“เป็นมิตรกับ ความกลัว” เรื่องเล่าขำๆ กว่าพระจะหายกลัวผี โดย ท่านปิยสีโลภิกขุ

แม้ความกลัวยังไม่หายไปโดยสิ้นเชิง แต่ก็อยู่ในป่าได้เป็นปกติ เดินไปมาในความมืดตามลำพังได้โดยไม่มีปัญหา โดย ท่านปิยสีโลภิกขุ

สูตรลับสำหรับ แก้ความหลง โดย ท่าน ว.วชิรเมธี – นิตยสาร Secret

นอกจากความไม่รู้จักชีวิตถือเป็น ” ความหลง ” แล้ว การไม่รู้จักอริยสัจ 4 ก็เป็นความหลงในความหมายขั้นลึก – โดย ท่าน ว.วชิรเมธี – นิตยสาร Secret

เป็น พระโสดาบัน เพราะถือศีล 5

เป็น พระโสดาบัน เพราะถือศีล 5 พระโสดาบัน หมายถึง ผู้ถึงกระแสที่จะนำไปสู่พระนิพพาน พระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุโสดาปัตติผล คือสามารถละสังโยชน์ 3 ได้แก่ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส ละสังโยชน์ 3 ถึงจะเป็นพระโสดาบัน สังโยชน์ หมายถึง กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ หรือองค์ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 10 ประการ คือ 1. สักกายทิฏฐิ หมายถึง คิดว่าตัวเราเป็นของเรา 2. วิจิกิจฉา หมายถึง ความลังเลสงสัย 3. สีลัพพตปรามาส หมายถึง การปฏิบัติพรตนอกรีต 4. กามราคะ  หมายถึง ติดใจในกามคุณ 5. ปฏิฆะ หมายถึง ความกระทบกระทั่งในใจ 6. รูปราคะ หมายถึง ยึดติดในรูปที่ชอบพึ่งพอใจ 7. อรูปราคะ หมายถึง ความยึดติดในสิ่งที่เป็นนามธรรม 8. […]

หายป่วย ด้วยยาสามัญประจําใจ บทความให้แง่คิดโดย นายแพทย์ชวโรจน์ เกียรติกำพล

หายป่วย ด้วยยาสามัญประจำใจ โดย นายแพทย์ชวโรจน์ เกียรติกําพล 1 ไม่นานมานี้หมอรักษาผู้ป่วยรายหนึ่ง เธอเป็นหญิงวัยกลางคนและมีอาชีพเป็นถึงหัวหน้าพยาบาลในโรงพยาบาลที่หมอทํางาน 2 เธอเล่าว่ามีอาการใจสั่น มือสั่น เป็น ๆ หาย ๆ มาหลายอาทิตย์ นอนไม่หลับและรับประทานอาหารได้น้อยลง รู้สึกว่าร่างกายอ่อนเพลียมาก หมอให้เธอนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล และตรวจเช็กร่างกายทั้งหมดตั้งแต่คลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์ทรวงอก รวมไปถึงตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติที่พอเป็นไปได้ในทุก ๆ โรค แต่ก็ไม่พบสาเหตุความผิดปกติใด ๆ จึงได้แต่แจ้งผลการตรวจและให้ยารักษาตามอาการ แล้วให้เธอไปพักผ่อนต่อที่บ้าน 3 หลังจากนั้นไม่กี่วันเธอก็กลับมาหาหมออีกครั้ง คราวนี้เธอปวดศีรษะมาก รู้สึกเพลียและปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและลําตัว รับประทานอาหารไม่ได้ หมอจึงตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และเอกซเรย์ใหม่ทั้งหมดอีกครั้งให้แน่ใจ แต่ผลออกมาก็ไม่พบความผิดปกติอยู่ดี สุดท้ายเธอได้แต่ขอให้เขียนใบรับรองแพทย์ให้เธอหยุดพักงานต่อก่อนสักระยะ หมอยอมตามนั้นเพราะสงสาร แต่ก็ไม่รู้ว่าจะรักษาอย่างไรดี 4 หนึ่งเดือนต่อมา หมอพบเธอที่วอร์ดในโรงพยาบาล ครั้งนี้เธอแตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ดูกระฉับกระเฉงมากขึ้น ทํางานคล่องแคล่วและออกไปทางรีบร้อนด้วยซ้ํา หมอเข้าไปซักถามถึงอาการ เธอตอบว่า อาการของเธอนั้นก็ยังไม่ได้ดีขึ้นมากนัก ถ้านึกถึงเมื่อใดก็มักแย่ลงเมื่อนั้น แต่ตอนนี้มีเรื่องใหญ่ต้องทําคือ แม่ของเธอป่วยเป็นวัณโรคปอดอยู่ระหว่างการรักษา สภาพร่างกายแม่อ่อนเพลียมาก นอนติดเตียงและกินได้น้อยจนน่าสงสาร เธอมองแม่ทีไรก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ […]

เรื่องรัก ๆ ฉบับพุทธกาลของ นางสามาวดี เอตทัคคะผู้อยู่ด้วยความเมตตา

รักมีแต่ให้ : นางสามาวดี เอตทัคคะผู้อยู่ด้วยความเมตตา 1 นางสามาวดีเป็นธิดาของเศรษฐีนามว่า ภัททวดีย์ ต่อมาบิดามารดาถึงแก่กรรม โฆสกเศรษฐีผู้เป็นสหายของบิดาจึงรับอุปการะนางดุจลูกสาวแท้ ๆ หลังจากนั้นจึงได้อภิเษกสมรสเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทนแห่งเมืองโกสัมพี 2 วันหนึ่งนางสามาวดีให้หญิงบริวารไปซื้อดอกไม้ โดยหญิงผู้นั้นมีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าที่ร้านขายดอกไม้จนบรรลุเป็นพระโสดาบัน แล้วกลับมาแสดงธรรมให้แก่นางสามาวดีพร้อมหญิงบริวารอื่น ๆ ฟัง จนบรรลุโสดาบันด้วยกันทั้งหมด หลังจากนั้นนางสามาวดีก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสตั้งมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย สนใจธรรม ปฏิบัติธรรม และสมาทานรักษาศีลอุโบสถอยู่เป็นประจํา 3 ต่อมาพระเจ้าอุเทนได้อภิเษกสมรสกับนางมาคันทิยา สาวงามแห่งแคว้นกุรุ เพื่อเป็นมเหสีอีกองค์หนึ่ง โดยบิดาและมารดาของนางมาคันทิยาเคยตั้งใจจะยกนางให้กับพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ และทรงแสดงธรรมโปรดสองสามีภรรยาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่นางมาคันทิยากลับโกรธเคืองพระพุทธองค์อย่างมาก 4 ด้วยความแค้นเคืองในพระพุทธเจ้า และเห็นว่านางสามาวดีเป็นมเหสีคู่แข่ง จึงใส่ร้ายนางสามาวดีหลายเรื่อง เช่น ออกอุบายให้พระเจ้าอุเทนเข้าใจว่านางสามาวดีปันใจให้พระพุทธเจ้า นํางูที่ถอดเขี้ยวแล้วไปปล่อยในพิณที่พระเจ้าอุเทนทรงเล่นประจําและใส่ร้ายว่านางสามาวดีจะลอบปลงพระชนม์ เหตุการณ์ข้อหลังนี้เองทําให้พระเจ้าอุเทนลงโทษนางสามาวดีด้วยการเล็งธนูไปยังหัวใจของนาง แต่ก่อนที่ลูกศรจะแล่นไปนั้น นางสามาวดีให้โอวาทแก่บริวารว่า “แม่หญิงสหายทั้งหลาย ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เธอทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิตให้สม่ําเสมอส่งไปให้แก่พระราชา แก่พระเทวีมาคันทิยา และแก่ตนเอง อย่าถือโทษโกรธต่อใคร ๆ เลย” 5 ครั้นโอวาทจบลง พระเจ้าอุเทนก็ปล่อยลูกศรออกไป แต่แทนที่ลูกศรจะพุ่งเข้าสู่หัวใจของนางสามาวดี กลับหวนพุ่งใส่พระองค์เสียเอง จึงทรงคิดว่า 6 […]

อานิสงส์ของการเจริญ โพชฌงค์

พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า อานิสงส์ของการเจริญ โพชฌงค์ มีอยู่ 7 ประการ ได้แก่ 1.ในปัจจุบัน จะได้บรรลุอรหันตผลโดยพลัน 2.ในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ จะได้บรรลุในเวลาใกล้ตาย 3.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป 4.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป 5.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป 6.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี จะได้เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป 7.ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 สิ้นไป เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า […]

เรื่องราวปาฏิหาริย์แห่งธรรมของ หลวงปู่ขาว อนาลโย

หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้บำเพ็ญเพียรเพิ่มพูนบารมีมาเป็นระยะเวลานานจวบจนวันละสังขาร บารมีของท่านได้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนมากมาย รวมทั้งสรรพสัตว์ที่ต่างก็นอบน้อมแก่มธุรสวาจาของท่าน จนเรื่องราวเหล่านี้ได้กลายเป็นเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่ประกอบด้วยธรรมที่ผู้คนได้เล่าขานต่อ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน ผู้มีเมตตาย่อมเป็นที่รักของสรรพชีวิตทั้งหลาย หลวงปู่ขาวได้บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าเขาเป็นเวลายาวนาน มีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลาย เช่น สิงโต ค่าง ช้าง เสือ มีเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นปาฏิหาริย์อันแสดงถึงความเมตตาที่ไม่มีประมาณของท่าน ดังนี้ 1.ช้างคิดกลับใจรักษาศีล 5 คืนวันหนึ่งในพรรษา หลวงปู่ขาวจำพรรษาอยู่ด้วยกันกับพระ 2 รูป ในยามดึกสงัด หลวงปู่ขาวกำลังนั่งภาวนาอยู่ในกุฏิเล็ก ๆ ขณะนั้นช้างใหญ่เชือกหนึ่งที่เจ้าของปล่อยให้เที่ยวหากินตามลำพังในป่าเขาแถบนั้นได้เดินตรงเข้ามาในบริเวณด้านหลังกุฏิของท่าน แต่เผอิญด้านหลังกุฏิมีม้าหินใหญ่บังอยู่ ช้างจึงไม่สามารถเข้ามาถึงตัวท่านได้ แต่ก็เอางวงสอดเข้ามาในกุฏิ ทึ้งกลดและมุ้ง สูดลมหายใจดมกลิ่น ท่านเสียงดังฟูดฟาด ๆ จนกลดและมุ้งไหวไกวไปมา หลวงปู่ขาวเองก็นั่งภาวนาบริกรรมพุทโธ ๆ อย่างที่เรียกได้ว่าฝากเป็นฝากตายกับพุทโธ ช้างใหญ่ตัวนั้นก็ยืนนิ่งอยู่ที่นั้นไม่ยอมหนีไปไหน และคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับจะคอยตะครุบท่านให้แหลกไป นาน ๆ จะได้ยินเสียงลมหายใจและสูดกลิ่นท่านอยู่นอกมุ้งแล้วก็เงียบไปอีก เมื่อช้างมีพฤติกรรมเช่นนี้ หลวงปู่ขาวจึงตัดสินใจออกไปโปรดช้างด้วยวาจาอ่อนหวานว่า “พี่ชาย น้องขอพูดด้วยสักคำสองคำ ขอพี่ชายจงฟังคำของน้องจะพูดเวลานี้” พอได้ยินเสียงท่านพูดขึ้น มันก็หยุดนิ่งเงียบราวกับสัตว์ไม่มีหัวใจ จากนั้นหลวงปู่ก็กล่าวกับช้างว่า “พี่ชายเป็นสัตว์ของมนุษย์นำมาเลี้ยงไว้ในบ้านเป็นเวลานานจนเป็นสัตว์บ้าน […]

Dhamma Daily : ขอวิธีทำใจสร้างภูมิคุ้มกัน เจ้านายปากเปราะ

ถาม : มี เจ้านายปากเปราะ มักตำหนิลูกน้องด้วยถ้อยคำแรงๆ เสมอ เคยคิดจะลาออกหลายครั้ง แต่ก็ผูกพันเพราะอยู่กันมานานหลายปี ไม่รู้จะมีวิธีทำใจอย่างไรจึงจะมีภูมิคุ้มกันจากการถูกเรียกไปตำหนิอยู่บ่อย ๆ บางทีเจ้านายตำหนิแล้วเขาก็ลืม แต่เราเสียศูนย์ไปทั้งวันค่ะ ท่าน ว. วชิรเมธีได้ตอบปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : ความจริงการที่คุณอยู่กับเจ้านายมาได้นานจนเกิดความ “ผูกพัน” ก็นับว่ามีภูมิคุ้มกันพอตัวทีเดียว ในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่ถูกตำหนิ/ติฉิน/นินทา/บริภาษ ไม่ทราบคุณเคยได้ยินกวีนิพนธ์ในทำนองนี้บ้างหรือไม่ “เกิดเป็นคนก็ต้องทนให้เขาด่า จะทำดีทำบ้าเขาด่าหมด ถ้าทำดีเขาก็ด่าว่าไม่คด ทำเลี้ยวลดเขาก็ด่าว่าไม่ตรง” หรืออีกสักบทหนึ่ง “อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน ถึงองค์พระปฏิมายังราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะพ้นคนนินทา” คุณคงไม่ใช่คนพิเศษที่จะอยู่เหนือคำนินทา/บริภาษ/วิพากษ์วิจารณ์แน่ ๆ เพราะเราต่างก็เป็น “มนุษย์เดินดิน” ด้วยกันทั้งนั้น ไม่แปลกหรอกที่เราหนีไม่พ้น “โอฐภัย” ในเมื่อเราหนีไม่พ้นกันอยู่แล้ว ทำไมไม่ลองหาวิธีรับมือกับโอฐภัยโดยลองเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขดูบ้างล่ะ ผู้เขียนเองมีวิธีทำใจยามถูกใครตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ กล่าวคือ นอกจากจะบอกตัวเองว่า “ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ” แล้ว ก็ยังนิยมปล่อยให้ “อัตตา” (ตัวฉัน) ถูกเขาชำแหละอย่างหมดเปลือกอย่างสงบอีกด้วย เมื่อเร็ว ๆ นี้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นแฟนรายการโทรทัศน์ของผู้เขียนโทรศัพท์มาชมก่อน จากนั้นท่านก็วิจารณ์ว่าผู้เขียนพูดเร็วเกินไป กิริยาท่าทางน่าจะเรียบร้อยกว่าที่เป็นอยู่นี้ ฯลฯ […]

” โกหกบาปแค่ไหน ” … สงสัยจัง !? พระอาจารย์มีคำตอบ

รู้ทั้งรู้ว่าการ โกหก เป็นสิ่งไม่ดี แต่บางครั้งก็ต้องโกหกบ้างตามมารยาทหรือโกหกให้คนฟังสบายใจ แล้วอย่างนี้โกหกจะบาปแค่ไหน

Dhamma Daily : เหตุใดจึงทุกข์ใจเพราะโพสต์ข้อความใน facebook แล้วไม่มีใครมา กดไลค์

มีความคาดหวังมาก ย่อมทำให้ทุกข์มากเป็นธรรมดา ความทุกข์จากการคาดหวังเรียกว่า“ทุกข์เพราะมโน” เราคิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นที่ถูกใจ ต้องดีต้องเด็ด และมีผู้ กดไลค์ facebook ถาม เหตุใดจึง ทุกข์ ใจเพราะโพสต์ข้อความในfacebookแล้วไม่มีใครมา กดไลค์ มาสนใจครับ ตอบ มีความคาดหวังมาก ย่อมทำให้ทุกข์มากเป็นธรรมดา ความ ทุกข์ จากการคาดหวังเรียกว่า“ทุกข์เพราะมโน” เราคิดไปก่อนแล้วว่าต้องเป็นที่ถูกใจ ต้องดี ต้องเด็ด และมีผู้มากดไลค์จำนวนมาก แต่ทุกด้านของชีวิตคือ “ความไม่แน่นอน” เมื่อไม่เป็นตามที่มโนก็ผิดหวังทุกข์ใจเพราะเราจะตั้งคำถามว่าทำไม ทำไมไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ แล้วมักจะมโนคำตอบไปทางลบ เช่น เราไม่ดีหรือ เราไม่หล่อไม่สวย เราอย่างนั้นเราอย่างนี้หรือ หยุดตั้งคำถามและคิดเสียว่าได้มอบสิ่งดี ๆ ให้ผู้อื่นก็พอใจ พอเพียงแล้วที่ได้โพสต์ไปอย่าตั้งคำถามจนเกิดทุกข์ไม่จบสิ้น หากปล่อยความคิดให้วิ่งตามเทคโนโลยีไปไกลเกินความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน เราจะ “อยู่ยาก” มากขึ้น เพราะสภาวะจิตใจไม่ได้รับการขัดเกลา ลองปล่อยวางมากขึ้นแล้วหันไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมกับคนรอบตัวให้มากขึ้น จะพบว่าความสุขไม่ได้มีอยู่แค่ในโลกออนไลน์ “อย่าทุกข์ใจเพราะความมโนของเราเอง อย่าฝากความสุขไว้ที่การกดถูกใจจากใครบางคน” พระครูธรรมธร ดร.สาคร สุวทฺฒโน : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Dhamma Daily : ติด facebook/Line มากจนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทำอย่างไรดีคะ ถาม ติด facebook/Line มากจนละเลยความสัมพันธ์กับคนรอบข้างและห้ามตัวเองให้หยุดเล่นไม่ได้ จะทำอย่างไรดีคะ ตอบ หลักธรรมที่ฆราวาสควรนำไปปฏิบัติเพื่อมิให้ละเลยความสัมพันธ์ในครอบครัวและคนรอบข้างคือ ฆราวาสธรรม 4 ประกอบด้วย 1. สัจจะ  คือความซื่อสัตย์ต่อกัน 2. ทมะ คือการรู้จักข่มจิตของตน 3. ขันติ คือความอดทนอดกลั้น  4. จาคะ คือความเสียสละ การติด facebook/Line เป็นเพราะขาดทมะ (การรู้จักข่มจิตของตนเอง) จงรู้จักฝึกข่มจิตให้รู้จักแยกแยะและอดกลั้นที่จะไม่เปิดโซเชียลมีเดีย  หากเราปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามอารมณ์หรือความต้องการ สนองความรู้สึกผ่านตัวอักษรหรือภาพโดยไม่สามารถแบ่งเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมได้  เราจะสูญเสียเวลาและโอกาสใช้ชีวิตกับคนในครอบครัวหรือคนรอบตัว อย่าให้คนสำคัญกลายเป็นคนอื่นและอย่าให้ความสำคัญกับคนอื่นที่อยู่ในโซเชียลมีเดียมากเกินไป “จงรู้จักข่มจิตจงรู้จักอดทน จงเป็นคนไม่ลืมตน และไม่ลืมคนที่รักเรา” พระครูธรรมธร ดร.สาคร […]

วิธีข้าม ห้วงโอฆสงสาร ของพระพุทธเจ้า

วิธีข้าม ห้วงโอฆสงสาร ของพระพุทธเจ้า ห้วงโอฆสงสาร หมายถึง ห้วงน้ำแห่งการเวียนว่ายตายเกิด หรือหมายถึงกิเลสอันเปรียบเหมือนกระแสน้ำที่ท่วมใจสัตว์โลก มีด้วยกัน 4 ประการ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา ดังนั้นหากข้ามโอฆะ ห้วงน้ำแห่งสังสารวัฏได้ ก็ไม่ต้องย้อนกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในห้วงน้ำนี้อีก เพราะได้ข้ามไปสู่ฝั่ง คือ พระนิพพาน พระโพธินันทะยกพระสูตรหนึ่งในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โอฆตรณสูตรที่ 1 ว่าด้วยการข้ามโอฆสงสารของพระพุทธเจ้า เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งมีเทวดาเข้ามาทูลถามพระพุทธองค์ว่า พระพุทธเจ้าทรงข้ามโอฆะ คือข้ามพ้นจากทุกข์ทั้งปวง หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เราไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ ข้ามโอฆะได้แล้ว เทวดาทูลถามต่อว่า พระองค์ไม่พัก ไม่เพียร ข้ามโอฆะได้อย่างไรเล่า พระพุทธองค์จึงได้ตรัสคลายข้อสงสัยแก่เทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดเรายังพักอยู่ เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ ท่านผู้มีอายุ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แลฯ เมื่อได้ฟังดังนี้ เทวดาจึงกล่าวว่า นานทีเดียวหนอ ข้าพเจ้าจึงจักได้เห็นขีณาสวพราหมณ์ผู้ดับรอบแล้ว ไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ […]

Dhamma Daily : เลิกกับแฟนหลายเดือนแล้ว ขอ วิธีตัดใจ ให้ลืมเขาเสียที

ถาม : หนูเลิกกับแฟนมา 6 – 7 เดือนแล้ว แต่ตอนนี้ยังคิดถึงเขาอยู่ ตัดใจไม่ลง ลืมเขาไม่ได้เสียที คุณแม่ชีมีเทคนิค มีวิธีคิดดีๆ หรือ วิธีตัดใจ ให้หนูหลุดจากอาการที่เป็นอยู่ไหมคะ 1 ตอบ : 6 – 7 เดือนที่ผ่านมาคงทุกข์มิใช่น้อยนะคะ 2 ตัดใจไม่คิดถึงนั้นยากอยู่ค่ะ เพราะเป็นเรื่องของจิตที่ถูกปรุงแต่ง 3 ถ้าจะพูดให้เห็นชัดก็ต้องขอยกตัวอย่าง เช่น เวลาเราดูละครสักเรื่อง ถ้าประโยคที่ออกมาจากปากพระเอกเป็นประโยคเดียวกับคนที่เลิกกับเราไปแล้ว 6 – 7 เดือนเคยพูดกับเรามาก่อน เราจะเอาตัวเราเข้าไปอยู่ในละครน้ําเน่าเรื่องนั้นทันที คือเราจะมีสมมุติบัญญัติมากมายเหลือเกิน แต่ไปไม่ค่อยถึงวิมุตติหรือการหลุดพ้น แล้วก็แสดงออกกันหลากหลายแนว สะอึกสะอื้นบ้าง โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงบ้าง ซึมเศร้าบ้าง 4 หนูถามถึงเทคนิคใช่ไหมคะว่าจะหลุดจากอาการคิดถึงเขา ตัดใจไม่ลงได้อย่างไร ง่าย ๆ เลยก็คือ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่ ลมหายใจคือพลังแห่งชีวิตของเรา 5 ลองกลับมารักตัวเองด้วยการหายใจลึก ๆ อย่างรู้ตัวทั่วพร้อมว่า กายของเราอยู่ที่นี่ ใจของเราอยู่ที่นี่ […]

ว่าด้วยเรื่องสวดมนต์ : สวดมนต์อย่างไรให้เป็นกุศล

สวดมนต์อย่างไรให้เป็นกุศล โดย ดร. สนอง วรอุไร ทำไมต้องสวดมนต์ การสวดมนต์เป็นกุศโลบายที่จะทำให้จิตมีสติและตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่กับบทมนต์ที่สวด จึงถือได้ว่าเป็นการพัฒนาจิตให้มีสติขั้นต้นในรูปแบบของสมถภาวนา นอกจากทำให้จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว การสวดมนต์ยังมีผลดีต่อสุขภาพด้วย เพราะเจริญสติแล้วสมาธิย่อมเกิด และเมื่อสมาธิเกิดจิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิ ทำให้การปรุงแต่งของจิตเป็นอารมณ์ลดน้อยลง และส่งผลให้พลังงานของร่างกายเพิ่มมากขึ้น ความเจ็บไข้ได้ป่วยจึงลดลงเป็นธรรมดา และมีสุขภาพร่างกายดีเป็นผลในเบื้องสุด สวดมนต์อย่างไรให้ถูกวิธี วิธีสวดมนต์ให้ดีที่สุดคือ ต้องสวดด้วยการให้จิตจดจ่ออยู่กับบทสวดมนต์ ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ด้วยใจที่นอบน้อม อ่อนน้อม ศรัทธา และเชื่อมั่นในคุณธรรมของพระพุทธเจ้า และควรจะสวดออกเสียงเพื่อทำกรรมทั้งสามให้สมบูรณ์ คือ มโนกรรม กายกรรม และวจีกรรม ผลของกุศลจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับเรื่องภาษาของบทมนต์ที่ใช้นั้น จะใช้ภาษาอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ ยิ่งรู้ความหมายของบทสวดมนต์ที่สวดด้วยยิ่งดี เพราะเท่ากับเป็นการเจริญปัญญาให้ถูกตรงได้ในอีกทางหนึ่งด้วย หากบุญเก่าส่งผลถึงพร้อม สามารถทำให้บรรลุธรรมขณะที่กำลังสวดมนต์เลยก็ได้ สวดมนต์บทไหนดี เบื้องต้นควรสวดบทบูชาคุณพระรัตนตรัย คือ “นะโม ตัสสะฯ” แล้วต่อด้วย “อิติปิโสฯ” “สวากขาโตฯ” และ “สุปะฏิปันโนฯ” ไปจนจบ เพื่อให้จิตจดจ่อมั่นคงในพระรัตนตรับ ส่วนมนต์บทอื่น ๆ เช่น พาหุง พระปริตร […]

ท่านพุทธทาสภิกขุสอนเรื่องครอบครัวในแง่มุมที่คิดไม่ถึงสำหรับ คนเกลียดวัด

ท่านพุทธทาสภิกขุสอนเรื่องครอบครัวในแง่มุมที่คิดไม่ถึงสำหรับ คนเกลียดวัด ท่านพุทธทาสภิกขุสอนเรื่องครอบครัวได้อย่างกินใจ เห็นธรรมะลึกซึ้ง จนตระหนักว่าหากยึดตามคำสอนของท่าน คนเกลียดวัด ที่มองเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องทางโลก จะเข้าใจในทันทีว่า หากปฏิบัติตามคำสอนนี้ เรื่องของการมีครอบครัวเป็นเรื่องเดียวกับทางธรรม เรื่องของครอบครัวเป็นกิจของฆราวาส แต่ภิกษุสมัยนี้ก็อยู่กันไม่ต่างจากครอบครัว ผิดกับภิกษุในสมัยพุทธกาลที่ไม่สนใจเรื่องครอบครัว เพราะภิกษุในปัจจุบันยังสนใจกับบุพการี ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ คือยังห่วงเรื่องทางโลกอยู่ทั้งที่ตนมาเป็นภิกษุผู้ละทางโลกแล้ว คำพูดโดยสังเขปของท่านพุทธทาสที่ยกมานี้ แม้ท่านจะกล่าวมานานมากแล้ว ในปัจจุบันก็ยังพบเห็นพระภิกษุมีความกตัญญูกตเวที ดูแลโยมพ่อโยมแม่อย่างที่เห็นตามข่าว ฆราวาสอย่างเรามองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะพุทธศาสนสุภาษิตบทนี้ที่ว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี” แต่ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า ภิกษุผู้ละทางโลกแล้วต้องละให้ได้ เหมือนอย่างภิกษุในสมัยพุทธกาลที่ไม่เลี้ยวหลังไปสนใจครอบครัวอีกเลยหลังจากออกบวช  ทั้งนี้ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวถึงเรื่องการมีครอบครัวของฆราวาสไว้อย่างน่าสนใจว่า     ทำไมฆราวาสมีครอบครัว แต่เราจะพูดกันถึงครอบครัวธรรมดาสามัญของฆราวาสทั้งหลายว่า เขามีครอบครัวกันทำไม ? โดยขนบธรรมเนียมประเพณี เขาจัดให้มีครอบครัวอย่างเป็นระเบียบ เพื่อว่าคนอย่าต้องเบียดเบียนกัน เพราะปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ครั้นมีครอบครัวแล้ว ก็หลงใหลอย่างหลับหูหลับตา ในความหมายของคำว่า “ครอบครัว” มีความรักอย่างโง่เขลาในเรื่องอันเกี่ยวกับครอบครัว จนได้เป็นทุกข์อันเนื่องมาจากครอบครัวนั้นเอง สมน้ำหน้าคนโง่ สมน้ำหน้าคนเกลียดวัด ที่ไม่รู้จักว่าครอบครัวนั้นคือใคร ? และจะต้องมีทำไม ?     ครอบครัวที่แท้จริงคือเพื่อนร่วมเดินทางไปสู่พระนิพพาน ถ้ามองดูด้วยสติปัญญาในเรื่องทางจิตวิญญาณ ควรจะมองเห็นได้ว่า ครอบครัวนั้นคือเพื่อนเดินทางไปนิพพาน […]

“ม้างกาย” วิชาของ หลวงปู่หลุย จันทสาโร

หลวงปู่หลุย จันทสาโร เป็นพระนักปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านชำนาญมากในการรู้วารจิตคนอื่น เคยแอบดูวารจิตหลวงปู่มั่นจนถูกท่านดุ ก่อนที่หลวงปู่หลุยจะได้รู้ว่าวารจิตคนอื่น ท่านฝึกสมาธิตามคำแนะนำของชีผู้ทรงอภิญญา ท่านเล่าว่า ตอนที่เป็นพระหนุ่ม ไปปฏิบัติสมาธิกับครูบาอาจารย์ ได้ทราบข่าวว่ามีแม่ชีได้อภิญญาสูง หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วารจิตของคนอื่น แม่ชีท่านหนึ่งชื่อ “ชีจันทร์” ส่วนอีกท่านหนึ่งชื่อ “ชียอ” ล้วนได้อภิญญาทั้งคู่ โดยเฉพาะชียอตาบอดมองไม่เห็น แต่สมาธิสูงมาก รู้ไปหมดว่าพระองค์ไหนสำเร็จชั้นไหนและติดขัดอยู่ในธรรมขั้นใด วันหนึ่งท่านจึงเดินทางไปกับท่านอาจารย์อ่อน ญาณสิริ และพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เพื่อพิสูจน์ให้รู้ความจริง พอไปถึง โยมที่นั่นนิมนต์ท่านอาจารย์อ่อนและอาจารย์ฝั้นขึ้นเทศน์ เทศน์จบลงธรรมาสน์ หลวงปู่หลุยเข้าไปถามแม่ชีเกี่ยวกับอาจารย์ทั้งสองรูป ท่านว่าแม่ชีรู้ไปหมดสมคำร่ำลือจริง ๆ ท่านจึงเกิดความอัศจรรย์ใจ เข้าไปถามแม่ชีถึงแนวปฏิบัติเพื่อให้ได้อย่างนั้น แม่ชีได้อธิบายแนวปฏิบัติให้ท่านอย่างละเอียดพิสดาร ไม่ปิดบังอำพราง เรียกเป็นภาษาอีสานโบราณว่า “ม้างกาย” “ม้าง” แปลว่า “ผ่า หรือแยกออกเป็นส่วน ๆ เป็นชิ้น ๆ” เหมือนการรื้อบ้าน หรือการถอดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ออกจากกันจนไม่เหลือความเป็นบ้านหรือคอมพิวเตอร์ พอรู้อุบายการปฏิบัติเท่านั้น หลวงปู่หลุยก็ทุ่มเทให้การปฏิบัติอย่างจริงจัง สุดท้ายท่านก็สำเร็จ จิตรวมพรึบเป็นสมาธิขึ้นฌาน […]

9 วิธีสะสมแต้ม เพื่อไป” นิพพาน “

เมื่อเห็นคำว่า ” นิพพาน ” คาดว่าหลายคนคงเบือนหน้าหนี เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไกลใจ จนคนธรรมดาอย่างเราๆ ไม่มีทางเข้าใจและไปถึง

ถอดรหัสวัดเมืองน่าน ตอน วัดภูมินทร์ แง่งามแห่งนิพพาน

ถอดรหัสวัดเมืองน่าน ตอน วัดภูมินทร์ แง่งามแห่งนิพพาน หลายท่านอาจเคยรู้จักและมีโอกาสไปเยือน วัดภูมินทร์ จ.น่าน แต่หลายท่านอาจยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ววัดแห่งนี้มีนัยยะของพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แฝงไว้อย่างแยบคาย วัดภูมินทร์ เดิมชื่อวัดพรหมมินทร์ เป็นวัดหลวงตั้งอยู่ในเขตพระนคร ตำบลในเวียง จังหวัดน่าน เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2139 ต่อมาอีกประมาณ 300 ปี มีการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิ์เดช เมื่อ พ.ศ.2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4) ใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 7 ปี ความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน อันเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยคือเจดีย์ พระอุโบสถและพระวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน เป็นทรงจตุรมุข (กรมศิลปากรได้สันนิษฐานว่าเป็นอุโบสถจตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย) มีนาคสะดุ้งขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้บนกลางลำตัว ใจกลางพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ 4 องค์ ประทับนั่งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกด้านประตูทั้ง 4 ทิศ เบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังศิลปกรรมไทลื้อ ที่เล่าเรื่องชาดกตำนานพื้นบ้านและความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต สาเหตุที่พระอุโบสถหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะถือเป็นทิศเดียวกับที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าหันเศียรไปเมื่อครั้งเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน บริเวณซุ้มกึ่งกลางประตูวิหารใช้รูปตุงล้านนามาประดับ เชื่อกันว่า ตุง คือ ธงแห่งชัยชนะ หนึ่งในแปดสัญลักษณ์ที่พระพุทธเจ้าใช้ประกาศชัยชนะเหนือหมู่มาร (สัญลักษณ์ทั้ง 8 ได้แก่ สังข์ […]

Dhamma Daily :คนธรรมดาที่ ยังมีห่วง อย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ

Dhamma Daily :คนธรรมดาที่ ยังมีห่วง อย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ ถาม: คนธรรมดาที่ยังมีห่วงอย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ ตอบ: คนธรรมดาที่เป็นฆราวาสถึงนิพพานเยอะแยะไป อย่างพระเจ้าสุทโธทนะเองไม่ได้บวช แต่ก็ถึงพระอรหันต์ หรือฝรั่งบางคนแม้จะไม่ได้อยู่ในศาสนาพุทธ แต่ถ้าปฏิบัติได้ถูกทางก็หลุดพ้นได้ คนที่อยากจะถึงนิพพานจริงๆ จำต้องอาศัยการปรารภความเพียร และความพยายามเป็นตัวช่วยนะ ไม่งั้นคงถึงได้ยาก ถ้าหากอยากเริ่มต้นปูทางไปนิพพานตั้งแต่วันนี้ ก็ลองเริ่มทำนิพพานน้อยๆ ที่เรียกว่า ตทังคนิพพาน หรือ นิพพานชั่วขณะ (ภาวะของกิเลสเกิดขึ้นและดับไปชั่วขณะด้วยอำนาจของฌาน) ดูก่อนก็ได้ เช่นเวลาใจเร่าร้อนแล้วเรารู้เท่าทันตัวเองจนเห็นความเร่าร้อนที่ดับไป ก็ถือว่าเป็นนิพพานน้อยๆ ได้เหมือนกัน ไฟไหม้เราใช้น้ำดับได้ แต่เวลาใจของเราถูกแผดเผาให้เร่าร้อน ทุรนทุราย จากไฟพิเศษที่เรียกกันว่าไฟบรรลัยกัลป์จะนั่งที่ไหนก็ร้อน…ในน้ำก็ร้อน ห้องแอร์ก็ไม่เย็น…จะใช้อะไรดับก็ไม่ได้ ต้องมีอุปกรณ์ในการดับ คือใจของผู้ถูกเผาเองนั่นละ ในตัวของเรามีไฟอยู่สามกองที่เรียกว่าไฟกิเลส กองแรกคือราคะ ตั้งแต่เช้าถูกไฟกองนี้เผามาบ้างไหม อยากทานอะไรสักอย่าง อยากดูหนัง ดูละคร ซื้อนั่นนู่นนี่ กองที่สองคือโทสะความขัดใจ จากบ้านมาถึงที่ทำงาน ขัดใจคนที่บ้าน เพื่อนที่ทำงาน เจ้านาย ลูกน้องบ้างหรือเปล่า หรือที่โรงเรียนมีเพื่อนมาขัดใจเราบ้างไหม กองสุดท้ายคือโมหะ ความลุ่มหลง […]

keyboard_arrow_up