พระชาคิโน

พระชาคิโน จากช่างภาพสู่การเดินทางด้วยวิถีวิเวกเพื่อการหลุดพ้น

พระชาคิโน
พระชาคิโน

พระชาคิโน จากช่างภาพสู่การเดินทางด้วยวิถีวิเวกเพื่อการหลุดพ้น

หากคุณเป็นช่างภาพมืออาชีพที่มีชื่อเสียง และกำลังประสบความสำเร็จสูงสุด คุณจะยอมละทิ้งชื่อเสียงเงินทอง เพื่อค้นหาความหมายของชีวิตหรือไม่

พระอาจารย์เป็นชาวมาเลเซีย แต่ทำไมถึงสนใจในพุทธศาสนาจนถึงขั้นตัดสินใจบวชคะ

 สมัยเด็ก อาตมาชอบอ่านนิยายจีนแล้วหลายเรื่องเขียนถึงพระว่า เป็นผู้ที่เป็นอิสระจากโลก อิสระจากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นคนดีที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นก็เลยเหมือนถูกปลูกฝังมานานว่าพระดีที่สุดแต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะเป็นพระเพราะคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ (หัวเราะ)

นอกจากนั้น ด้วยความที่เราเป็นศิลปินชอบคิด ชอบสร้างสรรค์ จึงมีแนวคิดและแนวทางชีวิตที่แตกต่างจากคนอื่นอยู่สักหน่อย หลายครั้งที่เราก็ไม่สามารถหาคำตอบด้วยตัวเองได้ เช่น เขาบอกว่าร่างกายเป็นของเรา แล้วทำไมเราห้ามปวดฉี่ไม่ได้ ห้ามปวดท้องก็ไม่ได้ นั่นหมายความว่าร่างกายต้องไม่ใช่ของเราสิ หรืออย่างเวลามีความทุกข์ เราก็ไม่เคยเห็นเลยว่าทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร และไม่สามารถควบคุมใจไม่ให้ทุกข์ได้ด้วย แต่พอหายทุกข์ ทุกอย่างก็หายไปโดยที่เราไม่รู้เลยว่าความทุกข์นั้นมันมาอย่างไรและไปอย่างไร

ที่ตัดสินใจบวชก็เพราะความทุกข์นี่แหละทุกข์เพราะเราคิดผิด ใช้ชีวิตไปตามกระแสของคนในโลก แข่งขันเพื่อให้ได้นั่นได้นี่มาครูบอกอะไรเราก็เชื่อ บอกว่าถ้าแข่งชนะได้รางวัลที่หนึ่งแล้วจะมีชื่อเสียง เงินทองแล้วเงินจะนำความสุขมาให้ เราเลยเกิดความอยากได้ อยากมี ทั้งที่จริง ๆ แล้วยิ่งตามความอยาก เราก็ยิ่งทุกข์

_MG_9602 1

ได้เป็นแชมป์เอเชียแล้วยังทุกข์อีกหรือคะ

 ทุกข์ เพราะเราต้องรักษาความเป็นที่หนึ่งและคงมาตรฐานเอาไว้ให้ได้ ทุกครั้งที่ส่งภาพเข้าประกวด ก็มีคนรุ่นใหม่ ๆ มาแข่งเพื่อจะเป็นที่หนึ่งเหมือนกัน เราจึงต้องคิดหนักจนสมองแทบแตกว่าจะทำอย่างไรให้รูปที่เราถ่ายมีความพิเศษที่สุด กล้องต้องดีที่สุด เลนส์ต้องดีที่สุด จังหวะการถ่ายก็ต้องถูกต้องที่สุด

การต้องรักษาอันดับหนึ่งไว้จึงลำบากมาก และทำให้จิตตัวเองเป็นทุกข์ สุดท้ายเราเห็นชัดเจนว่านั่นเป็นเพียงความอยาก เราไม่ใช่ศิลปินแล้ว เพราะศิลปินนั้นใจต้องเป็นอิสระถึงจะทำงานออกมาได้ดี ในขณะที่การถ่ายรูปเพื่อแข่งขันเป็นเพียงการทำตามความอยากของเราเท่านั้น รูปที่ถ่ายออกมาสวยก็จริงแต่มันไม่มีแก่นสาร ไม่มีความหมาย และไม่มีชีวิตอยู่ในนั้นเลย

ตอนที่ตัดสินใจจะบวช คิดอยู่นานไหมคะ

 นาน…เพราะสำหรับคนจีน การบวชถือเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะคนจีนมีทัศนคติผิด ๆ อยู่ว่า พระเป็นขอทาน เป็นคนไร้ประโยชน์ ทิ้งโลกนี้ไปสู่ทางธรรมดังนั้น แม้เราจะอยากบวชแค่ไหน ก็ไม่กล้าพูดกับใคร เพราะถ้าบอก คำถามแรกที่ทุกคนจะถามคือ “ทำไมไปบวชล่ะ อกหักหรือไม่มีงานทำหรือ” ยิ่งคนเป็นพ่อเป็นแม่จะด่าก่อนเลย อย่างแม่อาตมานี่ เวลาลูกคนอื่นบวช แม่จะ “สาธุ ๆ โยมแม่มีบุญมาก” แต่พอลูกชายตัวเองบวช กลับด่า(หัวเราะ)  แถมยังบอกอีกว่า ถ้าจะบวชก็เอาเงินที่ส่งให้เรียนทั้งหมดคืนมา อาตมาเองก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน เลยคิดว่าก่อนบวชจะหาเงินมาคืนท่านให้ครบ เจ็ดปีหลังจากนั้นอาตมาเลยออกจากบ้านไปลุยทำงานอย่างจริงจังและส่งรูปเข้าประกวดอย่างจริงจังมาก

ตอนที่แข่งระดับเอเชีย ช่างภาพคนอื่น ๆ เขาถ่ายภาพด้วยกล้องใหญ่ ๆ ราคาแพง ๆ แต่ตอนนั้นอาตมาเพิ่งออกจากโรงเรียน  มีแค่กล้อง Semi-Professionalทำให้ต้องคิดหนักว่า ทำอย่างไรถึงจะได้ที่หนึ่ง ทีนี้พุทธศาสนาสอนว่า ทุกอย่างมีเหตุปัจจัย ถ้าอย่างนั้น การถ่ายรูปให้ออกมาดีที่สุดก็ต้องมีเหตุปัจจัยเช่นกัน เมื่อคิดดูก็ได้คำตอบว่า หนึ่ง เราต้องถ่ายภาพในเวลาที่ถูกต้อง สอง สถานที่ต้องสะดวกสำหรับเรา และสาม  ต้องมีคอนเน็กชั่นที่ดี ช่วงนั้นอาตมาเพิ่งออกจากบ้าน ไม่มีอะไรสักอย่างเลยไปยืมเงินพี่สาวซื้อมอเตอร์ไซค์มือสองเพื่อขี่ไปยังสถานที่ที่เขากำหนดให้ถ่ายรูปให้ทันตอนเช้าตรู่ซึ่งเป็นเวลาที่ดีที่สุดเมื่อได้เวลาที่ดี สถานที่ที่สะดวกแล้วก็คิดว่า ถ้ามีคนขี่ม้าผ่านไป รูปนี้จะออกมาสวยที่สุด ตอนนั้นเรายังไม่มีคอนเน็กชั่นแต่เคยถ่ายรูปติดคนที่มาขี่ม้าที่นั่นเป็นประจำเลยให้รูปเขาไปฟรี ๆ แล้ววันต่อมาเราก็ขอให้เขาช่วยขี่ม้ามาเข้าเฟรมให้หน่อย  สุดท้ายรูปนั้นก็ได้รางวัลที่หนึ่งของเอเชีย ได้เงินรางวัลคิดเป็นเงินไทยราวหนึ่งแสนบาท ซึ่งเมื่อยี่สิบปีที่แล้วถือว่าเยอะมาก พอได้เงินมาอาตมาก็เอาไปบริจาคหมด

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

เตรียมตัวพร้อมแล้ว จิตใจล่ะคะเตรียมอย่างไรบ้าง

 ช่วงนั้นอยากจะบวชเต็มทีแล้ว แต่ถ้าให้บวชเป็นพระโดยที่ยังมีราคจิต เราก็ไม่เอา เพราะในชีวิตการทำงาน เราเป็นมืออาชีพ เมื่อเป็นพระ เราก็อยากเป็นพระแท้เช่นกัน เราตั้งใจว่าจะต้องฆ่ากิเลสให้หมดก่อนจึงค่อยบวช เริ่มจากกินมื้อเดียวและเวลาที่มีราคะเกิดขึ้น เราก็พยายามทำทุกวิถีทางที่จะระงับให้ได้ แต่สุดท้ายเราก็ระงับเขาไม่ได้ ก็เลยบอกกับตัวเองว่า ถ้ายังทำไม่ได้ จะตัดนิ้วก้อยที่เท้าทิ้งไปเลย แล้วเราก็ไปหยิบมีดที่ใช้หั่นผักมาวางบนนิ้วก้อยเท้าขวา  ระหว่างนั้นก็คิดว่า ถ้ายังไม่ลงจะตัดแล้วนะ ครั้งแรกได้ผล เลยไม่ได้ตัดแต่ครั้งต่อมาปรากฏว่าเขาไม่ยอมลงจริง ๆเราเลยต้องตัดตามที่ได้ตั้งสัจจะเอาไว้

อาตมาใช้วิธีเอาก้อนหินมาวางลงบนมีด นับหนึ่ง-สอง-สาม แล้วเอาก้อนหินทุบบนมีด…ฉึกเดียว นิ้วขาดกระเด็นไปเลย!แล้วก็นั่งรถไปโรงพยาบาล พอไปถึง หมอถามหานิ้ว จะเอามาต่อให้ เราก็บอกไม่เอาทิ้งไปแล้ว พอกลับไปบ้าน ก็เอาเลือดที่ไหลจากนิ้วซึ่งเก็บไว้ตั้งแต่ตอนที่ตัดมาเขียนพระสูตรมหายาน เป็นคำสอนของพระพุทธ-เจ้าในเรื่องที่ห้ามมีราคะ เพื่อเตือนใจตัวเองแต่จริง ๆ หลังบวชเรียนแล้วจึงได้รู้ว่า เราทำไม่ถูก

หลังจากนั้นพระอาจารย์ไปบวชเรียนที่ไหนคะ

อาตมาไปบวชที่วัดนิกายมหายานในปีนัง แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะวิถีชีวิตของพระที่นั่นไม่ได้ต่างไปจากฆราวาสเลยพระยังสามารถจับเงินทอง จับจ่ายซื้อของได้แถมยังฉันสามมื้ออีก เรียกว่าบวชก็เหมือนไม่บวช เรามองเห็นตั้งแต่แรกว่า หากใช้ชีวิตอย่างนี้ก็ไม่มีทางเห็นผลตามที่ตั้งใจไว้หรอก ตอนก่อนจะบวช อาตมาตั้งใจมากแล้วพอมาบวชเรียน จะให้อาตมาทำผิดจากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

ข้อที่ 6 ของศีล 10 บอกไว้ว่า “วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ”หลังจากเที่ยงแล้วห้ามฉันอาหาร แต่พระทุกรูปรวมถึงเจ้าอาวาสกลับฉันมื้อเย็นเท่านั้นไม่พอ ตอนปลายเดือนก็มีการจัดการค่าใช้จ่ายให้พระลูกวัดอีก ถ้าเทียบเงินไทยก็ราว 300 บาท เราก็ยิ่งแปลกใจบอกกับเจ้าอาวาสว่า “อาจารย์…ผมไม่ได้บวชเพื่อมาเอาเงิน” และข้อ 10 ของศีล 10ก็บอกไว้อยู่แล้วว่า “ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณาเวรมณี  สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ” คือ ห้ามรับเงินทอง

03

แล้วท่านตัดสินใจอย่างไรต่อไปคะ

หลังจากบวช เราก็ไม่มีที่ไป เพราะตั้งแต่ตัดสินใจหยุดทำงาน ก็ขายของทุกอย่างไปจนหมด เงินที่ได้มา อาตมาแบ่งเป็น 4 ส่วนคือ ส่วนหนึ่งให้พ่อ อีกส่วนหนึ่งให้แม่ส่วนที่สามให้น้องที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยส่วนสุดท้ายเราเก็บไว้ใช้ส่วนตัว ซึ่งเราก็เอาไปบริจาคตามวัดต่าง ๆ  ตอนนั้นอาตมาก็เลยเดินทางไปอยู่วัดป่าที่นิวซีแลนด์ครึ่งปีและไปที่อื่น ๆ ด้วย พอสามปีผ่านไป  ปัจจัยหมดแล้ว แต่อาตมาก็ยังไม่พบคำตอบที่แสวงหา จึงเดินทางมาเมืองไทยเพื่อบวชเป็นพระเถรวาทที่จังหวัดแพร่ โดยที่ไม่มีสตางค์ติดตัวเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะยิ่งศึกษาประวัติพระพุทธเจ้า ก็ยิ่งตระหนักรู้ว่าท่านไม่ทรงอนุญาตให้พระมีเงินทอง

พอมาบวชที่เมืองไทยแล้ว ได้ค้นพบสิ่งที่แสวงหาไหมคะ

 ยังไม่พบทั้งหมด เพราะความตั้งใจแรกของเราคือ มาหาที่เคร่ง ๆ เพื่อบวชเรียนอย่างจริงจัง เพื่อขัดเกลากิเลส แต่ผ่านไป 5 พรรษาแล้ว อาตมาก็ยังมองไม่เห็นทางหลุดพ้น ทั้งที่เรามั่นใจว่าเส้นทางธรรมคือทางของเราไม่ผิดแน่นอน แต่ทำไมเดินไป ๆ ก็ยังมองไม่เห็นปลายทาง จึงตัดสินใจลาสิกขาบท ก่อนที่จะตัดสินใจบวชอีกครั้งเมื่อได้พบวัดป่านานาชาติและวัดหนองป่าพง ที่จังหวัดอุบลราชธานี และฝึกปฏิบัติในสายของหลวงปู่ชา สุภทฺโท

พอมาอยู่วัดป่านานาชาติ ก็ได้พบที่ของเราที่แท้จริง อาตมารู้สึกมีความสุขจิตใจเบิกบานตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง เพราะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทั้งหมู่คณะมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายเดียวกัน พระแต่ละรูปต่างตั้งใจมาบวช เราเองก็อยู่ด้วยใจที่ศรัทธาในพุทธศาสนา แม้จะพูดกันไม่รู้เรื่องก็ตามหลังจากที่ได้บวชเรียนที่นั่น อาตมาก็ยิ่งศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง และคิดว่าเมืองไทยมีศาสนาที่ดี มีสถานที่ที่ดี มีประเพณีที่ดี มีทุกอย่างที่ดี แม้แต่อาตมาหรือพวกฝรั่งยังศรัทธาในพุทธศาสนาเลยน่าเสียดายมากถ้าคนไทยไม่สนใจ

คลิกเลข 3 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ทำไมท่านจึงชอบธุดงค์ และการธุดงค์เป็นกิจจำเป็นของสงฆ์หรือเปล่าคะ

ความหมายของธุดงค์ก็คือ การขัดเกลากิเลส ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติโดยทั่วไปของพระสงฆ์อยู่แล้ว โดยมีข้อที่ต้องปฏิบัติ13 ข้อ เช่น ใช้ผ้าได้ 3 ผืนตลอดชีวิตฉันมื้อเดียว ละเว้นการนอนในกุฏิ และอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เป็นต้น

การธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ จะทำให้เราได้เห็นชีวิต เห็นคนที่แตกต่างกันไป  ได้เห็นว่า  แม้แต่คนยากจนก็ยังใส่บาตรให้เราบางคนใส่เพียงหนึ่งช้อนเท่านั้น แต่ก็ทำให้เราซึ้งใจมากแล้ว ทุกอย่างเหมือนเป็นอาจารย์ที่คอยสอนและให้ประสบการณ์ใหม่ ๆกับเรา ในสมัยของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ทั้งหมดก็คือพระธุดงค์ที่เดินเท้าและปักกลดไปเรื่อย ๆ เหมือนกัน สมัยนั้นยังไม่มีวัดเป็นหลักเป็นฐาน มีแค่สำนักสงฆ์ โบสถ์ก็แค่เอาหินมาวาง 5 ก้อน สมมุติว่าเป็นเขตของสงฆ์ ให้พระนั่งสวดปาฏิโมกข์กันไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่สร้างโบสถ์แต่ละหลังต้องใช้เงินหลายร้อยล้าน

การธุดงค์ต้องเสี่ยงกับอันตรายมากมาย พระอาจารย์มีวิธีใช้ชีวิตอย่างไรให้ปลอดภัยคะ

เราต้องมีสติอยู่เสมอ และธรรมชาติจะช่วยฝึกสติให้เราตลอดเวลา ครั้งหนึ่งถ้ำที่อาตมาปักกลดอยู่มีงูอยู่หน้าถ้ำ พระ-ธุดงค์ทุกรูปที่มีประสบการณ์จะรู้ว่า ถ้าเห็นงูเลื้อยไปไว ๆ เราเดินช้า ๆ ได้ ไม่ต้องกลัวเพราะงูที่ไปไว ๆ จะไม่มีพิษและกลัวคน แต่ถ้างูที่เลื้อยไปช้า ๆ เราต้องไปไว ๆ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นงูพิษ เขาจะไม่กลัวเรางูตัวนี้เป็นงูไวเปอร์ กัดแล้วตายภายในหนึ่งชั่วโมง อาตมารู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่สุดท้ายอาตมาก็อยู่ที่ถ้ำนั้นถึง 6 เดือน เวลาเดินออกไปหรือเดินกลับมาต้องผ่านงูตัวนั้นเสมอแต่ในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องดีไป เพราะเขาช่วยสร้างสติให้เรา

นอกจากครั้งนั้น อาตมาก็เคยป่วยเจียนตายมาแล้ว มีอยู่คืนหนึ่งท้องเสีย เข้าห้องน้ำบ่อยจนไม่มีแรง โชคดีที่ตอนเช้ามีโยม 4 - 5 คนมาช่วยหามขึ้นรถไปโรงพยาบาล  หมอตรวจเสร็จก็บอกว่า พระอาจารย์ขาดน้ำมากถ้ามาช้าอีกสองชั่วโมง รับรองตายแน่นอน

17

อยู่ในป่าตามลำพัง ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้บ่อยๆแบบนี้ พระอาจารย์มีวิธีจัดการกับความกลัวอย่างไรคะ

วิธีการจัดการที่ดีที่สุดคือการเผชิญกับความกลัว ถ้าเราไม่หนีเขา เขาก็จะหายไปเอง เช่น เช้าวันหนึ่งระหว่างนั่งสมาธิอยู่มีเสียงดังมาก อาตมาเลยเดินไปดู ปรากฏว่าข้างหน้าห่างจากที่พักเราไม่ถึง 300 เมตรกอไผ่หักพังราบหมดเลย เราตกใจมากเดาว่าน่าจะเป็นคิงคอง เพราะช้างก็ไม่น่าวิ่งไปชนไม้ไผ่ล้มแบบนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวเป็นอย่างนั้นติดต่อกันอยู่สองสัปดาห์อาตมาคิดว่า ถ้าไม่หาสาเหตุ ก็คงต้องสงสัยและกลัวต่อไป เลยเดินไปดู พบว่าเป็นฝูงลิงที่เล่นกันอยู่บนต้นไผ่ เขากระโดดจากต้นนี้ไปต้นโน้น แล้วลิงแต่ละตัวก็น้ำหนักมากไม้ไผ่เลยหัก เกิดเสียงดัง พอเจอสาเหตุแล้ว ความกลัวก็หายไป จิตที่สงสัยกับสภาพแวดล้อมตอนนั้น สองอย่างนี้ประกอบกันเกิดเป็นจินตนาการที่ทำให้เรากลัว

มีอีกครั้งหนึ่ง อาตมาไปธุดงค์ในป่าที่กาญจนบุรีรูปเดียวเป็นเวลาสองเดือนวันหนึ่งรู้สึกว่า ป่าที่ปักกลดอยู่เงียบกริบเสียงสัตว์ต่าง ๆ ก็หายไป ถึงตอนค่ำได้ยินเสียงเสือร้องห่างจากที่ที่เราอยู่ไม่กี่เมตรตรงนั้นมีลำห้วยเล็ก ๆ กั้นอยู่เท่านั้น อาตมาสะดุ้ง ขนลุกไปทั้งตัว แต่ก็พยายามข่มความกลัวไว้ คิดในใจว่า “โชคดีเรายังอยู่ในมุ้งมุ้งคงป้องกันเราได้” (หัวเราะ) หันไปเห็นบาตร ก็ดีใจที่ยังมีบาตรเป็นเพื่อน แต่เสือก็ยังไม่หยุดร้องเสียที อาตมาจึงหาวิธีข่มความกลัวด้วยการทำเป็นพูดขู่เสือว่า “คอยดูนะ ถ้ายังร้องอีก จะออกไปดู” ปรากฏว่าเสือก็ยังร้องอีก แม้จะคิดว่า “เป็นพระต้องรักษาสัจจะ” แต่อาตมาก็ยังไม่กล้าออกไปอยู่ดี ได้แต่บอกกับตัวเองว่า “ขออีกครั้งนะ” สักพักเสือก็ยังร้องอีก  ตอนนั้นอาตมามองเห็นความกลัวอย่างชัดเจน  แต่เราต้องมีสัจจะ อาตมาจึงหยิบไฟฉายมาแล้วเดินออกไปส่องหาเสือ  เดินไปก็บอกกับตัวเองไปว่า “เสืออยู่ไหน ถ้าไม่ออกมาอาตมาจะกลับแล้วนะ” แต่ก็ไม่พบอะไรเมื่อได้ทำตามสัจจะแล้ว ก็เลยกลับไปที่กลด

การอยู่รูปเดียวในป่าตลอดสองเดือนช่วยให้อาตมาได้ขัดเกลาตัวเอง ทำให้กล้าขึ้นลดความกลัวลงไปได้มาก คิดแต่ว่า เมื่อชีวิตเราถึงจุดที่อันตรายที่สุด เราต้องปล่อยวางชีวิตให้ได้ ตายก็ตาย ปฏิบัติแล้วตายดีกว่าตายโดยไม่ปฏิบัติ

07

ขอถามเกี่ยวกับมูลนิธิธัมมคีรีที่พระอาจารย์ก่อตั้งขึ้นมาค่ะ ว่ามีที่มาอย่างไร

 ในช่วงสองสามปีหลังมานี้ อาตมาได้จำพรรษาอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน วันหนึ่งออกไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านชาวเขา ซึ่งอยู่กันอย่างยากจนมากอาตมาไม่คิดว่าจะได้อะไรกลับไปเลย แต่แล้วก็มีผู้หญิงชาวเขาเอาข้าวก้อนหนึ่งที่เพิ่งหุงออกมาใส่บาตร ข้างตัวเธอมีลูกเล็ก ๆอายุประมาณ 3 ขวบยืนดึงผ้าถุงแม่อยู่ตาจ้องมองจานที่ใส่ข้าวเขม็ง มันทำให้อาตมาน้ำตาไหล ฉันข้าวก้อนนั้นไม่ลง คิดว่าเราเคยทำงานมีเงินเดือนเยอะแยะ  ทำไมถึงมาแย่งข้าวเด็ก

ตั้งแต่นั้นมา อาตมาจึงคิดว่าจะต้องหาทางตอบแทนบุญคุณพวกเขาและแผ่นดินนี้ให้ได้ เพราะว่าตั้งแต่มาอยู่เมืองไทย อาตมาก็ได้ชีวิตใหม่ที่มีความสุขอย่างแท้จริง สุขในที่นี้ไม่ใช่สุขแบบชาวโลก แต่เป็นสุขตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “นตฺถิ สนฺติ ปรํสุขํ” คือ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มีอาตมาจึงอยากทำอะไรเพื่อตอบแทนคนไทยบ้าง

มูลนิธิธัมมคีรี นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา และช่วยเรื่องทุนการศึกษาแก่เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ช่วงแรกได้น้องสาวอาตมาเป็นเจ้าภาพให้ แต่ตอนหลังเงินสนับสนุนจากน้องเริ่มไม่เพียงพออาตมาจึงจัดนิทรรศการภาพถ่ายขึ้นมาเพื่อหาปัจจัยมาให้มูลนิธิ ตอนนี้จัดไป 14 รอบแล้วทั้งที่มาเลเซีย สิงคโปร์  แล้วก็อินโดนีเซียส่วนที่เมืองไทย เพิ่งจัดนิทรรศการครั้งที่สองไป คือ นิทรรศการภาพถ่ายวิถีวิเวกปัจจัยที่ได้จากการประมูลภาพถ่ายก็นำมาใช้ช่วยเหลือเด็ก ๆ ในมูลนิธิ  ถึงตอนนี้ก็ 25 รุ่นแล้ว นอกจากนั้นก็นำไปซื้อที่ดินเพื่อเป็นสถานปฏิบัติธรรมและบ้านพักเด็กกำพร้าโดยมีโยมเพื่อนที่มาเลเซียช่วยออกแบบอาคารและหาทุนสร้างให้

ระหว่างเดินทางธุดงค์ ได้พบเหตุการณ์ประทับใจอะไรบ้างไหมคะ

เคยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระธุดงค์ที่อาตมาประทับใจมาก คือ มีหลวงตารูปหนึ่งท่านออกบวชตอนแก่ เพราะอยากหาหนทางสงบและอยากธุดงค์ ท่านก็เลยออกเดินจากหัวลำโพงไปเชียงใหม่ โดยเดินตามทางรถไฟไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณเกือบสองเดือน พอค่ำลง ถ้าเจอวัดที่ไหน  ท่านก็เข้าไปจำวัด เช้ามาท่านก็ไปต่อ คนขับรถไฟพอเห็นผ้าเหลืองไกล ๆ  เขาก็จะบีบแตรหลวงตาก็จะหลบเข้าข้างทาง เป็นอย่างนี้ทุกวัน จนวันหนึ่งฝนตก คนขับรถไฟนั่งกินข้าวอยู่แล้วเกิดความเมตตาขึ้นในใจว่า หลวงตาที่กำลังเดินอยู่ที่ทางรถไฟจะเป็นอย่างไรบ้าง เขาเลยตั้งใจขับรถออกตามหา พอเจอหลวงตา เขาก็หยุดรถนิมนต์หลวงตาพาขึ้นรถไปเชียงใหม่

อาตมาเองก็เคยพบกับเหตุการณ์คล้าย ๆ กัน ตอนที่เดินไปดอยแม่สลองซึ่งอยู่สูงมาก ระยะทางจากแม่อายจนถึงดอยแม่สลองประมาณ 42 กิโลเมตร หลังฉันเสร็จตอนแปดโมงเช้า อาตมาก็เก็บของและออกเดินไปเรื่อย ๆ ไปถึงดอยแม่สลองเอาตอนสองทุ่ม ระหว่างทางอาตมาเจอรถประมาณ 8 คัน รวมถึงรถโดยสารที่หยุดนิมนต์ให้ขึ้นรถไปกับเขา แต่อาตมาไม่ไปเพราะตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า ถ้าธุดงค์จะไม่ขึ้นรถ พวกเขาก็เสียดาย เพราะตั้งใจอยากนิมนต์พาเราไป ตอนเขากลับลงมาเจอกันอีกที เขาก็ยกมือไหว้ด้วยความเคารพ

ทั้งสองเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องไปแสดงธรรมหรือไปเคาะประตูบ้านคนเพื่อเผยแผ่ศาสนา แค่ทำความดีและฝึกไปเรื่อย ๆ คนก็จะเกิดความศรัทธาขึ้นมาเอง เราไม่จำเป็นต้องพูดสักคำแค่ทำตัวอย่างให้เขาเห็นว่ามีพระที่ตั้งใจปฏิบัติจริง ๆ สุดท้ายญาติโยมก็จะเกิดความศรัทธาขึ้นมาเอง

23

สุดท้ายนี้ อยากทราบว่าการธุดงค์ให้อะไรกับพระอาจารย์บ้างคะ

อาตมารู้สึกว่า ยิ่งออกธุดงค์ก็ยิ่งมองเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ทางที่กำลังมุ่งหน้าไปนี้เป็นทางที่ถูกต้อง ถ้าไปทางนี้ อาตมาเชื่อว่า สักวัน…จะต้องหลุดพ้นได้…อย่างแน่นอน


Secret Box

ถ้าการ “ถ่ายรูป” เป็นการปรุงแต่งและแสดงตัวตน

การ “ถ่ายใจ” ก็เป็นการลดการปรุงแต่งและลดตัวตนลง

พระชาคิโน  จากหนังสือวิถีวิเวก


เรื่อง อุษาวดี สินธุเสน, พีรภัทร โพธิสารัตนะ ภาพ พระอาจารย์ชาคิโน,  สรยุทธ พุ่มภักดี

Secret คือแรงบันดาลใจ
สั่งซื้อนิตยสารหรือสมัครสมาชิก Secret ได้ที่ 0-2423-9889
ทาง Naiin.com : https://www.naiin.com/magazines/title/SC/

keyboard_arrow_up