จูเฬกสาฎก

จูเฬกสาฎก มีอันจะกินในชั่วข้ามคืน เพราะผ้าห่มผืนเดียว

จูเฬกสาฎก
จูเฬกสาฎก

จูเฬกสาฎก มีอันจะกินในชั่วข้ามคืน เพราะผ้าห่มผืนเดียว

ที่คนบอกว่าทำบุญสลึงเดียวได้บุญเท่ากับทำทีละล้านถ้ามีจิตบริสุทธิ์นั้นจริงหรือคะพระอาจารย์

ธรรมะจาก พระอาจารย์มานพ อุปสโม  

จริงสิ เพราะบุญมากหรือน้อยวัดกันที่เจตนา คนมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านถึงจะบริจาคทีละรถสิบล้อ เขาก็อาจจะรู้สึกเฉยๆถ้าเฉยละก็ไม่ค่อยได้บุญหรอกนะ ในขณะที่บางคนถวายผ้าเก่าๆ ผืนเดียว แต่มีค่ายิ่งกว่าเงินสิบล้านเป็นไหนๆ

ในพระไตรปิฎกกล่าวถึงพรามณ์ จูเฬกสาฎก (จู – เล – กะ – สา – ดก) และนางพราหมณีผู้เป็นภรรยา ทั้งคู่มีผ้าห่มผืนเดียวเพราะฉะนั้นตอนไปฟังธรรมก็ต้องผลัดกันไป ภรรยาไปตอนกลางวันแล้วก็กลับมาผลัดให้สามีไปตอนกลางคืน ทีนี้พอสามีฟังธรรมแล้วก็เกิดศรัทธาอยากถวายของแด่พระพุทธเจ้า แต่สำรวจดูจนทั่วก็ไม่มีอะไรอื่นที่พอจะถวายได้นอกจากผ้าที่ห่มอยู่แต่เพราะมีอยู่แค่ผืนเดียว พอคิดจะให้ปุ๊บ มัจฉริยะ คือความตระหนี่ก็เกิดปั๊บ มันแย้งขึ้นมาทันทีว่า “จะให้ได้อย่างไรเดี๋ยวตอนเช้าภรรยาจะเอาที่ไหนห่ม”

ท่านว่าทานกับการรบนั้นเสมอกัน เพราะเมื่อมัจฉริยะเกิดจาคะ คือความเสียสละก็เกิดไม่ได้ จาคะกับมัจฉริยะจะรบกันจนตัวเราร้อนฉ่า พราหมณ์สามีสู้กับจิตใจตัวเองตั้งแต่หัวค่ำ ตอนยามที่หนึ่งและยามที่สองจิตคิดจะให้เกิดครั้งเดียว แต่จิตที่คิดจะไม่ให้เกิดเป็นพันครั้ง กระทั่งถึงยามที่สามจึงตัดสินใจได้เด็ดขาด นำผ้าผืนเดียวที่มีอยู่ไปถวายพระพุทธเจ้า พอถวายเสร็จด้วยความปีติพราหมณ์ก็เปล่งเสียงอุทานว่า “ชิตํ เม ชิตํ เม” (เราชนะแล้วๆ) วันนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลนั่งฟังธรรมอยู่ด้วยได้ยิน จึงให้คนไปถามว่าชนะอะไร พราหมณ์ก็ตอบว่า ไม่ได้ชนะอะไรหรอก แต่ชนะใจตัวเอง พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเกิดความเลื่อมใส จึงพระราชทานผ้าและทรัพย์สินให้พราหมณ์จำนวนมาก จากคนยากจนเข็ญใจจึงกลายเป็นคนมีอันจะกินในชั่วข้ามคืน

กรรมที่ได้ถวายผ้าครั้งนั้นเป็นบุญใหญ่ เพราะเป็นการสละสิ่งที่มีค่ามหาศาลสำหรับเจ้าของ บุญมากหรือน้อยวัดกันตรงนี้ อันไหนที่สละยาก ให้แล้วหาที่ไหนไม่ได้ หรือการทำของที่ไม่มีให้เกิดมีขึ้นจะมีค่ามากและให้ผลเร็ว กรรมที่เราทำทั้งดีและไม่ดีส่งผลเร็วช้าต่างกัน กรรมที่ส่งผลในชาตินี้มีสองอย่างคือกรรมที่ส่งผลภายใน 7 วันเรียกว่า ปริปักกทิฏฐธัมมเวทนียกรรมถ้าให้ผลหลัง 7 วันเรียกว่า อปริปักกทิฏฐธัมมเวทนียกรรมกรรมที่ให้ผลในภพชาติที่สองเรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรมถ้าให้ผลในภพที่สามเป็นต้นไปเรียกว่า อปราปริยเวทนียกรรม และถ้ากรรมไม่ให้ผลเลยเรียกว่า อโหสิกรรม

 

ที่มา นิตยสารซีเคร็ต

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

Dhamma Daily : อยากทำบุญ แต่ไม่มีเงิน ต้องทำอย่างไรชีวิตจึงจะดีขึ้นคะ

ใคร ๆ ก็ ทำบุญได้ แม้ไม่ใช่มนุษย์…แต่มนุษย์ทำง่ายที่สุด

Dhamma Daily : ทำบุญด้วยเหรียญ 50 สตางค์ ชาติหน้าเกิดมาจะไม่เต็มบาทจริงหรือ

ทำบุญด้วยใจ เงื่อนไขไม่จำเป็นต้องมี

ทำไม?? ทำบุญแล้ว  ชีวิตไม่ดีขึ้นเลย

5 คําถามยอดฮิตติดในใจ เรื่องของการทำบุญ

keyboard_arrow_up