ไขปริศนา “ เสียงหลอน ” ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติจริงหรือไม่?

เสียงหลอน
เสียงหลอน

ไขปริศนา “ เสียงหลอน ” ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติจริงหรือไม่?

คืนหนึ่ง ขณะที่คุณกำลังยืนอยู่เพียงลำพังในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย จู่ๆ คุณก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นที่ท้ายทอย คุณรู้สึกได้ถึงความกลัวที่จู่โจมเข้าสู่หัวใจ คุณแน่ใจเหลือเกินว่ามีใครบางคนกำลังยืนอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อคุณทำใจกล้าหันหลังไปมอง…คุณกลับไม่พบใครสักคน! 

ถ้าหากคุณเคยประสบกับเหตุการณ์ข้างต้น คุณคงเข้าใจหัวอกของ วิก แทนดี (Vic Tandy) ได้เป็นอย่างดี

วิก แทนดี เป็นอาจารย์พิเศษประจำ มหาวิทยาลัยคอเวนทรี (Coventry University) สหราชอาณาจักร คืนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังง่วนอยู่กับการทดลองในห้องแล็บ เขาก็มองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่มีรูปร่างสีเทาที่หางตา และเมื่อเขาหันไปเผชิญหน้ากับมัน ก็พบว่าไม่มีอะไรอยู่ในห้องนั้น…นอกจากตัวเขาเอง

ด้วยความที่วิกเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาจึงไม่ยอมฟันธงว่า เขาได้พบกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติหรือภูตผี อีกทั้งยังไม่ยอมเก็บความสงสัยของตัวเองไว้เฉยๆ แต่เขาได้ทำการทดลองอีกหลายครั้งจนพบว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพราะพัดลมดูดอากาศในห้องแล็บปลดปล่อยคลื่นในระดับความถี่18.98 เฮิรตซ์ (Hz) ออกมา ซึ่งเป็นความถี่ที่ใกล้เคียงกับความถี่ที่เกิดจากแรงดันในลูกตามนุษย์ จึงทำให้เขามองเห็นภาพหลอนนั่นเอง

“ภูตผีในห้องแล็บ” เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นยาวมาก และมีความถี่ต่ำอยู่ในช่วง 0.1 – 20 เฮิรตซ์ ซึ่งต่ำเกินกว่าที่มนุษย์จะได้ยินเสียงที่เกิดขึ้นนักวิทยาศาสตร์เรียกคลื่นชนิดนี้ว่า “อินฟราซาวนด์” (Infrasound)

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

โดยปกติแม้ว่ามนุษย์จะไม่ได้ยินเสียงของอินฟราซาวนด์เครื่องบันทึกเทปก็บันทึกเสียงไว้ไม่ได้ แต่ทว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในร่างกายที่ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น เวียนศีรษะ ปวดท้อง รู้สึกกังวลใจ และหวาดกลัวขึ้นมาสุดขีดโดยไม่มีสาเหตุ ดังนั้นอินฟราซาวนด์จึงได้รับการเรียกขานในอีกชื่อหนึ่งว่า “เสียงหลอน”

อย่างไรก็ดี เมื่อมนุษย์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ก็สามารถใช้ประโยชน์จากอินฟราซาวนด์ได้ เช่น ใช้ในการเตือนภัยแผ่นดินไหว เพราะการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกจะก่อให้เกิดคลื่นชนิดนี้ นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในการรื้อถอนอาคารหรือทำให้ผู้คนมีอารมณ์ร่วมไปกับงานศิลปะบางประเภท ฯลฯ  [คุณสามารถสัมผัสเสียงหลอนด้วยตัวเองได้จากภาพยนตร์เรื่อง Irreversible หรือเพลงLustmord ของ ไบรอัน วิลเลียมส์ (Brian Williams)]

หลังจากวิกรู้ว่าแท้จริงแล้วภูตผีในห้องแล็บเกิดจากอินฟราซาวนด์ เขาจึงได้ทำการตรวจสอบหาสัญญาณคลื่นในสถานที่ต่างๆ ที่ผู้คนร่ำลือกันว่ามีวิญญาณสิงอยู่ เช่น ที่อาคารเก่าแก่แห่งหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14 บริเวณใกล้กับมหาวิทยาลัย

วิกเล่าว่า  “อินฟราซาวนด์ซึ่งตรวจพบในห้องโถงที่พวกเรายืนอยู่ทำให้เกิดบรรยากาศชวนขนหัวลุกที่สุด ผมกลัวจนรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว ทั้งที่ขณะนั้นผมสวมทั้งเสื้อแจ๊คเก็ตขนแกะ สเวตเตอร์และเสื้อเชิ้ต สักพักร่างกายของผมก็ค่อยๆ สั่นและกระตุก เหรียญเริ่มร่วงจากกระเป๋า แล้วผมก็สังเกตว่าช่างภาพของเราก็กำลังกลัวจนยืนอยู่นิ่งๆ ไม่ได้เช่นกัน”

เกือบสิบปีต่อมาวิกได้ทุ่มเทเวลาเพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า มนุษย์มีโอกาสเจอะเจอเสียงหลอนได้อีกในหลายโอกาส ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองที่มีรถราแล่นขวักไขว่ หรืออยู่ในคอนเสิร์ตฮอลล์ ฯลฯ ก็ตามอินฟราซาวนด์จะทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติและเมื่อคุณออกจากสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ความรู้สึกดังกล่าวก็จะหายไป

แม้ว่าวิกจะเสียชีวิตแล้วในปี ค.ศ. 2005 ขณะที่มีอายุเพียง50 ปี แต่เขาก็ได้ทิ้งผลงานการวิจัยที่น่าจะทำให้เราๆ ท่านๆ รู้สึกสบายใจขึ้น…เมื่อต้องอยู่ตามลำพัง! 

keyboard_arrow_up