ศีล

10 ทศพิธราชธรรม – ธรรมที่พ่อสอน (ศีล)

ศีล
ศีล

10 ทศพิธราชธรรม – ธรรมที่พ่อสอน (ศีล)

Secret ขอน้อมนำ ทศพิธราชธรรมข้อที่ 2 (ศีล) มาเผยแพร่เพื่อให้ผู้อ่านได้น้อมนำมาเป็นแบบอย่างในการครองตนเพื่อความสุขแบบพอเพียง

ทศพิธราชธรรม คือหลักธรรม 10 ประการสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน ปรากฏอยู่ในพระสูตรขุททกนิกายชาดก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงบำเพ็ญอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ทุกประการ อันยังผลให้ปวงชนชาวไทยมีความเป็นอยู่อย่างผาสุกเสมอมา

2. ศีล

“…ที่ว่าทำบุญนั้นนะ ก็อยู่ในข้อที่เรียกว่าทำทาน แล้วก็ที่ถูกทำบุญแล้วก็พยายามทำอะไรที่ดีที่ถูกต้อง ที่สวยที่งามที่สุจริต ที่ไม่ทำให้เดือดร้อนก็เป็นศีล แล้วก็เมื่อมีศีลแล้ว เราก็สามารถที่จะทำพิจารณาอะไร ก็เป็นการภาวนา การภาวนาทำไปทำมาก็เป็นสมาธิ เมื่อมีสมาธิแล้วก็ภาวนาอยู่ตลอดทุกวันติดต่อไป มันก็เกิดปัญญา พระท่านสรุปเสมอว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ก็คือการสรุปของมรรครวมกัน เราก็ได้อริยสัจที่ 4เมื่อเราได้อริยสัจที่ 4 แล้ว เราก็จะได้อริยสัจที่ 3 เพราะว่าถ้ามีปัญญาแล้วก็หลุดพ้นหมายความว่า เข้าใจอันนี้แล้วก็ไปเข้าใจถึงขั้นสูง คืออริยสัจ 4 ก็ไม่ใช่เล่น…”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสที่คณะชาวห้วยขวาง พญาไท เฝ้าฯทูลเกล้าฯถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลและต้นเทียนพรรษา ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2521


ศีล คือข้อปฏิบัติขั้นต้นในทางพระพุทธศาสนาเพื่อควบคุมความประพฤติทั้งทางกายและทางวาจา ตั้งใจสังวรสำรวมรักษากายวาจาให้สุจริต สงบเรียบร้อยเป็นปกติปราศจากทุกข์โทษ เพื่อให้เกิดความปกติสุขแก่ตนเอง แก่ผู้อื่น และสังคมส่วนรวม

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นต้นแบบของพุทธศาสนิกชนผู้ครองตนอยู่ในศีลในธรรมอย่างเคร่งครัด อันจะเห็นได้จากเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงพระผนวชเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499ตลอดระยะเวลา 15 วันที่พระองค์ทรงพระผนวชเป็นภิกษุในพระบวรพุทธศาสนาพระองค์ทรงรักษาศีล 227 ข้ออย่างเคร่งครัดเมื่อพระองค์ลาพระผนวชกลับมาดำรงอยู่ในฐานะพระมหากษัตริย์ ก็ทรงสมาทานรักษาศีล ประพฤติธรรมอยู่เป็นนิจ ทั้งยังทรงสนับสนุนให้พสกนิกรของพระองค์ประพฤติปฏิบัติเช่นเดียวกัน ดังพระบรมราโชวาทที่พระราชทานในการเปิดประชุมใหญ่ของสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 - 21 พฤศจิกายน2532 มีใจความตอนหนึ่งว่า “…ความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่น่าวิตกก็คือ ทุกวันนี้ความคิดอ่านและความประพฤติหลาย ๆ อย่าง ซึ่งแต่ก่อนถือว่าเป็นความชั่วความผิด ได้กลายเป็นสิ่งที่คนในสังคมยอมรับแล้วพากันประพฤติปฏิบัติโดยไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือน จนทำให้เกิดปัญหาและทำให้วิถีชีวิตของแต่ละคนมืดมนลงไป

“ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นหน้าที่ของชาวพุทธจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังแต่ละท่าน แต่ละฝ่าย จะต้องยึดหลักการให้มั่นคงที่จะไม่ทำสิ่งใด ๆ ที่ชั่วที่เสื่อม ต้องกล้าและบากบั่นที่จะทำแต่สิ่งที่เป็นความดีเป็นความถูกต้องและเป็นธรรม เพื่อให้ผลความประพฤติดีปฏิบัติชอบบังเกิดเพิ่มพูนขึ้นและค้ำจุนส่วนรวมไว้มิให้เสื่อมทรุด หากให้กลับฟื้นคืนดีขึ้นได้เป็นลำดับ…”

นอกจากนั้นสำหรับผู้ที่มิได้นับถือศาสนาพุทธ พระองค์ก็ทรงสนับสนุนให้ศาสนิกชนเหล่านั้นปฏิบัติตามหลักศีลธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ ด้วยทรงตระหนักดีว่า คำสอนของทุกศาสนาย่อมมุ่งเน้นให้ศาสนิกชนของตนเป็นคนดี ละเว้นจากการประพฤติชั่วทั้งปวง

ข้อมูลจาก นิตยสาร Secret


ทศพิธราชธรรมข้อที่ 1 10 ทศพิธราชธรรม ธรรมที่พ่อสอน (ทาน)

ทศพิธราชธรรมข้อที่ 3 10 ทศพิธราชธรรม ธรรมที่พ่อสอน (ปริจจาคะ)

ทศพิธราชธรรมข้อที่ 4 10 ทศพิธราชธรรม  ธรรมที่พ่อสอน (อาชชวะ)

ทศพิธราชธรรมข้อที่ 5 10 ทศพิธราชธรรม ธรรมที่พ่อสอน (มัททวะ)

ทศพิธราชธรรมข้อที่ 6 ทศพิธราชธรรมข้อที่ 6 ตบะ (ความเพียร)

ทศพิธราชธรรมข้อที่ 7 ทศพิธราชธรรมข้อที่ 7 อักโกธะ (ความไม่โกรธ)

ทศพิธราชธรรมข้อที่ 8 ทศพิธราชธรรมข้อที่ 8 อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน)

ทศพิธราชธรรมข้อที่ 9 ทศพิธราชธรรมข้อที่ 9 ขันติ (ความอดทน)

ทศพิธราชธรรมข้อที่ 10 ทศพิธราชธรรมข้อที่ 10 อวิโรธนะ (ความหนักแน่น เที่ยงธรรม)

keyboard_arrow_up