Dhamma Daily :คนธรรมดาที่ ยังมีห่วง อย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ

Dhamma Daily :คนธรรมดาที่ ยังมีห่วง อย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ ถาม: คนธรรมดาที่ยังมีห่วงอย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ ตอบ: คนธรรมดาที่เป็นฆราวาสถึงนิพพานเยอะแยะไป อย่างพระเจ้าสุทโธทนะเองไม่ได้บวช แต่ก็ถึงพระอรหันต์ หรือฝรั่งบางคนแม้จะไม่ได้อยู่ในศาสนาพุทธ แต่ถ้าปฏิบัติได้ถูกทางก็หลุดพ้นได้ คนที่อยากจะถึงนิพพานจริงๆ จำต้องอาศัยการปรารภความเพียร และความพยายามเป็นตัวช่วยนะ ไม่งั้นคงถึงได้ยาก ถ้าหากอยากเริ่มต้นปูทางไปนิพพานตั้งแต่วันนี้ ก็ลองเริ่มทำนิพพานน้อยๆ ที่เรียกว่า ตทังคนิพพาน หรือ นิพพานชั่วขณะ (ภาวะของกิเลสเกิดขึ้นและดับไปชั่วขณะด้วยอำนาจของฌาน) ดูก่อนก็ได้ เช่นเวลาใจเร่าร้อนแล้วเรารู้เท่าทันตัวเองจนเห็นความเร่าร้อนที่ดับไป ก็ถือว่าเป็นนิพพานน้อยๆ ได้เหมือนกัน ไฟไหม้เราใช้น้ำดับได้ แต่เวลาใจของเราถูกแผดเผาให้เร่าร้อน ทุรนทุราย จากไฟพิเศษที่เรียกกันว่าไฟบรรลัยกัลป์จะนั่งที่ไหนก็ร้อน…ในน้ำก็ร้อน ห้องแอร์ก็ไม่เย็น…จะใช้อะไรดับก็ไม่ได้ ต้องมีอุปกรณ์ในการดับ คือใจของผู้ถูกเผาเองนั่นละ ในตัวของเรามีไฟอยู่สามกองที่เรียกว่าไฟกิเลส กองแรกคือราคะ ตั้งแต่เช้าถูกไฟกองนี้เผามาบ้างไหม อยากทานอะไรสักอย่าง อยากดูหนัง ดูละคร ซื้อนั่นนู่นนี่ กองที่สองคือโทสะความขัดใจ จากบ้านมาถึงที่ทำงาน ขัดใจคนที่บ้าน เพื่อนที่ทำงาน เจ้านาย ลูกน้องบ้างหรือเปล่า หรือที่โรงเรียนมีเพื่อนมาขัดใจเราบ้างไหม กองสุดท้ายคือโมหะ ความลุ่มหลง […]

การบวช ไม่ใช่หนทางเดียวสู่ มรรคผล นิพพาน ธรรมะจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

ยังมีคนอีกจำนวนมากที่เข้าใจอย่างผิดๆ ว่า การบวชเท่านั้นเป็นหนทางแห่งมรรค ผล นิพพาน เพราะแท้ที่จริงนั้น การบวชเป็นเพียง “เส้นทางหนึ่ง” ในบรรดาสองทาง

ท่านพุทธทาสภิกขุระงับ โรคหัวใจวาย และน้ำท่วมปอดด้วยธรรมโอสถของพระพุทธเจ้า

เหตุการณ์ท่านพุทธทาสภิกขุอาพาธด้วย โรคหัวใจวาย และน้ำท่วมปอดนี้ เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ชาวพุทธจะได้เรียนรู้วิธีการระงับโรคภัยด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้า หมู่นี้สังเกตได้ว่าผู้คนหันมาสนใจเรื่องขอบสุขภาพกันมากขึ้น อาจเรียกว่าเป็นเทรนด์ หรือ กระแส ดังนั้นการนำพระพุทธศาสนา หรือธรรมะเข้ามาในกระแสที่กำลังนิยม น่าจะช่วยทำให้ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นที่สนใจมากขึ้น จึงเห็นควรว่าถ้านำเหตุการณ์ของพระสงฆ์อาพาธที่เป็นที่รู้จักของคนไทย มาบอกเล่าสู่กันฟัง น่าจะทำให้เราเข้าใจถึงธรรมะของพระพุทธเจ้าที่สามารถช่วยเรื่องของสุขภาพได้เป็นอย่างดี จึงขอยกเหตุการณ์อาพาธของท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งในขณะนั้นท่านอาพาธเป็นโรคหัวใจวายและน้ำท่วมปวด     ครั้งท่านพุทธทาสภิกขุอาพาธด้วยโรคหัวใจวายและน้ำท่วมปอด นายแพทย์ประเวศ วะสีนิมนต์ท่านพุทธทาสภิกขุไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช แต่ท่านว่าท่านไม่ถูกกับกรุงเทพฯ ไปอยู่ทีไรมีอันต้องเจ็บต้องป่วยทุกที จนสุดท้ายแล้วท่านได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสุราษฏร์ธานี บทสนทนาระหว่างท่านพุทธทาสภิกขุกับนายแพทย์ประเวศ วะสี ที่คัดมานี้ ทำให้เราเห็นถึงสัจธรรมความจริงของมนุษย์ ที่ไม่สามารถหนีพ้นจากความทุกข์ ที่มาในรูปลักษณ์ของโรคภัยเบียดเบียนได้ แต่มีวิธีเดียวคือการพิจารณาและเข้าใจในความทุกข์นั้น และยาที่จะรักษาโรคทางกายนี้ให้หายได้คือธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุได้สอดแทรกไว้ในบทสนทนาที่คัดมานี้     ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า อาตมาก็คิดอยู่ว่า ถือเป็นหลักแต่ไหนแต่ไรแล้ว ให้ธรรมชาติรักษา ธรรมะรักษา คุณหมอช่วยผดุงชีวิตให้มันโมเม โมเมไปได้ อย่าให้ตายเสียก่อน แล้วธรรมชาติก็จะรักษาโรคต่าง ๆ ได้เอง ได้เท่าไรก็เอาเท่านั้น ไม่ต้องการมากกว่านั้น ที่จริงมันควร (หัวเราะ) ไม่ควรจะมีอายุมากกว่าพระพุทธเจ้า เมื่อต้องเป็นอย่างนี้ก็ศึกษาปัญหามันก็มีว่าจะทำอย่างไร ให้มันอยู่ได้โดยมีชีวิตมากกว่าพระพุทธเจ้า แต่ไม่เป็นปัญหา โดยหลักธรรมชาติ […]

Dhamma Daily: ตักบาตรพระ ด้วยอาหารค้างคืน บาปไหม

Dhamma Daily: ตักบาตรพระ ด้วยอาหารค้างคืน บาปไหม อาหารที่เราขายไม่หมด แล้วเก็บไว้ ตักบาตรพระ ในวันถัดไป จะบาปไหม ผลหรืออานิสงส์แห่งทานก็ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ตนได้ทำไว้ ให้สิ่งใดก็ได้รับสิ่งนั้น

เมื่อ ท่านพ่อลี ธัมมธโร เพ่งกสิณ ใส่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส)

เมื่อ ท่านพ่อลี ธัมมธโร เพ่งกสิณ ใส่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) ครั้งที่ท่านพ่อลีจำพรรษาอยู่ที่วัดบรมนิวาส ท่านได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) อยู่เสมอ แต่ที่ผ่านมาสมเด็จฯท่านไม่ค่อยชอบพระกรรมฐานสักเท่าไหร่ ถึงกับเคยไล่พระอาจารย์มั่นเสียด้วยซ้ำ (หมายเหตุ :  สมเด็จพระมหาวีรวงศ์สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฑลและเจ้าคณะธรรมยุตในภาคอีสาน เมื่อทราบข่าวว่ามีคณะพระป่ากรรมฐานของหลวงปู่มั่นเดินทางมาพักอยู่ที่บ้านหัวตะพาน จึงสั่งให้เจ้าคณะแขวงอำเภอพร้อมด้วยนายอำเภออำนาจเจริญไปทำการขับไล่พระป่าคณะนี้ออกไปให้หมด  ทั้งยังประกาศด้วยว่า ถ้าผู้ใดใส่บาตรพระเหล่านี้จะจับใส่คุกให้หมดสิ้น) แต่ท่านพ่อก็พิจารณาคุณูปการของสมเด็จที่มีต่อตัวท่าน จึงปรารถนาเกื้อกูลด้วยการแก้ทิฏฐิของสมเด็จฯให้รู้ว่า “…ธรรมของจริง ผู้รู้จริงเป็นอย่างไร สมเด็จฯท่านอ่านตำรามาก ชอบวิจารณ์วิจัย แต่วัน ๆ ผ่านไปโดยไม่ปฏิบัติสมาธิภาวนาพิจารณาสังขาร ทำแต่งานภายนอก คิดดูแล้วก็น่าสงสาร ท่านเป็นผู้มีคุณูปการต่อเรา เราต้องปฏิบัติการตอบท่านด้วยธรรมที่รู้เห็นมาตามสติปัญญาที่มี” ดังนั้นท่านพ่อลีจึงเดินทางมายังวัดบรมนิวาส แล้วเพ่งกสิณน้ำและกสิณไฟใส่สมเด็จฯ จนสมเด็จฯถึงกับเรียกท่านพ่อลีมาถามว่า “เอ…วันนี้มันเป็นอะไรกันนะ เดี๋ยวร้อนเหมือนถูกไฟเผา เดี๋ยวหนาวจนสะบั้น” ท่านพ่อลีก็ทำเสมือนไม่ได้ทำอะไรท่าน แล้วถามท่านกลับไปว่า “ไหน…ไหน…ไหน…มันเป็นอะไร อากาศร้อนหนาวมันก็เปลี่ยนแปลงบ้างแหละขอรับ เจ้าประคุณ” ***สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส)*** แต่ท่านสมเด็จฯเป็นปราชญ์ ท่านสังเกตว่าท่านพ่อลีมาทีไร อาการหนาว ๆ ร้อน ๆ ก็หายไปทุกครั้ง […]

อสุรกายร้ายยังต้องยอมจำนนต่อ บารมีธรรมของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ  

อสุรกายร้ายยังต้องยอมจำนนต่อ บารมีธรรมของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ เรื่องมีอยู่ว่า… เช้าวันหนึ่ง หลวงปู่แหวน สุจิณโณ กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้ออกบิณฑบาตที่หมู่บ้านชาวป่า มี 4-5 หลังคาเรือน ชาวบ้านพากันมาใส่บาตรด้วยความดีใจ เพราะนาน ๆ จึงจะมีพระธุดงค์มาโปรดสักที ชาวบ้านถามว่า พระคุณเจ้าทั้งสองจะไปไหน หลวงปู่บอกว่าจะมุ่งไปทางเทือกเขาที่มองเห็น แล้วจะลงไปทางสุวรรณเขต (อยู่ตรงข้ามกับมุกดาหาร) ชาวบ้านแสดงอาการตกใจ พร้อมทั้งทัดทานว่าอย่าไปทางโน้นเลย เพราะมียักษ์ปีศาจดุร้ายสิงอยู่ คอยทำร้ายคนและสัตว์ที่ผ่านไปทางนั้น หลวงปู่ทั้งสองฟังแล้วก็กล่าวขอบใจในความหวังดี และบอกว่าท่านทั้งสองได้มอบกายถวายชีวิตให้พระศาสนาแล้ว ขออย่าได้ห่วงตัวท่านเลย แล้วท่านก็ออกเดินทางไปในทิศทางดังกล่าว หลวงปู่ออกเดินทางโดยข้ามลำน้ำสองแห่ง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ป่าแถบนั้นเงียบกริบ ไม่ได้ยินเสียงสัตว์ต่างๆ เลย แม้แต่นกก็ไม่มี ดูผิดประหลาดมาก พอใกล้ค่ำหลวงปู่ทั้งสองก็มาถึงยอดเขาสูงที่มีลักษณะประหลาดมาก คือยอดเป็นสีดำคล้ายถูกไฟเผา รูปลักษณะดูตะปุ่มตะป่ำคล้ายหัวคนบ้าง หัวตะโหนกช้างบ้าง แปลกไปจากเขาลูกอื่นๆ หลวงปู่ทั้งสองเลือกปักกลดค้างคืนข้างลำธารที่มีน้ำใสไหลผ่านอยู่ที่เชิงเขาลูกนั้น ปักกลดห่างกันประมาณ 10 เมตร เมื่อสรงน้ำพอสดชื่นแล้ว ต่างองค์ก็นั่งสงบภายในกลดของตน ทั้งสององค์ตระหนักในความประหลาดของสถานที่นั้น แต่ไม่ได้พูดอะไรกัน เพียงแค่นั่งสงบอยู่ภายในกลด ประมาณ 5 ทุ่ม หลวงปู่แหวนก็ออกจากกลดเตรียมจะเดินจงกรม […]

จากอาหารญี่ปุ่นสุดหรู สู่ราเม็งแค่ชามเดียว : เจ้าของ ร้านราเม็ง อิดะ โชเท็น

โชตะ อิดะ ชายหนุ่มตัวอวบ ตาแป๋ว เคยฝันอยากเป็นเชฟร้านอาหารญี่ปุ่น หลังจบมหาวิทยาลัยเขาไปฝึกงานที่ร้านอาหารดัง ๆ ในโตเกียวจนอายุยี่สิบต้น ๆ แต่วันหนึ่งเขาพบว่า ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเลของที่บ้านเป็นหนี้สินหลักร้อยล้านเยน อิดะจําใจต้องพับความฝันที่จะเป็นเชฟใส่กระเป๋าแล้วกลับมาทํางานใช้หนี้ที่บ้านเกิดก่อน 1 บังเอิญว่าลุงของอิดะเปิด ร้านราเม็ง เขาจึงเริ่มเข้ามาช่วยบริหารจัดการร้านทั้งสามร้านของคุณลุง เนื่องจากร้านราเม็งนี้อยู่ภายใต้แฟรนไชส์ของแบรนด์ดัง อิดะจึงไม่ต้องทําอาหารเอง เขาเพียงดูแลเรื่องธุรกิจ การหาลูกค้าเข้าร้าน และงบกําไร – ขาดทุนเท่านั้น 2 อิดะทํางานโดยไม่หยุดพักตลอด 8 ปี จนตัวเลขกําไรของร้านราเม็งดีขึ้นเรื่อย ๆ วันหนึ่งอิดะเกิดความรู้สึกว่า เขาไม่อยากแค่รับน้ําซุป หมู และเส้นจากที่อื่นมาขายที่ร้านแล้ว 3 “ผมอยากทําราเม็งในสไตล์ของตัวเอง” 4 เมื่อคิดได้ดังนั้นอิดะก็ตระเวนชิมราเม็งตามร้านต่าง ๆ ทั่วญี่ปุ่นจนมาเจอร้านราเม็งร้านหนึ่งที่ทําให้อิดะ “ช็อก” 5 หากพูดถึงราเม็งแล้ว เชฟญี่ปุ่นส่วนใหญ่เน้นที่การทําน้ําซุป บางร้านเคี่ยวกระดูกหมูหลายสิบชั่วโมง บางร้านหยอดเครื่องเทศที่เป็นสูตรลับของทางร้าน แต่ร้านนี้ “เส้น” อร่อยมาก อร่อยจนอิดะแปลกใจว่ามีเส้นราเม็งที่อร่อยได้ขนาดนี้เลยหรือ เขากลับไปรับประทานราเม็งร้านนี้อีกหลายครั้ง และเดินทางไปรับประทานร้านของลูกศิษย์ร้านราเม็งดังกล่าวอีกหลายครั้งจนจํารสชาติได้ขึ้นใจ 6 อีกร้านหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตของอิดะ คือ ร้าน […]

ฟังธรรมะ ข้อคิดดี ๆ จาก 5 พระอาจารย์ชาวต่างชาติ ลูกศิษย์สายหลวงพ่อชา

หลวงพ่อชา นับว่าเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่สร้างคุณให้กับพระพุทธศาสนา ในการเปิดกว้างให้ชาวต่างชาติเข้ามาบวชเป็นพระสงฆ์ เพื่อศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา จึงขอนำเสนอ พระอาจารย์ชาวต่างชาติ 5 รูป ซึ่งเป็นลูกศิษย์สายหลวงพ่อชา เปรียบได้กับขุนพลธรรมที่จะนำธรรมะ ข้อวัตร ปฏิบัติไปเผยแพร่แก่ชาวพุทธทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติ   พระครูอุบลภาวนาวิเทศ   ประวัติ : ท่านเป็นชาวเยอรมัน มีความสนใจในการนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็ก เคยอยู่ประเทศไทยเมื่ออายุได้ 10 ขวบ เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นจึงย้ายกลับประเทศเยอรมนี ท่านมีความสนใจในด้านวิปัสสนากรรมฐานมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ที่ Free University of Berlin ตอนที่ยังเป็นฆราวาสยังฝึกสมาธิที่วัดไทยในประเทศเยอรมนีบ่อยครั้ง และได้เรียนรู้การทำวิปัสสนากรรมฐานจากหนังสือธรรมะของหลวงพ่อชาที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ หลังจากจบการศึกษาแล้วบินมาบวชเป็นพระที่วัดป่านานาชาติทันที เมื่อ พ.ศ. 2541 ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ และพระชาวต่างชาติรูปแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัฌาจารย์   พระอาจารย์ชยสาโร ประวัติ : ท่านเป็นชาวอังกฤษ เป็นคนขี้สงสัย พยายามแสวงหาคำตอบว่าสิ่งสูงสุดที่เราจะได้จากการเป็นมนุษย์คืออะไร ? ท่านเริ่มหาคำตอบจากความเชื่อในหลายศาสนาและหลายสังคมวัฒนธรรม แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถให้คำตอบท่านได้ จนได้มาพบกับพระพุทธศาสนาที่ทำให้ข้อสงสัยของท่านกระจ่าง ไม่หยุดเพียงเท่านี้ ท่านยังเคยปฏิบัติตนตามศาสนาต่าง ๆ ประพฤติตนเป็นฤาษีก็เคย จนกระทั่งได้พบกับพระอาจารย์สุเมโธ […]

ทำไม หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แห่งวัดบ้านไร่ ไม่เทศน์ให้ญาติโยมฟัง

หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แห่งวัดบ้านไร่ เป็นพระภิกษุที่มีคาถาอาคม เพราะตอนเป็นพระหนุ่ม ได้ศึกษาไสยศาสตร์ และได้ออกธุดงค์อยู่ป่าเป็นเวลานาน     ประชาชนที่เดินทางไปกราบไหว้หลวงพ่อคูณส่วนใหญ่แล้ว ต้องการไปหาวัตถุมงคลของขลังของท่านไว้ป้องกันตัว หรือเอามาเป็นของขลังที่จะช่วยให้การค้าขายเจริญตามความเชื่อนั่นแหละ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเคยถามท่านว่า ทำไมท่านจึงไม่เทศน์ให้ธรรมะแก่ญาติโยมที่มาหาท่าน     ท่านตอบว่า “จะพอมีเวลาอธิบายอะไร มีแต่คนจะเหยียบกันตาย แล้วจะมีเวลาอะไรมาอธิบาย มันหาเวลาอธิบายไม่ได้ เดี๋ยวก็ยืนตีหัวโป๊ก เดี๋ยวโป๊ก แค่นี้ขากูก็สั่นดิ๊กๆ แล้ว” ผมถามท่านตอบว่า ” คิดว่าเป็นการสะท้อนถึงปัญหาสังคมไทยไหมครับหลวงพ่อ คนไทยส่วนใหญ่ยังเชื่ออะไรง่าย ๆ แต่ว่าไม่อยากฟังเรื่องธรรมะเท่าไร มีปัญหากับสังคมไหม ที่ต้องมาหาหลวงพ่อกันเยอะ ๆ นี้” หลวงพ่อตอบว่า “พูดถึงเรื่องมีก็มี ถ้าเวลาพอกูแนะนำว่า อยากให้บ้านเมืองของเราเจริญ… ไม่ยากหรอก   ให้ตั้งอยู่ในองค์ปัญจะทั้ง 5 ข้อคือ รักษาศีล 5 บริสุทธิ์ บริบูรณ์ อย่าให้ขาด   แม้แต่เป็นพระก็ต้องยิ่งรักษาศีล ถ้าไม่มีศีลประจำใจ ไม่ว่าพระรูปหนึ่งรูปใดเป็นพระก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน”   […]

Dhamma Daily : ถ้า เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น แล้วต้องขัดแย้งกับครอบครัว ควรทำอย่างไร

ถาม : ถ้าการ เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น จะทำให้ต้องขัดแย้งกับครอบครัวและคนใกล้ชิด ควรทำอย่างไร ตอบ : การเปลี่ยนศาสนานั้นทำได้ เพราะชีวิตเป็นเอกสิทธิ์ของเจ้าของชีวิต เราจึงมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แต่หากการตัดสินใจของเราจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคมที่เราอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ครอบครัว ฯลฯ แล้วละก็ อย่างนั้นแสดงว่าผิดวัตถุประสงค์ของศาสนาแล้ว เพราะเป็นการเปลี่ยนไปสู่ความมีปัญหา ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วนำไปสู่ความสงบสุข ดังที่ผู้เขียนเคยแนะนำศาสนิกอื่นที่มาปรึกษาปัญหาคล้ายคลึงกันนี้ว่า ความดีงามเป็นมงคล ให้เก็บรักษาไว้กับใจ โดยไม่ต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นให้มีปัญหาเกิดขึ้น ถ้าเราทุกคนต่างทำความดีให้แก่กัน ย่อมไม่มีปัญหา เพราะทุกศาสนาสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ดังนั้นหากต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามคำสอนที่แท้จริงของศาสนา ย่อมไม่ทำให้เกิดปัญหา เช่นการเป็นชาวพุทธนั้น หากเป็นชาวพุทธแท้ ๆ ที่มีปัญญา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีปัญหาแสดงว่าไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้ เพราะการเป็นชาวพุทธที่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องประกาศตัวว่าฉันเป็นชาวพุทธ และไม่ต้องไปวัดก็สามารถทำได้ อย่างการสวดมนต์ ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ๆ ก็เป็นการปฏิบัติธรรมขั้นต้นแล้ว หรืออย่างการนั่ง การนอน กำหนดลมหายใจเข้าออก พร้อมกับภาวนาว่า “พุท – โธ” “ลมเข้า – ลมออก” หรือ “ออกซิเจน – คาร์บอนไดออกไซด์” ฯลฯ […]

Dhamma Daily : สิ่งใดที่เป็น สิ่งบ่งบอกว่าได้พบธรรม แล้ว ?

Dhamma Daily : สิ่งใดที่เป็น สิ่งบ่งบอกว่าได้พบธรรม แล้ว ? ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อพบธรรม หรือได้พบความจริงที่พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลายได้สัมผัส  คงเป็นข้อสงสัยของชาวพุทธตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ว่า สิ่งบ่งบอกว่าได้พบธรรม แล้วคืออะไร ? ปัญหาธรรมนี้เป็นคำถามจากสมาชิกซีเคร็ตท่านหนึ่งฝากข้อสงสัยนี้มาถึงเรา นับว่าเป็นคำถามที่มีความน่าสนใจ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายให้มีความรู้ในเรื่องนี้มากขึ้น แล้วเป็นบุญอย่างยิ่งสำหรับพวกเรา ที่พระอาจารย์โพธินันทะเมตตาตอบปัญหาธรรมนี้ให้ เพื่ให้เกิดความกระจ่าง คำถาม : ผมสงสัยว่า สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่บ่งบอกเราได้ว่า เราได้พบธรรมแล้วครับพระอาจารย์ ตอบ : ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่าธรรมะคืออะไร ธรรมะก็คือสัจจะหรือความจริง สูงสุดก็คือความจริงที่เป็นอมตะ (พระนิพพาน) ความจริงในพระพุทธศาสนามีอยู่สองอย่างคือ ความจริงอย่างหนึ่งที่เรารับรู้ทางหู ตา จมูก ลิ้น และกาย (สมมติสัจจะ) เป็นความจริงที่เกิดจากเหตุปัจจัย ความจริงอีกชนิดหนึ่งเป็นความจริงที่เป็นอมตะ รู้แล้วเราไม่ต้องเกิด ไม่ต้องดับ (ปรมัตติสัจจะ) สิ่งนี้มีอยู่แล้วในตัวเราทุกคน แต่ถ้าเราได้เข้าใจในความจริงระดับปรมัตติสัจจะ เท่ากับว่าเราได้มีดวงตาเห็นธรรม เมื่อเห็นธรรมแล้วก็ต้องปฏิบัติ เพื่อให้เห็นสิ่งนี้อยู่ร่วมกับการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มันถึงจะเกิดผล เวลาเห็นธรรมแล้ว ความรู้สึกตัวตนก็จะหายไป อัตตา ตัวตน ของกู ก็จะหายไป […]

สูตรแก้ ปัญหา ครอบจักรวาล! โดยคุณพศิน อินทรวงค์

สูตรแก้ ปัญหา ครอบจักรวาล! โดยคุณพศิน อินทรวงค์ ธรรมชาติของ ปัญหา ในโลก จะประกอบไปด้วยสองส่วนหลักๆ คือปัญหาภายใน และ ปัญหาภายนอก ผู้มีจิตอริยชนควรมีสติมองปัญหาให้ทะลุ ควรจับปัญหาทั้งสองส่วนแยกออกจากกันให้ชัดเจน เพื่อนำไปสู่การสะสางปัญหาที่มีประสิทธิภาพและถูกต้องตรงธรรม ปัญหาภายนอก 1. ให้วิเคราะห์ตามความเป็นจริงว่า เรากำลังมีสถานการณ์อะไร กับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ วิธีแก้ไข ให้แก้ไปตามเหตุปัจจัยที่เหมาะสม โดยย้อนกลับมามองที่ความบกพร่องของตนเองก่อน แล้วตั้งต้นว่า เราจะแก้ไขความผิดพลาดของตนก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงค่อยแก้ที่คู่กรณี หาทางเจรจาในเวลาที่เหมาะสม ระลึกอยู่เสมอว่า การเจรจานี้เป็นไปเพื่อสะสางปัญหา มิใช่เพิ่มพูนปัญหา ในด้านสถานการณ์ต่างๆ ก็เช่นกัน เมื่อคิดจะแก้ไข ให้ทำอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มองเป้าหมายให้ทะลุ ว่าอะไรคือเป้าหมายของการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง จากนั้นจึงค่อยๆ คลีคลายออกมาเป็นกรรมวิธีดำเนินการที่ชัดเจน แก้ไขอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ใช้เวลากี่วัน พร้อมด้วยวิธีประเมิณผลที่จับต้องได้ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ต้องทำด้วยจิตที่ขาวสะอาด ใช้วาจาสุภาพเรียบร้อย ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นไปด้วยลักษณะของผู้ทรงคุณธรรมที่มีทั้งความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม สูตรการแก้ไขปัญหาภายนอก (วิเคราะห์ปัญหาตามจริง หรือโยนิโสมนสิการในปัญหา) […]

Dhamma Daily : พระอาจารย์คิดอย่างไรที่มีคนเชื่อว่า ถ้าดื่มสุราอย่างมี สติ ถือว่าไม่ผิดศีล

Dhamma Daily : พระอาจารย์คิดอย่างไรที่มีคนเชื่อว่าถ้า ดื่มสุราอย่างมีสติ ถือว่าไม่ผิดศีล ถาม พระอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรที่ นักดื่มบางคนเชื่อว่า ถ้าดื่มสุราอย่างมีสติ ไม่ประมาท ไม่ระรานใคร ก็ถือว่าไม่ผิดศีล แล้วหลายคนยังบอกอีกด้วยว่า การดื่มเหล้าช่วยให้ลืมความทุกข์ได้ ตอบ เมื่อสุราล่วงเข้าไปในลำคอแล้ว ไม่ว่าจะกินที่ไหน กินเงียบ ๆ คนเดียวหรือจกะกินหลายคนก็แล้วแต่ ถือว่าผิดศีลแล้ว เพราะยังไงการดื่มสุราเมรัยก็ทำให้ขาด สติ ทำให้ประมาทเลินเล่อ ขาดความยั้งคิดไม่มากก็น้อย คนเมาเหล้าส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าเมา คิดว่าตัวเองยังมี สติ ดีอยู่ ก็จะนำไปสู่ความประมาทได้ แน่นอนว่าการดื่มเหล้าทำให้ขาดสติสัมปชัญญะไปช่วงหนึ่ง จึงอาจลืมเรื่องที่กำลังทุกข์อยู่ แต่พอสร่างเมาก็ต้องกลับมาทุกข์เหมือนเดิมอีกนั่นแหละ  ดังนั้นการกินเหล้าเพื่อให้ลืมความทุกข์จึงไม่ใช่ทางแก้ที่ถูกต้อง ยิ่งกินจนขาด สติ ยั้งคิด ก็จะทำให้เกิดทุกข์ตามมามากยิ่งขึ้น เกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น เกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น กลายเป็นทุกข์ซ้อนทุกข์   พระอาจารย์มานพ  อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand) Photo by […]

10 ความน่าเสียดายสําหรับผู้ไม่ฝึกฝน วิปัสสนา (อย่างสม่ําเสมอ)

10 ความน่าเสียดายสำหรับผู้ไม่ฝึกฝน วิปัสสนา (อย่างสม่ำเสมอ) โดย พศิน อินทรวงค์ วิปัสสนา คือวาระแห่งชาติ 1. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนาจะไม่มีวันเห็นชีวิตตามความเป็นจริง เพราะระบบชีวิตตามความเป็นจริงหรือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนประกอบของชีวิตทั้งห้าส่วนนี้ ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากการอ่าน การฟัง และไม่สามารถนึกคิดเอาเองได้ จําเป็นต้องฝึกสติ โดยผ่านกระบวนการวิปัสสนาซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่พระพุทธเจ้าทรงคิดค้นขึ้นเพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาสรู้ความจริงเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง 1 2. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนาจะมีจิตที่เหมาะสมกับการเติบโตของความทุกข์เป็นปกติ คือไม่สามารถปล่อยวางอะไรได้ง่าย ๆ แม้ปล่อยวางได้แล้ว แต่ความคิดปรุงแต่งก็จะวนเวียนเข้ามาเรื่อย ๆ ชั่วชีวิต ขอให้สังเกตชีวิตของตนเองอย่างเป็นกลางว่ามีความทุกข์มากกว่าความสุขจริงหรือไม่ ในแต่ละวันมีความขุ่นมัวหรือความเบิกบานใจมากกว่ากัน มีความฟุ้งซ่านหรือสงบนิ่งมากกว่ากัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการที่สติอ่อนกําลัง ไม่เท่าทันความคิดนี่คือธรรมชาติของจิตที่ไม่ได้รับการฝึกฝน ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนส่วนใหญ่ยังต้องเผชิญกับความทุกข์อันเกิดจากความคิดของตนเองอยู่ตลอดเวลา 2 3. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนาย่อมไม่รู้จักสภาพชีวิตตามความเป็นจริงว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เมื่อไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรจึงได้แต่นึกเอาคิดเอาว่าชีวิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ความรู้ว่าชีวิตคืออะไรคือจุดเริ่มต้นที่จะทําอะไร ๆ ในชีวิตให้ถูกต้อง เมื่อไม่รู้จักสภาพชีวิตตามความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างในชีวิตย่อมมีแต่ความผิดพลาดไปทั้งหมด คือผิดก็คิดว่าถูก รวมความว่า “เป็นผู้ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้” และ “เป็นผู้ไม่รู้แต่ดันคิดว่าตนเองรู้แล้ว” เป็นความไม่รู้แบบซ้ําซ้อน […]

ย้อนรอยธรรมตามพระราชา วัดบวรนิเวศวิหาร

วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร หนึ่งในพระอารามหลวงชั้นเอกที่คนไทยรู้จักดี เป็นวัดสำคัญของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีหลายพระองค์

อุทาหรณ์คนโกหก! พีท พ่อค้าขายล็อตเตอรี่ลวงโลก ปั้นเรื่องล็อตเตอรี่ 90 ล้าน

อุทาหรณ์คนโกหก! พีท พ่อค้าขายล็อตเตอรี่ลวงโลก ที่ว่าใจสัตย์ซื่อ แท้จริงปั้นเรื่องล็อตเตอรี่ 90 ล้าน   ก่อนหน้านี้ สื่อต่างๆ ได้นำเสนอเรื่องราวของ พีท พ่อค้าขายล็อตเตอรี่ หรือ นาย ธนวรรธน์ คำแหงพล อายุวัย 35 ปี ที่ตั้งแผงอยู่ภายในปั้มน้ำมัน ปตท. สาขาเอกชัย จังหวัดสมุทรสาคร เกี่ยวกับความซื่อสัตย์ที่เขามีต่อผู้ซื้อ กรณีที่แม้จะซื้อขายผ่านกันทางสื่อโซเชียล ยังไม่มีการจ่ายเงินกันแต่อย่างใด แล้วปรากฏว่าเป็นล็อตเตอรี่ชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 90 ล้านบาท แต่เขาก็ยังไม่คิดกลับคำ จนสร้างกระแสชื่นชมไปทั่ว ล่าสุดเรื่องราวได้กลับโอละพ่อ กลายเป็นการปั้นเรื่องลวงโลกเสียแล้ว เพราะหลังจากสื่อพากันให้ความสนใจกับข่าวนี้ โดยติดตามไปสัมภาษณ์พ่อค้าหนุ่มคนนี้ เพื่อที่จะตามไปถึงคนดวงดีผู้ที่เป็นเจ้าของล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง 90 ล้านบาท แต่คนดวงดีคนนั้นกลับไม่มีจริง นายพีทจึงกลายเป็น พ่อค้าขายล็อตเตอรี่ลวงโลก ไปเสียแล้ว  จากข้อมูลของหลายสำนักข่าวต่างนำเสนอว่า ล็อตเตอรี่ชุดที่ว่าถูกรางวัล 90 ล้านบาทนั้น แท้จริงเป็นล็อตเตอรี่ปลอมที่ทำขึ้นมา โดยนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เป็นผู้ตั้งข้อสังเกตว่าบาร์โค้ดที่นายพีทโชว์นั้น ไม่ตรงกับล็อตเตอรี่จริง  จึงได้ยื่นเรื่องถึงกองสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ตรวจสอบผู้ที่ถูกรางวัลที่ 1 เพราะเกรงว่าจะเป็นเรื่องที่กุขึ้น ที่สุดนายพีทก็จำนนต่อหลักฐาน […]

ฤาจะถึงกาล? 5 อนาคตภัยของ ศาสนาพุทธ ที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนเอาไว้

พระพุทธองค์ทรงเตือนเอาไว้ว่า ในอนาคตศาสนาพุทธจะมี อนาคตภัย 5 ประการ หากเราทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นชาวพุทธที่แท้ ก็ควรลุกขึ้นมาช่วยกันป้องกัน

พระเอกพล วิสารโท (โค้ชเอก) ร่วมเสวนาเรื่องความสำคัญของการมีสมาธิและสติ ณ โรงละครแห่งชาติ

พระเอกพล วิสารโท กุนซือแห่งทีมหมูป่าอคาเดมี เชียงราย ร่วมเสวนาเปิดโลกสมาธิเพื่ออธิบาย และแสดงให้สังคมเห็นว่าประโยชน์ของการมีสติและสมาธิสามารถทำให้พ้นจากวิกฤติอันตรายได้     หลังจากผ่านเหตุการณ์ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวงมาตั้งแต่ช่วงกรกฎาคม ทีมหมูป่านำโดยโค้ชเอกอุปสมบทและบรรพชาเป็นภิกษุและสามเณร ณ วัดพระธาตุดอยเวา จังหวัดเชียงราย โดยสามเณรมีกำหนดบวชเพียง 7 สัปดาห์ แต่พระเอกพล วิสารโท (โค้ชเอก) บวชต่อจนครบ 3 เดือน ตอนนี้สามเณรสึกแล้ว เหลือพระเอกพลที่ยังอยู่ในร่มเงาผ้ากาสาวพัสตร์     siampongsnews และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ออนไลน์  รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561ที่ผ่านมา พระเอกพล วิสารโทเข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “เปิดโลกสมาธิ : บทเรียนทรงคุณค่าจาก 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง”  จัดโดยกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม มีนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน ณ โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพฯ จากเหตุการณ์ที่ประสบภัยธรรมชาติแต่รอดมาได้ เพราะการทำสมาธิและการมีสติ นายกรัฐมนตรีเห็นถึงประโยชน์ของสมาธิและสติ จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถอดบทเรียนให้เกี่ยวข้องกับการทำสมาธิและการมีสติ     […]

keyboard_arrow_up