ตาย

ตาย อย่างไรไม่ตกนรก ข้อปฏิบัติที่ชาวพุทธควรรู้

ตาย
ตาย

ตาย อย่างไรไม่ตกนรก ข้อปฏิบัติที่ชาวพุทธควรรู้

ช่วงเวลาที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความ ตาย หลายเรื่อง เป็นต้นว่ามีผู้มาเล่าเรื่องที่เขาได้ดูแลรักษาคนที่เขารักซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งช่วงสุดท้าย แต่ก่อนที่ผู้ป่วยจะตายเขาได้พยายามยื้อยุดชีวิตเอาไว้ทุกวิถีทาง เช่น เปลี่ยนหมอ เปลี่ยนโรงพยาบาลหลายแห่ง รักษาด้วยยาสมุนไพรควบคู่ไปกับยาสมัยใหม่ทำการสะเดาะเคราะห์ตามที่หมอดูแนะนำ เปลี่ยนชื่อผู้ป่วยตามที่มีผู้แนะนำ สารพัดสารพันวิธีสุดแต่คนโน้นคนนี้จะแนะนำ ทำราวกับว่ามีวิธีที่จะเอาชนะความตายได้ ถึงแม้บางอย่างเขาจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ทำเพื่อปลอบใจหรือเพื่อมิให้ขัดใจบรรดาผู้หวังดีทั้งหลาย

ที่สุดคนที่เขารักก็ตาย

คนส่วนใหญ่ขาดความเข้มแข็งทางจิตใจ หรือขาดปัญญาที่จะรู้ความเป็นจริง เมื่อมีทุกข์มีภัยมาถึงตัวไม่รู้ทางที่จะแก้ปัญหา ก็จะยึดเอาความเชื่อที่ผิดๆ ตามคำบอกเล่ากันมา ซึ่งบางอย่างก็ไม่เป็นแก่นสารสาระมาประพฤติปฏิบัติ

คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ยอมรับความเป็นจริง ไม่กล้าที่จะเผชิญกับความเป็นจริง โดยเฉพาะความเป็นจริงในเรื่องกฎแห่งกรรมและความเป็นจริงที่ทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนได้ มี เป็น อันเป็นกฎธรรมชาติ ครั้นเมื่อจะต้องพลัดพรากจากผู้ที่ตนรักไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตายก็ตาม ต่างก็พยายามที่จะต่อสู้เพื่อยื้อยุดสิ่งนั้นไว้กับตนให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ในที่สุดก็ไม่สามารถเอาชนะกฎธรรมชาติได้

มีคนมาปรึกษาผู้เขียนว่า เขาป่วยเป็นมะเร็ง เขาควรจะทำอย่างไรนี่ไม่ใช่รายแรกที่มาปรึกษา ทุกๆ รายผู้เขียนไม่เคยบอกเลยว่า ไม่เป็นไรหรอก ทำบุญสะเดาะเคราะห์ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรเสีย อีกไม่ช้าโยมก็จะหาย นอกจากนี้ผู้เขียนก็ไม่ได้แนะนำผู้มาปรึกษาว่า หมั่นสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรเสีย อีกไม่ช้าโยมก็จะหาย เพราะผู้เขียนไม่แน่ใจว่าวิธีการดังกล่าวจะเป็นวิธีรักษาโรคมะเร็งหรือโรคร้ายอื่นๆ ให้หายได้หรือไม่ หากวิธีเช่นว่านี้รักษาได้จริง โรงพยาบาลคงไม่มีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือโรคร้ายแรงมารักษา

พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา เป็นศาสนาที่ว่าด้วยเหตุและผล ไม่ใช่ศาสนาของการวิงวอนร้องขอหรือบนบานศาลกล่าวจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย

ตายอย่างไรไม่ตกนรก

พระพุทธองค์ตรัสว่า สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ เมื่อเหตุดับไปผลย่อมดับไปเป็นธรรมดา

สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำผู้ป่วยก็คือ ชีวิตเรามีร่างกายกับจิตใจ มะเร็งเป็นที่กาย ต้องให้หมอรักษา ความทุกข์เป็นเรื่องของใจ เราต้องรักษาใจของเราเอง หากใจเราวิตกกังวลเศร้าหมองไปกับโรคร้าย จะทำให้เม็ดเลือดขาวในร่างกายอ่อนแอลง มีผลให้ร่างกายทรุดโทรม เท่ากับว่าเป็นการซ้ำเติมให้อายุของตนสั้นลง

แต่หากเรารักษาใจไม่ให้เศร้าหมอง ตรงข้าม กลับพัฒนาให้ใจมีความผ่องใส ก็จะช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง ช่วยรักษาร่างกายได้ทางหนึ่ง การปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐานนอกจากจะช่วยให้ใจมีความสงบผ่องใสแล้ว ผู้ปฏิบัติยังรู้ความเป็นจริงของชีวิต สามารถปล่อยวางความยึดมั่นสำคัญผิดอันทำให้ใจเศร้าหมองลงได้มีผู้ปฏิบัติหลายรายที่ป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย แทนที่จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งปี เมื่อมาปฏิบัติกรรมฐานสามารถยืดอายุออกไปได้ 3 – 5 ปีส่วนผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะแรกๆ นอกจากรักษาด้วยยาแล้ว การปฏิบัติกรรมฐานได้ช่วยให้เขาหายขาดจากโรคมะเร็งได้ กรณีดังกล่าวมีประจักษ์พยานปรากฏไม่น้อย

เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้รับนิมนต์ให้ไปเยี่ยมผู้ป่วยรายหนึ่ง เธอนอนป่วยมานานหลายปีด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย เธอมีบุตร 2 คนกำลังเรียนชั้นมัธยมด้วยกันทั้งคู่ เธอเพิ่งแยกทางกับสามีเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง นอกจากต้องต่อสู้กับโรคแล้ว ยังต้องต่อสู้กับสงครามชีวิตอีกด้วย นับว่าเธอเป็นสตรีแกร่งผู้หนึ่ง

ผู้เขียนไปถึงโรงพยาบาลเวลาบ่ายคล้อย ทันทีที่พบกัน ความรู้สึกบอกว่าเธอคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน สภาพร่างกายของเธอเหมือนผลไม้ที่จวนจะหลุดจากขั้ว เธอยิ้มต้อนรับผู้เขียน เป็นรอยยิ้มบนความอ่อนล้าของร่างกาย

ผู้เขียนแนะนำเธอว่า ให้มีความกล้าหาญ อย่าหวั่นไหวที่จะต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ชีวิตของเรามีร่างกายกับจิตใจ ธรรมชาติของร่างกายนั้นต้องแก่ เจ็บ และตายไปในที่สุด ไม่มีใครรักษาร่างกายเอาไว้ได้ คนเราไม่ได้ตายไปจริงๆ หรอก เพียงแต่ร่างกายแตกดับไปตามอายุขัย แต่จิตใจที่ยังมีแรงปรารถนาอยู่ (ตัณหา) จะไปเกิดอีกร่างกายเปรียบเหมือนบ้าน จิตใจเปรียบเหมือนผู้มาอาศัยบ้านหลังนี้อยู่เมื่อบ้านชำรุดทรุดโทรมผุพังจนไม่สามารถที่จะอาศัยอยู่ต่อไปได้ก็ไม่ควรที่จะต้องไปอาลัยอาวรณ์ ให้คิดเสียว่าเราทิ้งบ้านหลังนี้ไปเพื่อไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่ดีกว่า

ผู้เขียนขอให้เธอนึกถึงคุณงามความดีต่างๆ ที่ได้ทำไว้อยู่เสมอพยายามรักษาใจให้มีความสงบ อย่าได้ฟุ้งซ่านไปกับอารมณ์ที่เศร้าหมองยามใดที่ใจเผลอคิดไปในเรื่องต่างๆ ที่ทำให้ไม่สบายใจ ก็ให้รู้ตัวกลับมาอยู่ที่ลมหายใจเพื่อให้มีสมาธิ หรือจะสวดมนต์บทที่เคยสวดเป็นประจำก็ได้ โดยเฉพาะในยามที่จะสิ้นลมให้มีสติตั้งมั่น ไม่ต้องห่วงใยในสิ่งต่างๆ ขอให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ให้ท่านนำพาชีวิตไปสู่สุคติภพด้วย

ผู้ป่วยรับฟังด้วยความตั้งใจ ใบหน้าแสดงการตอบรับข้อแนะนำเป็นระยะๆ ผู้เขียนถามเธอว่า ได้รับความเจ็บปวดจากโรคที่เป็นมากไหม เธอสั่นศีรษะ ถามเธออีกว่า มีความห่วงหรือกังวลต่อสิ่งใดบ้าง เธอตอบว่า ไม่ห่วง ผู้เขียนกล่าวกับเธอว่า “ดีแล้วที่โยมทำใจได้ มีใจเข้มแข็งกล้าหาญดี หลวงพ่อขอให้โยมรักษาใจไว้ให้ดีนะ เรื่องร่างกายอย่าไปห่วงมันเลย มันจะเป็นเช่นใดก็ปล่อยให้มันเป็นไป รักษาใจอย่าให้เศร้าหมองเป็นดีที่สุด พระพุทธองค์ตรัสว่า เวลาจะสิ้นใจ หากมีใจผ่องใสจะไปเกิดในสุคติภพ”

ก่อนจากกันผู้เขียนให้พรเธอ เธอพนมมือรับด้วยความปีติ ผู้เขียนรู้สึกขอบใจโยมที่นิมนต์มาพบเธอ เพื่อให้ผู้เขียนได้มีโอกาสทำหน้าที่ของตน

สองวันต่อมามีผู้โทรศัพท์มาบอกว่า ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้วในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ได้พบผู้เขียน ผู้เขียนกล่าวกับผู้ที่โทรศัพท์มาบอกว่า ดีแล้ว เธอจากไปในเวลาที่เหมาะสม ในสภาพที่จิตใจมีความกล้าหาญ มีสติที่จะปล่อยวางสิ่งต่างๆ ในชีวิต หากเนิ่นนานไปกว่านี้ไม่แน่ว่าสภาพร่างกายและจิตใจของเธอจะเป็นเช่นไร

ผู้เขียนเชื่อว่าเธอผู้นี้สามารถรักษาจิตให้ผ่องใสได้ในวาระสุดท้ายของชีวิต

เรื่อง พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

แหล่งที่มา : คอลัมน์ You Are What You Do นิตยสาร Secret


บทความน่าสนใจ

7 ขั้นตอน เจริญภาวนา ด้วยการซ้อมตาย

ข้อคิดเตือนใจ ฝากถึงทุกท่าน ก่อนปลีกวิเวก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญโญ

เราจะอยู่กับความขัดแย้งอย่างไร โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

keyboard_arrow_up