อย่ารบกวนเสียง – บทความดีๆ จากพระไพศาล วิสาโล

เรื่องเล่าของหลวงพ่อชา
เรื่องเล่าของหลวงพ่อชา

เรื่องเล่าของหลวงพ่อชา บทความดีๆ จากพระไพศาล วิสาโล

เรื่องเล่าของหลวงพ่อชา สุภัทโท เดินทางไปแสดงธรรมที่ประเทศอังกฤษเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2520 ท่านและคณะ ซึ่งมี พระอาจารย์สุเมโธ เป็นล่าม พำนักอยู่ที่วิหารแฮมพ์สเตด กลางกรุงลอนดอนเป็นส่วนใหญ่ ตรงข้ามของวิหารนั้นเป็นแหล่งบันเทิง มีทั้งผับและดิสโก้เธ็ค จึงมีเสียงดนตรีดังกระหึ่มทั้งคืน

คืนหนึ่งขณะที่พระสงฆ์และญาติโยมกำลังนั่งสมาธิ มีเสียงดนตรีจังหวะกระแทกกระทั้นดังเข้ามาในห้องตลอดเวลา ทั้งพระและโยมพากันหน้านิ่วคิ้วขมวด นั่งไม่เป็นสุข แต่หลวงพ่อชากลับนิ่งสงบราวกับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เมื่อนั่งสมาธิเสร็จ โยมผู้หนึ่งเข้าไปหาหลวงพ่อและขอโทษที่มีเสียงรบกวนระหว่างนั่งสมาธิ หลวงพ่อชากลับตอบว่า

“โยมคิดว่าเสียงดนตรีรบกวนเรา แต่ความจริงเราไปรบกวนเสียงต่างหาก”

คำพูดของหลวงพ่อชาเตือนให้เราตระหนักว่า เสียงอะไรก็ตาม หากได้ยินแล้ว เราวางใจเฉยกับมัน ความทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าใจเราต่อต้านผลักไสหรือโรมรันพันตูกับเสียงนั้นเมื่อใดก็จะเป็นทุกข์ทันที ทุกครั้งที่หงุดหงิดเมื่อได้ยินเสียงใด ลองสังเกตให้ดีจะพบว่าตอนนั้นใจเรากำลังต่อสู้ฟาดฟันกับเสียงนั้นอย่างไม่ยอมเลิกรา รวมทั้งอาจกำลังบ่นก่นด่าต้นตอของเสียงอยู่ก็ได้

ไม่ใช่แต่เสียงเท่านั้น ความคิดฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นขณะนั่งสมาธิ แท้จริงก็ไม่ได้รบกวนเรา แต่เป็นเราต่างหากที่ไปรบกวนความคิดนั้น นั่นคือพยายามผลักไส กดข่ม และต่อสู้กับมันอยู่ตลอดเวลา ถ้าเพียงแต่ดูมันเฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรกับมัน ความสงบจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

ความทุกข์ใจมิได้เกิดขึ้นเพราะมีอะไรมากระทบ แต่เป็นเพราะใจเรารู้สึกลบกับมัน พยายามต่อต้านผลักไสมัน หรือรู้สึกโกรธเกลียดมันต่างหาก แม้เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าใจไม่ยอมรับก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ด้วยเหตุนี้หนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกเป็นทุกข์มากเพียงเพราะมีสิวไม่กี่เม็ดบนใบหน้า ในสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 10 ของคนที่เป็นสิว ถึงกับบอกว่าการเป็นสิวเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดในชีวิต บางคนทนไม่ได้ถึงกับฆ่าตัวตาย

ในทางตรงข้าม ถึงแม้จะเป็นโรคร้าย เช่น มะเร็ง แต่หากใจยอมรับได้ ไม่ต่อต้านผลักไสมัน ก็สามารถมีชีวิตอย่างปกติสุข จริงอยู่บางครั้งมันทำให้เจ็บปวด แต่หากใจไม่ไปต่อสู้กับมันหรือกับความเจ็บปวด ก็จะปวดแต่กาย ใจไม่ปวดด้วย ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนสามารถอยู่กับโรคนี้ได้โดยกินยาระงับปวดน้อยมาก มีคนหนึ่งพบว่าความปวดมักกำเริบตอนกลางคืน ทำให้เธอนอนลำบาก เธอก็จะพูดกับมะเร็งดี ๆ ว่า

“ตอนนี้ดึกแล้ว ได้เวลาเธอนอนแล้ว ฉันก็จะนอนด้วย”

บางครั้งเธอก็ร้องเพลงกล่อมมะเร็งราวกับกล่อมลูก อีกคนหนึ่งป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงิน อาการลุกลามมากจนเธอต้องนอนบนใบตอง แม้จะปวดแต่ก็ไม่รู้สึกทุกข์ทรมาน เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่พึ่งยาระงับปวดน้อยมาก สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเธอไม่รู้สึกโกรธเกลียดสะเก็ดเงิน กลับมีเมตตาให้ด้วยซ้ำ เธอจะพูดกับสะเก็ดเงินบ่อย ๆ ว่า

“สะเก็ดเงิน ถ้าเธอจะไปก็อย่าลืมเอาบุญกุศลของฉันไปด้วยนะ แต่ถ้าเธอจะอยู่ก็ต้องระวังนะ เพราะยาที่ฉันกินมันแรง”

เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องรักษา แต่อย่ารักษากายอย่างเดียว ใจก็ควรรักษาด้วย นั่นคือคอยดูแลอย่าปล่อยให้โทสะครอบงำใจ จนเอาแต่ผลักไสหรือต่อสู้ฟาดฟันกับทุกขเวทนาและโรคที่เกิดขึ้น

หากยังรู้สึกบวกกับมันไม่ได้ ลองทำใจยอมรับหรือรู้สึกเฉยกับมัน แล้วจะพบว่าความทุกข์ใจลดลงไปมาก 

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

keyboard_arrow_up