน้ำที่ไหลผ่านไปแม้จะมากมายเพียงไหนก็รู้สึกเฉยๆ คนที่เข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งว่าตกอยู่ภายใต้กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้น จะเป็นคนที่ไม่ยึดติดกับอะไร แต่คำว่า “ไม่ยึดติดกับอะไร” ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ต้องมีอะไร ตรงกันข้าม เขายังคงมี ยังคงเกี่ยวข้องกับยศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง บริวาร บ้าน รถ ครอบครัว ลูก เมีย สมบัติข้าวปลาอาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ เหมือนคนทั่วไป เพียงแต่ว่าเขาเกี่ยวข้องอย่างคนที่ “รู้เท่าทัน” เปรียบเหมือนคนที่กินปลาทูโดยรู้อยู่ว่าปลาทูนั้นมีก้าง แต่ไม่ยอมให้ก้างตำคอ ตำมือ เพราะเขา “รู้เท่าทัน” มันเสียแล้วนั่นเอง ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ที่ท่านสอนให้ไม่ยึดติดก็เพราะเราไม่อาจยึดอะไรเอาไว้ได้อย่างถาวร ที่ไม่อาจยึดเอาไว้ได้อย่างถาวรก็เพราะสิ่งต่างๆ ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง (อนิจจตา) การไม่ยึดติดไม่ได้หมายความว่าไม่มี ไม่ใช้ ไม่เกี่ยวข้องแต่ยังคงมี ยังคงใช้ ยังคงเกี่ยวข้อง แต่เป็นการมีใช้และเกี่ยวข้องอย่างคนที่มีปัญญา ไม่หลง ไม่ยึดติดอีกต่อไปแล้ว เขาใช้ของเหล่านั้นอย่างคนที่ใช้ไฟฉายสำหรับส่องทาง พอใช้เสร็จก็วาง ไม่ยึดไว้ ถือไว้ตลอดเวลา จำกันง่ายๆ ว่า “สรรพสิ่งคือของใช้  อย่าเข้าใจว่าเป็นของฉัน” ส่วนการไม่ยึดติดจะทำให้ชีวิตจืดหรือไม่ คำตอบก็คือเปล่าเลย ตรงกันข้าม คนที่ไม่ยึดติดเพราะรู้ทันความจริงของสิ่งต่างๆ นั้น กลับมีชีวิตที่มีชีวาอย่างยิ่ง มีความสุขความเจริญอย่างยิ่งเพราะไม่ว่าจะพบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงครองเป็นปกติอยู่ได้ ยังคงยิ้มได้ ไม่ทุกข์ ไม่ห่อเหี่ยว ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาสิ้นหวัง หดหู่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ยิ้มรับอย่างมีชีวิตชีวาได้เสมอ ไม่ว่าเขาจะมี จะเป็น จะบริโภค จะเผชิญกับอะไรก็ตามเขาก็รู้เท่ารู้ทัน ปล่อยลง ปลงได้ ชีวิตจึงไม่หวั่นไหวกับอะไรง่ายๆ พอปฏิบัติอย่างนี้ได้ ก็ยิ่งมีความสุขความเจริญ ไม่ใช่กลายเป็นคนเฉยๆ อย่างที่เข้าใจกันมาแต่อย่างไร ลองดูพระ-พุทธเจ้าสิ ท่านไม่ยึดติดอะไรเลย แต่ถามว่าพระองค์มีความสุขไหม คำสอนเรื่องการไม่ยึดติดนั้นต้องใช้ปัญญาจึงจะปฏิบัติได้ถูกต้อง หากปราศจากปัญญา พอทำท่าว่าจะไม่ยึดติดก็อาจจะกลายเป็นการ “ยึดติด” ในความ “ไม่ยึดติด” ก็เป็นได้   ธรรมะจากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand) […]

3 ลัทธิ ที่ชาวพุทธพึงทราบว่า “ไม่ใช่พระพุทธศาสนา” – ว.วชิรเมธี

ลัทธิ ทั้งสามต่อไปนี้ เป็นลัทธิที่ชาวพุทธนิยมนำไปปะปนเข้ากับพุทธศาสนา จนแยกแยะไม่ออก ได้แก่ ลัทธิกรรมเก่า ลัทธิพระเจ้าบันดาล ลัทธิบังเอิญ

กรรมของผู้ปฏิบัติธรรม โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

กรรมของผู้ปฏิบัติธรรม โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ แม้การปฏิบัติธรรมจะเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อฝึกจิตให้พร้อมที่จะมีสติทุกเมื่อ แต่ก็มีนักปฏิบัติธรรมจำนวนมากที่ยังปฏิบัติผิดทาง ทำให้แทนที่จะได้สติ กลายเป็นขาดสติยิ่งขึ้น พวกที่หนึ่ง เป็นพวกชอบเผลอ เหม่อ เอ๋อ ใจลอย จับเจ่า จ๊กมก ซื่อบื้อ หลงดู หลงฟัง หลงกลิ่น หลงรส หลงสัมผัสทางกาย และหลงหรือไหลไปกับความคิด อยู่ในโลกแห่งความคิดจินตนาการเพ้อฝันต่าง ๆ การปฏิบัติแบบนี้จึงกลายเป็นทางไปสู่ภพภูมิของสัตว์เดรัจฉาน พวกที่สอง เป็นพวกชอบบังคับกาย บังคับใจ เกร็ง เพ่ง บังคับทั้งกายและใจ ต้องการเอาชนะ ต้องการจะควบคุมให้ทุกอย่างอยู่ในอำนาจของตัวเอง แต่เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นตามที่ต้องการ ไม่อยู่ในอำนาจ ก็เกิดโทสะ หงุดหงิด โมโห อึดอัด ลนลาน ลุกลี้ลุกลน กระสับกระส่าย กระวนกระวาย จิตใจกลัดกลุ้มรุ่มร้อน และเมื่อรู้ว่าโทสะเกิดก็จะพยายามเข้าไปบังคับโทสะเพื่อให้โทสะดับไป หายไป กลายเป็นเกิดโทสะกับโทสะที่เกิดขึ้นอีกทีหนึ่ง โมโหกับความโมโห หงุดหงิดกับความหงุดหงิด อึดอัดกับความอึดอัด เป็นต้น การปฏิบัติแบบนี้จึงกลายเป็นทางสู่ภพภูมิสัตว์นรก พวกที่สาม […]

เคล็ดลับ การภาวนา “พุท – โธ” ให้จิตรวมตัวอย่างฉับพลัน โดย ส. ชิโนรส

อยากเร่งให้จิตสงบไวด้วย การภาวนา “พุท – โธ” เราควรรู้เคล็ดลับ 2 ประการ คือ ศรัทธาที่แรงกล้า ผู้ปฏิบัติจะต้องเชื่อมั่นในพระพุทธองค์อย่างแรงกล้า แม้กระทั่งชีวิตก็ยอมมอบให้ได้ เรียกว่า “ตถาคตโพธิศรัทธา” ศรัทธาชนิดนี้จะมีปาฏิหาริย์ที่น่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง ดึงจิตผู้ปฏิบัติให้รวมตัวนิ่งเป็นสมาธิได้อย่างฉับไว แต่หากผู้ปฏิบัติไม่มีศรัทธาชนิดนี้แล้ว การนึกถึงพุทธคุณจะสำเร็จได้ยาก ภาวนาในเวลาคับขัน ผู้ปฏิบัติอยู่ในสถานการณ์ที่มีอันตรายถึงชีวิต เช่น อยู่ต่อหน้าเสือ อยู่ในถ้ำที่เสืออยู่ หรือถูกฝูงช้างป่าล้อม เป็นต้น การภาวนา “พุท – โธ” หรือนึกถึงพุทธคุณในสถานการณ์เช่นนี้ได้ผลดีวิเศษสุด จิตจะรวมตัวพรึบลงอย่างฉับพลัน เคล็ดลับนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ใช้เสมอในการอบรมพระเณร เช่น ให้ไปภาวนาในถ้ำที่มีเสือ หรือให้ไปภาวนาในป่าเปลี่ยวอันตรายรอบด้าน ลูกศิษย์ลูกปู่มั่นหลายรูปจึงสำเร็จสมาธิชั้นสูง พบกับความมหัศจรรย์ทางจิตอย่างไม่มีประมาณ ผู้เขียนคุยกับอุบาสิกาที่สำเร็จสมาธิขั้นสูงคนหนึ่ง นางเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “สำเร็จสมาธิขั้นสูงเพราะภาวนาพุทโธขณะที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายขั้นชีวิต” ตัวนางไม่เคยทำสมาธิมาก่อน ไม่รู้ว่าฌานเป็นอย่างไร วันหนึ่งนางอุ้มลูกน้อยแบเบาะเข้าไปหากินในป่าลึกทางจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อเดินหาของป่าจนเมื่อย นางจึงแวะนั่งพักอยู่บนขอนไม้แห่งหนึ่ง วางลูกน้อยไว้ข้างตัว นางหลับตาพักผ่อนได้พักใหญ่ก็ได้กลิ่นสาบสางของสัตว์ร้ายกระทบเข้าที่จมูก รู้ว่าใกล้เพียงแค่วาเดียวเท่านั้นเอง เมื่อลืมตาขึ้นก็ตกใจจนช็อก ผู้ที่นั่งอยู่ตรงหน้านางแค่ 2 เมตรคือเสือโคร่งตัวเบ้อเร่อนั่นเอง […]

“รู้แล้ววาง” คือ “ทางพ้นทุกข์” ข้อธรรมให้แง่คิดโดย ส. ชิโนรส

ท่าน ส. ชิโนรส ได้แสดงข้อธรรมให้แง่คิดในเรื่องของการพ้นทุกข์ไว้ดังนี้ ธรรมชาติของกายและใจตามเป็นจริง คือ “มันเป็นอย่างนั้นเอง” กายและใจ รูปธรรมและนามธรรมทั้งหมด มีแต่เกิดกับดับ เกิดกับตายทุกวินาที (อนิจจัง) มีเหตุปัจจัยต่าง ๆ บีบคั้น บีบบังคับให้ต้องเกิด – ดับอยู่ตลอดเวลา (ทุกขัง) และไม่มีใครมีอำนาจสั่งให้เป็นไปตามความต้องการ ไม่มีตัวกูของกูที่แน่นอน ไม่มีค่าที่ตายตัวเที่ยงแท้ ว่างเปล่าจากตัวตน (อนัตตา) “อนิจจัง – ทุกขัง -อนัตตา” คือ ธรรมชาติแท้ของกายและใจมันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร  ผู้เจริญวิปัสสนาเคยเห็นธรรมชาตินี้มาแล้ว ก่อนที่ยังไม่พ้นวิปัสสนูปกิเลส แต่ตอนนั้นสติปัญญายังไม่แจ่มแจ้งเต็มร้อย เพราะวิปัสสนูปกิเลสทำให้เขว และยังมีความสงสัยคลำหาทางออกไม่พบ แต่ตอนนี้มองเห็นได้แจ่มแจ้งแล้วว่า “กายและใจมันเป็นอย่างนี้เอง เราหนีธรรมชาตินี้ไม่พ้น ต้องยอมรับมัน” การเห็นอนิจจัง ทุกขัง หรืออนัตตาได้ชัดเจนกว่ากันหรือไม่ แต่ละคนไม่เหมือนกัน บุญใครบุญมัน ผู้ที่มีความเชื่อเลื่อมใสมาก (ศรัทธา) จะเห็นการเกิด – ดับได้ชัดเจน ผู้ที่มีความเพียรมาก (วิริยะ) จะเห็นความทุกข์ได้ชัดเจน ส่วนผู้ที่มีปัญญามาก (ปัญญา) จะเห็นอนัตตาความว่างได้ชัดเจน […]

keyboard_arrow_up